<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>การเงิน</title>
 <link>http://arayachon.org/taxonomy/term/208</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>จดหมายอำลานักลงทุนของ Andrew Lahde</title>
 <link>http://arayachon.org/article/20081022/765</link>
 <description>&lt;p&gt;
Andrew Lahde ผู้ก่อตั้งและบริหาร Lahde Capital Management เป็นหนึ่งในผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) น้อยราย ที่พยากรณ์วิกฤตซับไพรมถูกต้อง ก่อนเกิดเหตุและทำไรมหาศาลจากการเก็งดังกล่าว (เช่นด้วยการชอร์ตหลักทรัพย์ที่อิงซับไพรม)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กองทุนของเขากองหนึ่ง ทำกำไรได้สูงถึง 870% ในปี 2007 – &lt;a href=&quot;http://www.ft.com/cms/s/0/b0a40c72-9c83-11dd-a42e-000077b07658.html&quot;&gt;หนึ่งในอัตรากำไรสูงสุดตลอดกาลของธุรกิจเฮดจ์ฟันด์&lt;/a&gt;ในเดือนตุลาคม 2008 เขาได้ประกาศอำลาวงการ
ยุบเลิกกองทุนทั้งหมด ภายใต้การบริหารจัดการ คืนเงินให้กับนักลงทุน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่อไปนี้เป็นจดหมายถึงนักลงทุนฉบับสุดท้ายของ Andrew Lahde ที่ตีพิมพ์ใน
Financial Times:
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
…….
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;Letter: Andrew Lahde, Lahde Capital Management&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;แปลจาก &lt;a href=&quot;http://www.ft.com/cms/s/0/128d399a-9c75-11dd-a42e-000077b07658,s01=1.html&quot;&gt;จดหมายของ Andrew Lahde&lt;/a&gt;&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;p&gt;
	17 ตุลาคม 2551
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	วันนี้ผมไม่ได้เขียนมาเพื่อคุยทับ เมื่อคำนึงถึงความเจ็บปวดที่แทบทุกคนกำลังประสบ การคุยทับจะผิดกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เขียนเพื่อพยากรณ์อนาคตด้วย เพราะเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมพยากรณ์ในจดหมายฉบับก่อนๆ ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ก็กำลังเกิดขึ้น แทนที่จะทำอย่างนั้น ผมกำลังเขียนเพื่อจะเอ่ยคำลา
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เมื่อไม่นานมานี้ หน้าหนึ่งของ Section C ใน Wall Street Journal ลงความเห็นของผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์คนหนึ่ง ที่กำลังปิดกองทุนเหมือนกัน (เขาบริหารกองทุนขนาด $300 ล้าน) ว่า
	“ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ก็คือ ผมเกลียดมัน ”
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ผมเห็นด้วยกับความเห็นนี้อย่างเต็มเปี่ยม ผมทำธุรกิจนี้เพื่อหาเงิน วิธีที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยก็คือ หาเงินจากไอ้งั่งทั้งหลาย ที่ผู้ปกครองจ่ายเงินให้ไปเรียนไฮสกูลแพงๆ มหาวิทยาลัยเยล
	แล้วก็ต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ด 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	คนพวกนี้ พวกที่(มักจะ)ไม่คู่ควรกับการศึกษาที่พวกเขาได้รับ (หรืออ้างว่าได้รับ)ได้เลื่อนตำแหน่งไปถึงจุดสูงสุดของบริษัทอย่าง AIG, Bear Stearns และLehman Brothers และรัฐบาลของเราทุกระดับ ท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมทั้งหมดที่สนับสนุนเหล่าอภิสิทธิ์ชนนั้น ทำให้ผมหาคนที่โง่พอ ที่จะอยู่อีกข้างหนึ่งของดีลผมได้ง่ายดายกว่าเดิม พระเจ้าคุ้มครองอเมริกาจริงๆ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	มีคนมากเกินไปที่ผมควรขอบคุณสำหรับความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากฟังเหมือนนักแสดงฮอลลีวูดที่กำลังรับรางวัล เงินที่ได้ ก็เป็นรางวัลมากพอแล้ว นอกจากนี้คนที่อยู่บนรายชื่อยาวไม่สิ้นสุด ล้วนรู้ตัวดีว่าพวกเขาสมควรได้รับคำขอบคุณจากผม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมจะไม่บริหารเงินให้กับคนอื่นๆ หรือสถาบันอีกแล้ว ผมมีความมั่งคั่งของตัวเองมากพอที่จะบริหาร บางคนที่คิดว่าคำนวณความร่ำรวยของผมได้อย่างน่าเชื่อถือ อาจแปลกใจที่ผมเลิกทำงานนี้ ด้วยหีบสมบัติที่เล็กขนาดนี้ ก็ไม่เป็นไร ผมพอใจแล้วกับรางวัลที่ได้รับ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นอกจากนี้ ผมก็จะปล่อยให้คนอื่นสะสมตัวเลขความร่ำรวยเก้า สิบ หรือสิบเอ็ดหลัก ในระหว่างที่ชีวิตของพวกเขาจะเฮงซวยมาก มีนัดชนกันทุกวัน ไม่เว้นช่วงตลอดสามเดือนข้างหน้า พวกเขาจะตั้งหน้าตั้งตารอ ช่วงวันลาพักร้อนสองสัปดาห์ในเดือนมกราคม ช่วงเวลาที่พวกเขาคงจะตัวติดกับแบล็กเบอรี่หรือเครื่องอื่นๆ ที่คล้ายกัน
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ทำแบบนั้นไปทำไม? คนจะลืมพวกเขาภายในห้าสิบปีอยู่ดี Steve Balmer, Steven Cohen, และ Larry Ellison – คนเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกลืม ผมไม่เข้าใจเรื่องมรดกถึงคนรุ่นหลัง คนเราแทบทุกคนจะถูกลืม ลืมไปซะเถอะ เรื่องที่จะทิ้งตำนานอะไรเอาไว้ โยนแบล็กเบอรี่ทิ้งไปซะ
	ไปสนุกกับชีวิตดีกว่า
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ดังนั้น ที่นี่ ตรงนี้คือจุดจบ ผมขอออกจากวงการนี้ ด้วยความเคารพนะครับ อย่าคาดหวังว่า ผมจะตอบอีเมล์หรือข้อความที่ฝากในโทรศัพท์ ภายในเวลาที่สมเหตุสมผล หรือแม้แต่คาดว่าผมจะตอบมันเลย Andy Springer กับบริษัทของเขา จะจัดการเรื่องการยุบกองทุน และอย่าเป็นห่วงพนักงานของผม พวกเขาจะมีงานทำกับบริษัทของคุณ Springer เสมอ มีคนเดียว
	(ที่ได้รับค่าตอบแทนไปมากแล้ว) ที่จะตกงาน
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ผมไม่สนใจดีลอะไรก็ตามที่ใครก็ตามอยากให้ผมมีส่วนร่วม ผมไม่มีความเห็นอะไรจริงจังเกี่ยวกับตลาดไหนก็ตามเลยตอนนี้ นอกจากจะบอกว่า สถานการณ์คงจะเลวร้ายลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้ บางทีอาจเลวลงอีกหลายปี ผมพอใจแล้วกับการนั่งดูบนขอบสนามและรอเวลา
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เพราะถึงที่สุดแล้ว การนั่งรอคอยเป็นวิธีที่เรารวยจากวิกฤตซับไพรม ตอนนี้ผมมีเวลาที่จะซ่อมแซมสุขภาพ ที่ถูกทำลายด้วยความเครียด ที่ผมพอกให้กับตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา และซ่อมแซมชีวิตทั้งชีวิตของผมด้วย ชีวิตที่ผมต้องแข่งขัน แย่งยื้อที่นั่งในมหาวิทยาลัยและโครงการปริญญาโท แย่งงานและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ แข่งกับคนที่มีความได้เปรียบทุกประการ (พ่อแม่รวยๆ) ที่ผมไม่มี
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ขอให้&lt;b&gt;ระบบที่ให้คุณและโทษกับคนตามความสามารถของเขาเอง&lt;/b&gt; (meritocracy)
	เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลรูปแบบใหม่ที่จำเป็นจะต้องได้รับการจัดตั้ง
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	พูดถึงรัฐบาลอเมริกา ผมก็อยากจะเสนออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก่อนอื่น ผมอยากชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่ชัดเจนมากๆ นั่นคือ มีคนเสนอร่างกฎกติกาต่อสภาคองเกรสครั้งแล้วครั้งเล่า ในรอบแปดปีที่ผ่านมา ร่างกฎหมายที่จะช่วยล้อมกรอบพฤติกรรมให้กู้โฉด (predatory lending) ของสถาบันการเงินที่ส่วนใหญ่ล้มละลายไปแล้ว
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	สถาบันการเงินเหล่านี้ หว่านเงินให้กับพรรคการเมืองทั้งสองพรรค แลกกับการโหวตคว่ำกฎหมายที่ถูกออกแบบมาคุ้มครองประชาชนคนเดินดิน นี่เป็นเรื่องที่น่าโมโหมากๆ แต่แล้วก็ดูเหมือน จะไม่มีใครรู้เรื่องหรือแคร์อะไรกับมัน ตั้งแต่ Thomas Jefferson กับ Adam Smith ลาโลกไป ผมจะเถียงว่า เราแทบไม่มีนักปรัชญาที่สูงส่งในประเทศนี้เลย อย่างน้อยก็นักปรัชญาที่พุ่งความสนใจไปที่การปรับปรุงรัฐบาล 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ระบบทุนนิยมทำงานมากว่าสองร้อยปี แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป และตอนนี้ &lt;b&gt;ระบบก็เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น&lt;/b&gt; 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	George Soros เศรษฐีผู้ร่ำรวยมหาศาล ได้ประกาศว่าเขาอยากให้คนจดจำเขาในฐานะนักปรัชญา ข้อเสนอของผมคือ ชายผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ควรจะริเริ่มและอุดหนุนฟอรัม (forum
	หมายถึงพื้นที่ที่คนมารวมตัวกันทำงาน-ผู้แปล) ที่นักคิดผู้ปราดเปรื่องทั้งหลายจะได้มารวมตัวกัน เพื่อสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนเดินดินจริงๆ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในขณะเดียวกันกับที่สร้างผลตอบแทนสูงพอ ที่จะดึงดูดให้มันสมองที่ดีที่สุด และฉลาดที่สุดเข้ารับใช้ชาติในระดับต่างๆ ของระบบราชการโดยไม่ต้องอาศัยการโกงกิน เพื่อตอบสนองความต้องการหรือไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ฟอรัมนี้อาจคล้ายกันกับ&lt;b&gt;ฟอรัมที่สร้างลินุกซ์
	&lt;/b&gt;[ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์]ที่แข่งกับอำนาจผูกขาดแทบจะสมบูรณ์ของ
	ไมโครซอฟท์ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	&lt;b&gt;ผมเชื่อว่ามีคำตอบ แต่ตอนนี้ระบบพังอย่างชัดเจน&lt;/b&gt;
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	สุดท้ายนี้ ระหว่างที่ผมยังมีผู้ฟัง ผมก็อยากจะเรียกร้องให้คน หันมาสนใจแหล่งอาหารและพลังงานทางเลือก คุณจะไม่เห็นมันบนโฆษณาทีวีของบีพี [British Petroleum] ที่บอกว่า
	“รู้สึกดีเถอะ เรากำลังหาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” (Feel good. We are working on sustainable solutions) หรือในโฆษณาคล้ายกันของเอดีเอ็ม
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	แต่ผมจะบอกว่า มนุษย์ใช้ป่าน (hemp) มาอย่างน้อย 5,000 ปีแล้วในการทำเครื่องนุ่งห่มและอาหารและแทบทุกอย่าง ที่ทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ป่านไม่ใช่กัญชา (marijuana) และมาริวานาก็ไม่ใช่ป่านนะครับ ป่านเป็นพืชเพศผู้ที่เติบโตขึ้นมาเหมือนกัญชา (weed) ก็เลยมีคนใช้คำนี้เป็นแสลงของกัญชา 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ธงชาติอเมริกาผืนแรกทอจากใยป่าน และรัฐธรรมนูญของเราก็พิมพ์บนกระดาษที่ทำจากป่าน รัฐบาลอเมริกันใช้ป่านจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังสงครามก็ประกาศให้มันเป็นพืชผิดกฎหมาย
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในห้วงเวลาที่เราได้ยินโวหารสวยหรูมากมายเกี่ยวกับการ “พึ่งตนเอง” ในแง่พลังงาน ทำไมการปลูกป่านถึงยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ในประเทศนี้?
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	โอ้ มันเป็นเพราะเพศเมียของต้นนี้ เพศเมียชั่วช้าที่เรียกว่ากัญชา มันทำให้คุณรู้สึกเคลิ้ม ทำให้คุณหัวเราะ ไม่ทำให้คุณมีแฮงก์โอเวอร์ ไม่ทำให้ทะเลาะกันในบาร์หรือตบตีเมีย ไม่เหมือนกับเหล้า แล้วทำไมพืชที่ไม่มีอันตรายต้นนี้ถึงผิดกฎหมาย? มันเป็นยาที่สร้างนิสัยเสพติด (gateway drug) หรือเปล่า? เปล่าเลย ของที่ทำอย่างนั้นคือเหล้า ซึ่งโฆษณาหนักเหลือเกินในประเทศนี้
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ข้อสรุปเดียวของผมที่อธิบายว่าทำไมป่านถึงได้ผิดกฎหมายคือ &lt;b&gt;ภาคธุรกิจในอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของสภาคองเกรส &lt;/b&gt;อยากขายคุณ Paxil, Zoloft, Xanax และยาเสพติดอื่นๆ
	มากกว่า จะยอมให้คุณปลูกต้นไม้ในบ้านตัวเอง โดยไม่แบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้กับพวกเขา &lt;b&gt;นโยบายนี้ไร้สาระมาก&lt;/b&gt;มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานต่างชาติ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นโยบายของเราทำให้ประเทศอื่นๆ หัวเราะเยาะความโง่เขลาของเรา โดยเฉพาะแคนาดาและหลายประเทศในยุโรป (ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก) คุณจะไม่ได้รู้เรื่องนี้จากสื่ออเมริกันหรอก
	เพราะพวกเขาไม่ค่อยอธิบายว่า อาทิตย์นี้ใครกำลังหัวเราะเยาะอเมริกาอยู่บ้าง ขอเถอะครับ ทุกคน เลิกใช้โวหารสวยหรู เริ่มคิดกันดีกว่าว่าเราจะพึ่งตัวเองจริงๆ ได้อย่างไร
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ถึงจุดนี้ผมขอบอกว่า ลาก่อนและขอให้โชคดีครับ.
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ด้วยความปรารถนาดี,
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	Andrew Lahde
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.fringer.org/?p=389&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บลอกคนชายขอบ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20081022/765#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Wed, 22 Oct 2008 02:33:48 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">765 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รัฐสภาเยอรมนีและฝรั่งเศส ผ่านความเห็นชอบแผนกู้วิกฤติการเงิน</title>
 <link>http://arayachon.org/news/20081019/760</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=180001&amp;amp;NewsType=1&amp;amp;Template=1&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เดลินิวส์&lt;/a&gt; รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนี หรือบุนเดสแทก
ลงมติผ่านความเห็นชอบแผนกอบกู้ภาคการเงินมูลค่า 480 พันล้านยูโร หรือ 650
พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายภายในวันศุกร์ที่ 17 ต.ค.2551
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยมีผู้เห็นชอบ 476 เสียงจาก ส.ส.ทั้งหมด 576 คน ออกเสียงคัดค้าน 99 คน และงดออกเสียง 1 คน แผนการกู้วิกฤติธนาคารดังกล่าว ซึ่งเป็นแผนการช่วยเหลือภาคการเงินครั้งใหญ่ที่สุด ในเยอรมนีหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ผ่านความเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร ขั้นตอนต่อไป คือต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาสูง หรือวุฒิสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านรัฐบาลฝรั่งเศสก็อนุมัติแผนกอบกู้วิกฤติการเงินมูลค่า 360 พันล้านยูโรหรือ 491 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคุ้มครองธนาคารไม่ให้ล้มละลายและเพื่อผ่อนคลายตลาดสินเชื่อ โดยแผนการดังกล่าว ซึ่งลงทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ จะบังคับใช้เป็นกฎหมายทันที 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แผนกอบกู้วิกฤติการเงินของฝรั่งเศส เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว โดย 15 ประเทศ ที่ใช้สกุลเงินยูโร เพื่อผ่อนคลายตลาดสินเชื่อหลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างหนัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า ญี่ปุ่นอาจอัดฉีดเงินเข้าอุ้มธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ และเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านบัญชี เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติการเงินโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยรัฐบาลแถลงว่าในสัปดาห์นี้ จะพิจารณารื้อฟื้นกฎหมาย ที่จะทำให้สามารถอัดฉีดเงินเข้าช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหาได้ อย่างไรก็ตามธนาคารของญี่ปุ่น ไม่ได้รับความเสียหายจากวิกฤติการเงินโลก
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/news/20081019/760#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/257">ฝรั่งเศส</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/256">เยอรมนี</category>
 <pubDate>Sun, 19 Oct 2008 01:20:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">760 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แบล็คฟรายเดย์ ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาว</title>
 <link>http://arayachon.org/news/20081010/739</link>
 <description>&lt;p&gt;
ศุกร์ทมิฬ ! ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาว ผวาวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ ฉุดภาวะเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย นักลงทุนขวัญกระเจิงเทขายหุ้นทั่วกระดาน หาแนวรับไม่เจอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นไทยเปิดร่วง 10.09% เมื่อเวลา 15.05 น. หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ สั่งพักการซื้อขายหุ้นเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย มาลบ 46.48 จุด หรือ 9.3% มาที่ 453.51 จุด หลังลงต่ำสุดที่ 449.53 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.15 หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามเกณฑ์การหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวนั้น ในระดับที่ 1 เมื่อดัชนีหุ้นลดลงเท่ากับหรือมากกว่า 10% จะหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และระดับที่ 2 เมื่อดัชนีหุ้นยังคงลดลงจนถึงเท่ากับหรือมากกว่า 20% ของดัชนีราคาวันทำการก่อนหน้า จะหยุดทำการซื้อขายอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลา 1 ชั่วโมง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้ &lt;b&gt;เซอร์กิตเบรกเกอร์เป็นครั้งที่ 2&lt;/b&gt; นับตั้งแต่เปิดดำเนินการปี 2518 โดยครั้งแรกใช้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.49 ซึ่งดัชนีลดลง 74.06 จุด หรือ 10.14% เป็นผลจากความกังวลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศใช้มาตรการสำรอง 30% สำหรับการนำเข้าเงินทุนระยะสั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โฆษกของ Wiener Boerse ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตลาดหุ้นเวียนนา กล่าวว่า ทางตลาดหุ้นจะระงับการซื้อขายหุ้นทั้งหมด ในวันนี้จนถึงเวลาเที่ยงตามเวลาท้องถิ่น หรือ 17.00 น.ตามเวลาไทย ขณะที่ไม่มีการระบุเหตุผลแต่อย่างใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาด ดิ่งลงในวันนี้ตามตลาดหุ้นเอเชียและสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนวิตกว่า ความพยายามของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อผ่อนคลายภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อนั้น จะไม่เพียงพอต่อการป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ เวลา 14.13 น.ตามเวลาไทย ดัชนี FTSEurofirst 300 ของหุ้นบลูชิพทั่วยุโรป ดิ่งลง 8 % มาที่ 847.8 หลังจากร่วงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.ค.2003&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีดิ่งลงกว่า 22 % แล้วในสัปดาห์นี้ โดยมีแนวโน้มว่าจะร่วงลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบรายสัปดาห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นลอนดอน, ดัชนี DAX ของตลาดหุ้นเยอรมนีและดัชนี CAC 40 ของตลาดหุ้นฝรั่งเศสร่วงลง 8 % หลังจากทรุดลงถึง 10 % ในช่วงเปิดตลาด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดร่วงลง 4.13 % ในวันนี้ แต่ก็ฟื้นตัวขึ้นหลังจากดิ่งลง 9 % ในช่วงเช้า หลังจากบรรดาประธานของบริษัทหลักทรัพย์ในเกาหลีใต้ได้ประชุมกันเพื่อเสนอ ตั้งกองทุนเสถียรภาพตลาด และค่าเงินวอนฟื้นตัวขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีคอมโพสิตปิดร่วงลง 53.42 จุด อยู่ที่ 1,241.47 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.ค.2006 แต่ก็ฟื้นตัวขึ้นหลังจากร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปีที่ 1,178.51&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ดัชนีก็ยังคงดิ่งลง 12.6 % ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนก.ย.2001 เมื่อตลาดดิ่งลงหลังเหตุวินาศกรรมสหรัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดดิ่งลงมากที่สุด ภายในวันเดียวนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แบล็คมันเดย์ในปี 1987 ขณะที่ตลาดวิตกมากขึ้นว่าวิกฤติการเงินจะทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดทรุดลง 881.06 จุดหรือ 9.6 % สู่ระดับ 8,276.43 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ค.2003 โดยในระหว่างวันดัชนีทรุดลงกว่า 1,000 จุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดดิ่งลงรวม 24 % ในสัปดาห์นี้ ซึ่งมากกว่าการร่วงลงของสัปดาห์หลังเหตุการณ์ปี 1987 ถึงกว่า 2 เท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรยากาศซื้อขายในตลาดซบเซาลงหลังจาก ตลาดหุ้นนิวยอร์คดิ่งลงและมีข่าวว่ากองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริม ทรัพย์ของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งประสบภาวะล้มละลาย และต่อมาภาวะตลาดยิ่งมืดมนมากขึ้นหลังจากบริษัทยามาโตะ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ยื่นล้มละลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจ้าหน้าที่กำกับตลาดหลักทรัพย์กล่าวใน วันนี้ว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียจะปิดทำการซื้อขายในช่วงบ่ายวันนี้ หลังจากระงับการซื้อขายเช้านี้ ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงอย่างหนักอีกครั้งเมื่อคืนนี้ และตลาดหุ้นเอเชียดิ่งลงอีกในวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงลงกว่า 20 % ในสัปดาห์นี้ส่งผลให้ตลาดต้องสั่งพักการซื้อขายเมื่อวันพุธและพฤหัสบดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านนายยูซุฟ คัลลา รองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าตลาดหุ้นจะสามารถเปิดทำการซื้อขายได้ในสัปดาห์หน้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โบรกเกอร์เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า คาดว่าตลาดหุ้นจะร่วงลงอย่างหนักหากมีการเปิดทำการซื้อขายในช่วงเช้าวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายจอห์น เทจา หัวหน้าฝ่ายขายหุ้นจากบล.ซิปทาดานากล่าวว่าตลาดอาจเปิดตลาดร่วงลงถึง 10 % 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/10/news_302312.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเห็น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในยามนี้ เงินสดหรือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยเร็วและง่าย(liquid asset) คือสุดยอดของทรัพย์สินทั้งปวง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใครมีเงินสดเหลือเพียงพอ ก็รวบรวมรอไว้ให้ดีนะ โอกาสทองแห่งการซื้อของถูก ที่เรียกว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยากจะพบพานในช่วงชีวิต (once,in a life time) ตามคำของวอร์เร็น บัพเฟ็ต กำลังใกล้มาถึงแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับคนที่มีเงินสดเหลือไม่มาก ขอให้ลดและเลื่อนการใช้เงินสดทุกชนิด ที่ไม่สำคัญเร่งด่วน จริงๆ ออกไปก่อน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อพายุตั้งเค้า โบราณว่า ควรต้องเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งในทางการค้า การลงทุนหรือการดำรงชีวิต 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือ &lt;b&gt;เก็บรวบรวม รักษาและใช้เงินสด&lt;/b&gt; ครับ 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/news/20081010/739#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/224">การลงทุน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/242">ตลาดหุ้น</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Fri, 10 Oct 2008 15:46:28 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">739 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ไอเอ็มเอฟชี้ วิกฤติการเงินทำโลกสู่ภาวะถดถอย</title>
 <link>http://arayachon.org/news/20081010/737</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันพุธที่ 8 ตค.2551 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
เผยแพร่รายงานพยากรณ์ที่หดหู่ที่สุดในรอบหลายๆ ปี ระบุว่า โลกกำลังจะเข้าสู่&lt;b&gt;การชะลอตัวครั้งใหญ่&lt;/b&gt;
โดยที่สหรัฐฯและยุโรป หากไม่ยืนอยู่บนปากเหว
ก็ตกลงสู่&lt;b&gt;ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนพวกประเทศเศรษฐกิจเฟื่องฟูใหม่ ก็ต้องถูกกระทบกระเทือนไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอเอ็มเอฟกล่าวว่า วิกฤตการเงินที่กำลังปะทุลุกลามอยู่ในเวลานี้ ถือเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ วิกฤตเศรษฐกิจโลกตกต่ำครั้งใหญ่เมื่อช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งอาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโดยรวมให้ร่วงตามลงไปด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เศรษฐกิจโลกเวลานี้ กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะชะลอตัวครั้งใหญ่
เมื่อเผชิญกับภาวะช็อกที่อันตรายที่สุด ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับบรรดาตลาดการเงินที่ก้าวหน้าทั้งหลาย
นับย้อนหลังไปถึงทศวรรษ 1930 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รายงานประเมินเศรษฐกิจโลกฉบับนี้ เผยแพร่ก่อนที่ธนาคารกลางของ 6 ประเทศใหญ่ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉินลงพร้อมๆ กันเมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2551 ประกอบด้วยธนาคารกลางสหรัฐฯ, ยุโรป,อังกฤษ, สวิตเซอร์แลนด์, แคนาดา
และสวีเดน แบงก์ชาติของจีนก็ร่วมการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงมาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด
กล่าวว่าความเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียงกันเช่นนี้เป็นการเดินมาถูกทางแล้ว
แต่ว่าจะต้องมีมาตรการอื่นๆอีกมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.finfacts.ie/artman/uploads/2/IMF_global_slowdown_oct082008.JPG&quot; align=&quot;absmiddle&quot; width=&quot;384&quot; height=&quot;454&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยรายปีของโลก จะลดลงจากร้อยละ 5 ในปี คศ.2007 เป็นร้อยละ 3.9 ในปีนี้ และร้อยละ 3.0 ในปีหน้า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตามการนิยามของไอเอ็มเอฟ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยรายปีของโลก ที่ร้อยละ  3 หมายถึงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูง เช่น จีน จะมีปัญหาหนักมาก ถ้าเศรษฐกิจเติบโตลดลงจากร้อยละ 11 ต่อปี เป็นร้อยละ 6 ต่อปี เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จะเติบโตเพียงร้อยละ 1.6 ในปีนี้ แม้ว่าจะได้รับผลกระตุ้นจากการอัดฉีดงบประมาณจำนวนมหาศาล และจากตัวเลขการส่งออกทีดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 แต่คาดว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 0.1 ในปีหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร คาดว่าจะเติบโต ร้อยละ 1.3 ในปีนี้ และเพียงร้อยละ 0.2 ในปีหน้า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในปีหน้า เศรษฐกิจของเยอรมัน ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร จะชะงักงัน ฝรั่งเศส จะโตร้อยละ 0.2 อิตาลี่และสเปญ จะถดถอยร้อยละ 0.2 อังกฤษจะถดถอยร้อยละ 0.1 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในปีนี้ เศรษฐกิจของอิตาลี่ได้ถดถอยแล้ว ร้อยละ 0.1
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยภาพรวม ในปีนี้ เศรษฐกิจของประเทศที่ก้าวหน้า จะเติบโตโดยเฉลี่ย ร้อยละ 1.5 และ จะเติบโตโดยเฉลี่ย ร้อยละ 0.5 ในปีหน้า โดยสถาบันการเงินทั้งหลาย จะต้องผ่านช่วงเวลาของการปรับโครงสร้างที่เจ็บปวด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ในปีหน้า 
ไม่มีประเทศใดเลย ในกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลก  7 ประเทศ(G 7) ที่เศรษฐกิจจะเติบโตเกินร้อยละ 1
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ข้อมูลเพิ่มเติม &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รายงานทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเดือนตุลาคม 2551 ของไอเอ็มเอฟ
(&lt;a href=&quot;http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2008/02/index.htm&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; World Economic Outlook October 2008 Report&lt;/a&gt;) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รายงานความมั่นคงของระบบการเงินโลก&lt;b&gt;  &lt;a href=&quot;http://www.finfacts.ie/irishfinancenews/article_1014921.shtml&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;(Global Financial Stability Report) &lt;/a&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา &lt;/b&gt;- แปลและเรียบเรียงจาก &lt;a href=&quot;http://www.finfacts.com/irishfinancenews/article_1014931.shtml&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;finfact&lt;/a&gt; และ &lt;a href=&quot;http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120375&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/news/20081010/737#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/241">ถดถอย</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/240">โลก</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/239">ไอเอ็มเอฟ</category>
 <pubDate>Fri, 10 Oct 2008 02:25:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">737 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>พอล ครุกแมน : ขั้นสุดท้ายของวิกฤติ</title>
 <link>http://arayachon.org/sansab/20080920/671</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2551 &lt;b&gt;เฮนรี่ พอลสัน&lt;/b&gt; (Henry Paulson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังของสหรัฐ ได้พยายามขีดเส้นบนทราย ไม่ให้รัฐเข้าไปช่วยสถาบันการเงินที่ล้มเหลวอีกต่อไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สี่วันถัดมา เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤติที่กำลังลุกลามออกไปนอกเหนือการควบคุม ผู้นำส่วนใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ก็ดูเหมือนได้ตัดสินใจว่า &lt;b&gt;รัฐไม่ใช่ตัวปัญหาแต่คือผู้แก้ปัญหา&lt;/b&gt; มาตราการที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน คือ การที่รัฐเข้าไปซื้อหนี้เสียส่วนใหญ่ของสถาบันการเงินเอกชน ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สถานการณ์ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบันคือ  หลังจากธนาคารกลางสหรัฐไม่ช่วยเลห์แมนบราเธอร์ การตกใจสุดขีดที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะราคาหุ้นในตลาดดาวโจนส์หัวทิ่มลงมา แต่เป็นเพราะผลกระทบต่อเนื่องของตลาดสินเชื่อ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวโดยพื้นฐานคือ บรรดาผู้ให้กู้หยุดทำหน้าที่กันไปหมด
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นตราสารที่ปลอดภัยที่สุดของการลงทุนทั้งหมด (ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างอื่นจะมีค่าเหลืออะไร ?)ได้ถูกซื้อไปจนหมดเกลี้ยง แม้ว่าแทบจะไม่มีผลตอบแทน ในขณะที่บรรดาผู้กู้เอกชนไม่สามารถหาสินเชื่อได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปกติบรรดาธนาคารพานิชย์ สามารถกู้ยืมระหว่างกันด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ระยะ 3 เดือนระหว่างธนาคารพานิชย์ ได้พุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 3.2 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ระยะเดียวกันเท่ากับร้อยละ 0.05 &lt;b&gt;นี่ไม่ใช่การพิมพ์ตัวเลขผิด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่กระแสเงินไหลเข้าไปที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปลอดภัยกันหมด ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถหาเงินกู้ได้ รวมทั้งสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในตลาดการเงิน ดังนั้น จึงนำไปสู่การล้มขนาดใหญ่และการแตกตื่นตามมา มันยังทำให้ธุรกิจลดการใช้จ่าย ซึ่งเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจที่ซบเซา ตกต่ำลึกลงไปอีก &lt;br id=&quot;exzj&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธนาคารกลางสหรัฐซึ่งในภาวะปกติ เป็นผู้นำในการต่อสู้กับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลานี้ ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะได้ใช้บรรดาเครื่องมือมาตราฐาน ของการดำเนินนโยบายทางการเงินไปเกือบหมดแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยปกติ
ธนาคารกลางจะแก้ไขสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ด้วยการซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นคืนจากตลาดการเงิน เพื่อผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของตั๋วเงินคลังระยะสั้น ก็แทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง &lt;b&gt;ธนาคารกลางยังสามารถใช้มาตราการอะไรได้อีก ?&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธนาคารกลาง ยังสามารถให้เงินกู้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งธนาคารกลางก็ได้ให้กู้ยืมไปแล้วในปริมาณที่มากจนน่ากลัว แต่การให้กู้ยืมเงินดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งสถานการณ์ที่กำลังทรุดตัวลง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในภาพรวม มีเรื่องที่สดใสอยู่เรื่องหนึ่ง คือ
อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนองอสังหาริมทรัพย์ได้ลดลงไปมาก
นับตั้งแต่รัฐบาลกลางสหรัฐได้เข้าควบคุมกิจการของแฟนนี่ เมย์ (Fannie Mae)และเฟรดดี้ แมค(Freddie Mac)และได้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัททั้งสอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีบทเรียนในเรื่องนี้สำหรับคนที่พร้อมจะรับฟัง คือ &lt;b&gt;การที่รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการ อาจเป็นทางเลือกเดียว ที่สามารถทำให้ระบบสถาบันการเงินทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีบางคนได้โต้แย้งข้อเสนอดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเร็วๆนี้ นาย&lt;b&gt;พอล โวคเกอร์&lt;/b&gt; (Paul
Volcker) ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนก่อน
และผู้มีประสพการณ์จากวิกฤติการเงินที่ผ่านมา 2 คน
ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประกาศว่าทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยง
สาเหตุหลักของบรรดาสภาวะสินเชื่อหดตัวทั้งหมด คือ &lt;b&gt;การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อซื้อตราสารที่มีปัญหา&lt;/b&gt;
ซึ่งก็คือการใช้เงินภาษีของประชาชน ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหา
ซึ่งเกิดขึ้นจากฟองสบู่ที่แตกกระจายของตลาดสินเชื่อและตลาดอสังหาริมทรัพย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเสนอโดยนายพอล โวคเกอร์ ทำให้มันเป็นข้อเสนอที่ได้รับความเชื่อถืออย่างมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บรรดาสมาชิกที่มีบทบาทของสภาคองเกรส รวมทั้งวุฒิสมาชิก&lt;b&gt;ฮิลลารี่ คลินตัน&lt;/b&gt;(Hillary Clinton)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนาย&lt;b&gt;บาร์นี่ แฟรงค์&lt;/b&gt;(Barney
Frank) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของสภาฯ ได้นำเสนอในทำนองเดียวกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 วุฒิสมาชิก&lt;b&gt;ชาร์ล ชูเมอร์&lt;/b&gt;(Charles Schumer) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้จัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤติการเงิน ได้แถลงว่า &amp;quot;ธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง ได้ยอมรับว่า เราต้องการ&lt;b&gt;มาตราการแก้ปัญหาที่ครอบคลุม&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นคือเหตุที่ประธานธนาคารกลาง&lt;b&gt;เบ็น เบอร์นานเก้&lt;/b&gt;(Ben
Bernanke)และนายพอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ได้ประชุมร่วมกับผู้นำของสภาคองเกรสเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน
2551 เพื่อปรึกษา&lt;b&gt;มาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหา&lt;/b&gt;&amp;quot; ในเวลานี้ เรายังไม่รู้ว่ามาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหาคืออะไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการเปรียบเทียบมาตราการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลสวีเดน ในการแก้ปัญหาวิกฤติการเงินเมื่อต้นปีคศ.1990 โดยรัฐบาลสวีเดนได้ช่วยเหลือด้วยการเข้าไปควบคุมสถาบันการเงินส่วนใหญ่ของประเทศเป็นการชั่วคราว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ผู้กำหนดนโยบายในกรุงวอชิงตัน ได้เตรียมการในการเข้าไปควบคุมในระดับเดียวกันหรือไม่ และถ้าไม่ มาตราการนี้อาจกลายเป็นการช่วยเหลือที่ผิดพลาด คือการช่วยเหลือบรรดาผู้ถือหุ้นและตลาด ซึ่งผลก็คือการช่วยเหลือภาคสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับผลร้ายจากทำธุรกิจด้วย&lt;b&gt;ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าโครงการช่วยเหลือ จะออกแบบให้ดีอย่างไร มันก็มีต้นทุนในการใช้เงินภาษีอากรของประชาชนจำนวนมหาศาล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลสวีเดนได้วางแผนว่า จะต้องใช้เงินประมาณร้อยละ 4
ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ซึ่งสำหรับอเมริกา หมายถึงเงินจำนวน 600
พันล้านเหรียญสหรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าในที่สุด ภาระที่ประชาชนชาวสวีเดนผู้เสียภาษีรับผิดชอบ ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว
เพราะรัฐบาลสวีเดนสามารถขายทรัพย์สินที่ซื้อมา ได้ในราคาพอสมควร
และสำหรับทรัพย์สินบางรายการ สามารถทำกำไรได้มาก &lt;br id=&quot;bhcf&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในเวลานี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคาดการณ์ ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากมาตราการช่วยเหลือทางการเงิน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบบการเมืองในวันนี้ ไม่สนใจที่จะทำตามคำแนะนำที่น่าขายหน้าของนาย&lt;b&gt;แอนดรู เมลลอน&lt;/b&gt;(Andrew Mellon)ต่อประธานาธิบดี &lt;b&gt;เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์&lt;/b&gt; (Herbert Hoover) ที่ว่า &amp;quot; ชำระสะสางปัญหาแรงงาน ชำระสะสางปัญหาหุ้น ชำระสะสางปัญหาเกษตรกร ชำระสะสางปัญหาอสังหาริมทรัพย์ &amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การจัดซื้อทรัพย์สินที่มีปัญหาขนาดใหญ่ของรัฐ กำลังจะเกิดขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำถามที่เหลืออยู่คือ &lt;b&gt;การจัดซื้อนั้น จะทำกันอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 00000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แปลและเรียบเรียงจากบทความ เรื่อง &lt;a href=&quot;http://www.iht.com/articles/2008/09/19/opinion/edkrugman.php&quot; title=&quot;Paul Krugman: Crisis endgame&quot; id=&quot;yz82&quot;&gt;Paul Krugman: Crisis endgame&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใน &lt;a href=&quot;http://www.iht.com/&quot; title=&quot;นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนลเฮรัล ทรีบูน&quot; id=&quot;sq6t&quot;&gt;นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนลเฮรัล ทรีบูน&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุุ&lt;/b&gt; : คำว่า Crisis endgame เป็นแนวคิดรวบยอดในบทความนี้ของครุกแมน
โดยมองสถานการณ์ของวิกฤติการเงินและอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ
ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมายาวนานว่า
ได้ก้าวมาถึงขั้นสุดท้ายหรือระยะสุดท้ายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปรียบเทียบกับการเล่นหมากรุกทั้งกระดาน ก็คือถึงระยะปลายกระดาน
ที่มีตัวหมากรุกเหลืออยู่บนกระดานแค่ 2-3 ตัว
ผู้เล่นเหลือตัวหมากรุกให้เล่นน้อยเต็มทีแล้ว ไม่อาจทำอะไรได้มากแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน ไม่ได้ใช้คำตรงๆแบบ final stage แต่ใช้สำนวนของฝรั่งว่า endgame&lt;br /&gt;
ดูความหมาย ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Endgame&quot; title=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Endgame&quot;&gt;http://en.wikipedia.org/wiki/Endgame&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการมองของครุกแมน จะถูกหรือผิด ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอล ครุกแมน เป็นนักเศรษฐศาตร์ชาวอเมริกัน
ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานทางวิชาการมากที่สุดคนหนึ่ง
ได้รับการยกย่องและจัดอันดับว่าเป็น 1 ใน 50 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเคยวิจารณ์นโบายการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนของทางการไทยล่วงหน้ามานานแล้วว่าเป็นความผิดพลาด และจะเป็นสาเหตุนำไปสู่วิกฤติทางการเงินครั้งใหญ่
ซึ่งต่อมาไทยได้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งขึ้นเมื่อปี 2540
ตามที่เขาได้คาดการณ์ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูประวัติของเขาเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Krugman&quot; title=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Krugman&quot;&gt;http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Krugman&lt;/a&gt;	 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.iht.com/articles/2008/09/19/opinion/edkrugman.php&quot; title=&quot;Paul Krugman: Crisis endgame&quot; id=&quot;yz82&quot;&gt;&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/sansab/20080920/671#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Sat, 20 Sep 2008 20:17:17 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">671 at http://arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>
