<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>เศรษฐกิจ</title>
 <link>http://arayachon.org/taxonomy/term/101</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>การรับมือวิกฤติเศรษฐกิจและความกล้าหาญทางการเมืองของธุรกิจไทย</title>
 <link>http://arayachon.org/article/20081101/789</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเชื่อมั่น&lt;/b&gt; คือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกธุรกิจและการเงิน
ความยุ่งเหยิงในโลกการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลอดสองเดือนที่ผ่านมา
ส่งผลให้นักธุรกิจหวาดผวา ไปกับความร้ายแรงของการขาดความเชื่อมั่น
รัฐบาลทั่วโลกตื่นตระหนกและอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ
เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบธนาคารโลกพร้อมๆ
ไปกับการกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนให้กลับคืนมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นโยบายต่างๆ ถูกออกแบบและผลักดันอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความผันผวน
อาทิเช่น การตั้งกองทุน 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อทรัพย์สินด้อยค่า
การคุ้มครองเงินฝากของรัฐบาลยุโรป
รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยกัน อย่างพร้อมเพรียงของธนาคารกลางทั่วโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ดูเหมือน จะไม่เพียงพอที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจให้กลับคืนมา
ได้เห็นได้จากการทรุดตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก
หลังจากการรับรู้นโยบายดังกล่าว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นโยบายต่างๆ
จะมีผลเท่าใดไม่มีใครทราบ
แต่ที่นักธุรกิจทั่วโลก เห็นพ้องต้องกันอย่างหนึ่ง
คือการที่เศรษฐกิจของอเมริกาและยุโรปตะวันตก มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยสูง
ผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ กระจายเข้าสู่ภาคการเงินการธนาคาร
และกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคการบริโภคและอุตสาหกรรม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่จำเป็นต้องลุ้นกันต่อไป คือ ภาวะถดถอยที่จะเกิดขึ้น&lt;b&gt;ลึกและนานเท่าใด&lt;/b&gt;
ในตลาดโลกราคาของสินแร่ต่างๆ เริ่มขยับลดลง รวมถึงการลดลงของค่าระวางเรือ
ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ความต้องการสินค้า (Demand) ในตลาดโลกเริ่มหดหาย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต่อธุรกิจไทย มีให้เห็นบ้างแล้ว
ถึงแม้จะคาดเดาความรุนแรงไม่ได้ อย่างน้อยในสัปดาห์ที่แล้ว
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โตโยต้าผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของประเทศไทย
ได้ประกาศลดปริมาณการผลิตลงแล้ว&lt;b&gt;ร้อยละ 20 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นับตั้งแต่การเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของประเทศไทย (โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่ง
ในทศวรรษที่ 2500 เป็นหมุดหมาย) เราได้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วสองครั้ง
คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิกฤติจากราคาน้ำมันในครึ่งหลังของทศวรรษที่ 2510 และวิกฤติเศรษฐกิจปี
2540 บาดแผลของวิกฤติปี 2540
ยังสดไม่แห้งดีและฝันร้ายยังไม่หายไปจากความทรงจำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แน่นอนว่า
วันนี้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงกว่าปี 2540 อย่างไม่ต้องสงสัย
ธนาคารพาณิชย์ไทยมีอัตราทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital ratio)
อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกได้ว่าแข็งแรง
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทุนสำรองต่างประเทศมหาศาล
ประเทศไทยยังได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง
หนี้สาธารณะอยู่ในเกณฑ์ต่ำเทียบต่อจีดีพี
และภาคธุรกิจมีกำไรสะสมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การมีพื้นฐานที่ดีไม่ได้
หมายความว่า ประเทศไทยมีภูมิป้องกันจากวิกฤติเศรษฐกิจด้วยเหตุผลสองประการ
คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หนึ่ง&lt;/b&gt; โลกาภิวัตน์ได้หลอมรวมประเทศไทย ให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกไปแล้ว ร้อยละ 70
ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ขึ้นอยู่กับการส่งออก
อุตสาหกรรมหลายสาขาในประเทศไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้เอง
หากขาดความต้องการสินค้าและเงินลงทุนจากต่างประเทศ
(อย่างน้อยที่สุดในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งเป็น 2
อุตสาหกรรมที่ทำรายได้การส่งออกให้กับประเทศมากที่สุด) และ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;สอง &lt;/b&gt;หากเกิดวิกฤติจริง สภาพคล่องทั่วโลกจะหดหาย เครดิตไลน์และเงินทุนจะถูกดึงออกจากประเทศ ทำให้การค้าและการลงทุนหยุดชะงัก หากเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปตะวันตกเป็นหวัด เศรษฐกิจไทยอาจเข้าขั้นโคม่าได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่มีใครอยากให้วิกฤติการเงินโลกลามถึงธุรกิจไทย และไม่มีใครอยากเป็น &amp;quot;&lt;b&gt;คนเคยรวย&lt;/b&gt;&amp;quot;
แต่&lt;b&gt;ความประมาทและความมั่นใจในตนเองมากเกินไป คือ หนึ่งในสาเหตุของวิกฤติปี
2540 &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถึงวันนี้
เราอาจต้องเตรียมการรับมือต่อความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด
บทเรียนหนึ่งที่เรารู้จากปี 2540 คือ
วิกฤติเศรษฐกิจนั้น เมื่อเกิดขึ้น จะเร็วและรุนแรงมากกว่าที่จะคาดคิดได้
ธุรกิจไทย สามารถเตรียมตัวรับมือวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยกลยุทธ์ &lt;b&gt;ห้าประการ&lt;/b&gt; อันได้แก่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการแรก&lt;/b&gt;
จำกัดการลงทุนในท้ายปีนี้และครึ่งปีแรกของต้นปีหน้า ให้เหลือน้อยที่สุด
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดี
ธุรกิจควรลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในภาวะที่เศรษฐกิจ มีแนวโน้มที่จะทรุด ธุรกิจต้องเลือกที่จะไม่ลงทุน ในการลงทุนที่ไม่ส่งผลบวกด้านการเงินในระยะสั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในภาวะวิกฤตินั้น เงินสดหรือสายป่านสำคัญกว่าสภาพกำไรหรือขาดทุน
นอกจากนี้การมีเงินสดสะสมไว้ในภาวะวิกฤติ ยังทำให้ธุรกิจเข้าถึงโอกาสในการซื้อสินทรัพย์หรือบริษัทที่มีสภาพย่ำแย่ จากวิกฤติในราคาที่ถูกด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการที่สอง&lt;/b&gt;
ลดหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยผูกพัน โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น
เพราะในภาวะวิกฤติ หนี้ระยะสั้นอาจไม่สามารถหมุนทดรอบไปได้
เนื่องจากธนาคารเองจำเป็นต้องลดความเสี่ยงเช่นกัน
การลดภาระหนี้ จะทำให้ดอกเบี้ยที่ผูกพันเบาลง และงบดุลของบริษัทแข็งแรงขึ้น
งบดุลที่แข็งแกร่งขึ้นสามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเงินกู้ง่ายขึ้น
และมีต้นทุนเงินกู้ที่ถูกลงในภาวะวิกฤติ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการที่สาม&lt;/b&gt;
วางแผนกำลังคนอย่างยืดหยุ่น
ซึ่งทำได้ด้วยการเปิดให้มีการรับพนักงานประเภทเหมาช่วง (sub-contract)
เป็นอัตราส่วนที่มากขึ้นต่อพนักงานประจำ
หากเกิดภาวะที่ปริมาณความต้องการสินค้าจากลูกค้าน้อยลง
พนักงานประเภทเหมาช่วง จะทำให้ภาระในการลดต้นทุนค่าแรงเบาขึ้น
และสามารถทำให้บริษัทตัดสินใจได้รวดเร็วและทันท่วงที
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ข้อเสนอดังกล่าว อาจฟังดูรุนแรงสำหรับนักคิดหัวเอียงซ้าย
แต่ในวิกฤติทุนนิยมโลกาภิวัตน์
การใช้พนักงานเหมาช่วง เพื่อให้การลดต้นทุนแรงงานรวดเร็วเมื่อต้องการ อาจเป็น
สิ่งที่เลวร้ายน้อยที่สุด
เมื่อเทียบกับการที่ธุรกิจล้มและปล่อยให้พนักงานทั้งหมดตกงาน
โดยไม่ได้รับค่าชดเชย) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการที่สี่&lt;/b&gt;
กระจายข้อมูลความต้องการสินค้าและบริการให้รวดเร็วในห่วงโซ่อุปทาน (supply
chain)
การผลิตหรือการบริการนั้น มีผู้รับช่วงอยู่ข้างบนและอยู่ข้างล่างเราเสมอในห่วงโซ่อุปทาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อมูลความต้องการสินค้าและบริการ มาจากธุรกิจที่อยู่ปลายโซ่สู่ธุรกิจต้นน้ำ
และสินค้าไหลจากธุรกิจต้นน้ำสู่ธุรกิจปลายน้ำ
ในภาวะที่เลวร้าย ความต้องการสินค้าของผู้บริโภคลดลง
ถ้าธุรกิจปลายน้ำสามารถทำให้ข้อมูลปริมาณสินค้าที่ลดลงถึงมือผู้ผลิตต้นน้ำ
ได้ยิ่งเร็วเท่าไร ผลกระทบในรูปแบบสินค้าคงเหลือ (ซึ่งมีค่าเท่ากับเงินสด)
ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ห่วงโซ่อุปทานที่กระจายข้อมูลได้รวดเร็ว จะสามารถลดความเสี่ยงและความสูญเสียของผู้ประกอบการในห่วงโซ่นั้นได้ดีกว่าคู่แข่ง และ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการสุดท้าย&lt;/b&gt;
คือธุรกิจจำเป็นต้องเรียกร้องให้กลุ่มคู่ขัดแย้งทางการเมืองหยุดเคลื่อนไหว
วิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเมือง
หากเกิดขึ้นพร้อมกัน ย่อมหมายถึง&lt;b&gt;ฝันร้ายของสังคม&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมี 4 อย่าง คือ&lt;b&gt; การบริโภคของประชาชน
การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลไกสามตัวแรก จะไม่สามารถใช้การได้ ในภาวะวิกฤติเพราะความเชื่อมั่นและความต้องการสินค้าหายไปจากระบบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น
หน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติ จำต้องมีรัฐเป็นตัวเอก
(ดูตัวอย่างได้จากอเมริกาและยุโรปในรอบปีที่ผ่านมา)
รัฐที่พิการและไม่สามารถออกนโยบาย ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จะทำให้สภาพการณ์เลวร้ายลงอีก 
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;วิธีที่จะหยุดความขัดแย้งทาง
การเมืองได้ คือ ร่วมเรียกร้องให้พันธมิตรหยุดการเคลื่อนไหว
เพื่อให้รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน ในการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรที่ไร้เป้าหมาย
(หรือใครตอบได้ว่าเป้าหมายของพันธมิตรปัจจุบันคืออะไร?)&lt;/b&gt;
ทำให้สังคมแบ่งแยกและสร้างแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการรัฐประหาร ความวุ่นวาย
และ/หรือความรุนแรง ซึ่งไม่มีประโยชน์อย่างใดกับเศรษฐกิจเลย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ควรได้รับโอกาสในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
การเคลื่อนไหว&lt;b&gt;ที่เนิ่นนาน&lt;/b&gt;ของพันธมิตร
จะยิ่งทำให้ความมุ่งมั่นและเวลาที่เหลืออยู่น้อย สำหรับรัฐบาลในการรับมือ
ปัญหาเศรษฐกิจน้อยลงไปอีก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นักธุรกิจอาจต้องมีส่วนร่วมในการเตือนสติสังคม
ด้วยการบอกว่า การเคลื่อนไหวที่ไร้ความชอบธรรมทางการเมืองและไร้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ &lt;b&gt;ควรที่จะหยุดตัวเองได้แล้ว 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเสนอสี่ข้อแรก จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการบริหารองค์กรและความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ข้อเสนอข้อสุดท้ายไม่จำเป็นต้องใช้อะไรเลย นอกจากความกล้าหาญที่จะแสดงจุดยืนทางการเมือง
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/31/news_307695.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20081101/789#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/12">การเมือง</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Sat, 01 Nov 2008 03:16:44 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">789 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>Mark Cuban: วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง</title>
 <link>http://arayachon.org/carbon/20081026/774</link>
 <description>&lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Mark_Cuban&quot;&gt;Mark Cuban&lt;/a&gt; มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัทหลายแห่ง นักลงทุน
รวมถึงเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอล Dallas Maverick ในลีก NBA
เขียนแสดงความเห็นต่อวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ ลงบล็อกของเขาว่า
ทางแก้ที่ถูกต้องคือ ต้องกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตั้งบริษัทขึ้นมาอีกมากๆ
เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงาน
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ต้นฉบับ&lt;/b&gt; : &lt;a href=&quot;http://blogmaverick.com/2008/10/23/the-cure-to-our-economic-problems/&quot;&gt;The Cure To Our Economic Problems&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;แปล&lt;/b&gt; โดย &lt;b&gt;&lt;a href=&quot;http://www.isriya.com/about&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์  &lt;/a&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ต้นฉบับงานแปล&lt;/b&gt; เผยแพร่ที่ &lt;a href=&quot;http://www.siamintelligence.com/wordpress/the-cure-to-our-economic-problems/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Siam Intelligence Unit&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000 
&lt;/p&gt;
&lt;h3&gt;&lt;center&gt;วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง&lt;/center&gt;&lt;/h3&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมคงไม่อยากเป็นประธานาธิบดีในตอนนี้ ผู้สมัครทั้งสองคนนั้น เชื่อว่านโยบายด้านเศรษฐกิจที่นำเสนอ จะช่วยให้เราพ้นจากวิกฤตไปได้ ความเป็นจริงก็คือ ทางแก้ที่ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีทั้งสองคนเสนอนั้น เปรียบได้แค่การจัดเก้าอี้ใหม่ บนเรือไททานิคที่กำลังจะจมเท่านั้น &lt;b&gt;มันไม่มีความหมายเลย
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณอาจจะลดภาษีให้กับคนอเมริกัน 95% และขึ้นภาษีกับคนที่เหลือได้
คุณสามารถลดภาษีรายได้ของธุรกิจ
และดำเนินแผนลดภาษีของรัฐบาลบุชต่อได้เช่นเดิม
คุณอาจจะลดหรือเพิ่มภาษีเงินได้ 5-10% ก็ได้ไม่มีปัญหา
ไม่ว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร ประเทศของเราจะขาดดุลมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะต้องยืมเงินต่างชาติหรือไม่ก็พิมพ์ธนบัตรเพิ่มมากขึ้น
ไม่ว่าจะเพิ่มภาษี 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่เปลี่ยนแปลง
&lt;b&gt;หายนะทางเศรษฐกิจครั้งนี้มันใหญ่เกินกว่าจะเยียวยาได้
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางแก้ที่แท้จริงคือ &lt;b&gt;การสร้างจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการ&lt;/b&gt; (Entrepreneur
Spirit) กลับมาอีกครั้งต่างหาก ชาติของเรานั้น สนับสนุนคนที่มีไอเดียใหม่ๆ
และผลักดันไอเดียของตัวเองให้เป็นจริงมาโดยตลอด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกครั้งที่เศรษฐกิจซบเซา ธุรกิจจากไอเดียใหม่ๆ
นั่นล่ะ ที่ช่วยพลิกประเทศกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การผลิต
การขนส่ง เทคโนโลี การสื่อสารดิจิทัล
สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ของเรา
กระตุ้นให้เศรษฐกิจและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่แบบเดิมๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;การตัดภาษีไม่เคยสร้างผลกระทบแบบเดียวกันนี้
คนที่สร้างมันขึ้นมาคือประชาชนอเมริกันต่างหาก
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจขึ้นมาจากมือเปล่านั้น ไม่เคยสนใจว่าต้องจ่ายภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ตอนที่บิล เกตส์ ลาออกจากฮาร์วาร์ดมาตั้งไมโครซอฟท์
เขาไม่สนใจว่าอัตราภาษีตอนนั้นเท่าไร (แต่จริงๆ มันเยอะกว่าตอนนี้มาก)
ตอนที่ไมเคิล เดลล์ ตั้งบริษัท PC’s Limited ซึ่งกลายมาเป็นเดลล์ในตอนนี้
เขาไม่รู้หรอกว่าภาษีรายได้นิติบุคคลมันคืออะไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ผมไม่คิดว่า จะมีผู้ก่อตั้งธุรกิจคนไหน เริ่มต้นธุรกิจของเขาด้วยการค้นหาว่า อัตราภาษีตอนนี้เป็นอย่างไร&lt;/b&gt; ผลกระทบของอัตราภาษีต่อการผลิตนั้น เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คิดกันไปเอง
ผู้ประกอบการไม่เคยเปลืองสมองกับเรื่องพรรค์นี้
เราต้องเอาเวลาไปคิดเรื่องที่สำคัญกว่า นั่นคือ &lt;b&gt;ธุรกิจ
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ประกอบการมีชีวิตอยู่เพื่อประกอบการ
ผมไม่เคยคุยกับผู้ประกอบการคนไหน เกี่ยวกับเรื่องภาษีเลยสักครั้ง
ถ้ามีผู้ประกอบการคนไหนมาเสนอโครงการให้ผมและพูดถึงเรื่องภาษีว่า เป็นปัจจัยสำคัญต่อกิจการของเขา
ผมก็ไม่มีวันลงทุนในธุรกิจของเขาเช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้ประกอบการ
ก็คือ &lt;b&gt;การสร้างความฝันให้เป็นจริง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ประกอบการต้องมีวิสัยทัศน์ว่า&lt;b&gt; ต้องการจะทำอะไรและมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างมันขึ้นมาให้ได้อย่างนั้น&lt;/b&gt;
ผลตอบแทนของการต่อสู้นี้คือ &lt;b&gt;ความสุขที่เห็นความฝันของเราเกิดขึ้นได้อย่างที่หวัง และผลตอบแทนเป็นตัวเงินจับต้องได้
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนนี้เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่วุ่นวาย
ไม่ต้องหาตัวคนผิดหรอกว่าใครเป็นคนทำ พวกเราเองนี่ล่ะ
ไม่ต้องคิดว่าผู้สมัครประธานาธิบดี พร้อมที่ปรึกษาคนไหน จะช่วยเราได้
&lt;b&gt;มันไม่มีประโยชน์
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางแก้คือ &lt;b&gt;สร้างจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการอเมริกันขึ้นมาใหม่&lt;/b&gt;
แทนที่เราจะมาโทษกันว่าใครผิด
เรามาขอให้ผู้สมัครประธานาธิบดี แสดงภาวะผู้นำให้เราเห็นสักเล็กน้อย
ให้เขามาช่วยปลุกจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการ ดีกว่าไหม?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมไม่สนใจว่า ผู้สมัครคนไหนจะเป็นเพื่อนของผม
ใครจะสวดมนต์ให้ผมตอนที่เขาเข้าโบสถ์
ผมไม่สนว่า คุณจะรู้ไหมว่า รองประธานาธิบดีมีหน้าที่อะไร
คุณเคยโหวตเลือกประธานาธิบดีบุชหรือไม่
ผมไม่สนใจการสาดโคลนระหว่างผู้สมัครทั้งคู่
พวกนี้มันเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่เราต้องการคือ ให้ผู้สมัครประธานาธิบดีหยุดด่าฝ่ายตรงข้าม
และเริ่มหันกลับมามองประชาชนอเมริกัน ผลักดันพวกเราให้ลุกขึ้นสู้
ผมอยากเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีแบบนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คืออนาคตของประเทศของเราที่ผมอยากให้เป็น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่จะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้คนอเมริกันสร้างธุรกิจ สร้างผลิตภัณฑ์
ซึ่งสุดท้ายแล้วมันจะมารวมกันเป็นระบบเศรษฐกิจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือ &lt;b&gt;ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คนธรรมดาทั่วไปควรตั้งธุรกิจ&lt;/b&gt;
ช่วงเวลาแบบนี้ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ มัวแต่ไปสนใจเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจ
&lt;b&gt;คุณไม่จำเป็นต้องมีเงิน แต่สิ่งที่คุณต้องมีคือ สมองและความมุ่งมั่น&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนที่ผมตั้งบริษัทแรกในชีวิตคือ MicroSolutions
ตอนนั้นเศรษฐกิจ ก็ตกต่ำอย่างแรง ผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร
ผมไม่รู้ว่า ต้องจ่ายภาษีเท่าไรและผมไม่สนใจ ผมแค่มีไอเดีย มีที่ให้นอน
และมีแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนนี้ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการ &lt;b&gt;จะต้องลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศกันแล้ว &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เรามีหน้าที่ต้องสร้างธุรกิจ ทำให้เกิดการจ้างงาน
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;นี่คือวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/carbon/20081026/774#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/266">ปัญหา</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/267">อเมริกา</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/240">โลก</category>
 <pubDate>Sun, 26 Oct 2008 13:43:46 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">774 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จดหมายอำลานักลงทุนของ Andrew Lahde</title>
 <link>http://arayachon.org/article/20081022/765</link>
 <description>&lt;p&gt;
Andrew Lahde ผู้ก่อตั้งและบริหาร Lahde Capital Management เป็นหนึ่งในผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) น้อยราย ที่พยากรณ์วิกฤตซับไพรมถูกต้อง ก่อนเกิดเหตุและทำไรมหาศาลจากการเก็งดังกล่าว (เช่นด้วยการชอร์ตหลักทรัพย์ที่อิงซับไพรม)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กองทุนของเขากองหนึ่ง ทำกำไรได้สูงถึง 870% ในปี 2007 – &lt;a href=&quot;http://www.ft.com/cms/s/0/b0a40c72-9c83-11dd-a42e-000077b07658.html&quot;&gt;หนึ่งในอัตรากำไรสูงสุดตลอดกาลของธุรกิจเฮดจ์ฟันด์&lt;/a&gt;ในเดือนตุลาคม 2008 เขาได้ประกาศอำลาวงการ
ยุบเลิกกองทุนทั้งหมด ภายใต้การบริหารจัดการ คืนเงินให้กับนักลงทุน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่อไปนี้เป็นจดหมายถึงนักลงทุนฉบับสุดท้ายของ Andrew Lahde ที่ตีพิมพ์ใน
Financial Times:
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
…….
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;Letter: Andrew Lahde, Lahde Capital Management&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;แปลจาก &lt;a href=&quot;http://www.ft.com/cms/s/0/128d399a-9c75-11dd-a42e-000077b07658,s01=1.html&quot;&gt;จดหมายของ Andrew Lahde&lt;/a&gt;&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;p&gt;
	17 ตุลาคม 2551
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	วันนี้ผมไม่ได้เขียนมาเพื่อคุยทับ เมื่อคำนึงถึงความเจ็บปวดที่แทบทุกคนกำลังประสบ การคุยทับจะผิดกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เขียนเพื่อพยากรณ์อนาคตด้วย เพราะเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมพยากรณ์ในจดหมายฉบับก่อนๆ ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ก็กำลังเกิดขึ้น แทนที่จะทำอย่างนั้น ผมกำลังเขียนเพื่อจะเอ่ยคำลา
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เมื่อไม่นานมานี้ หน้าหนึ่งของ Section C ใน Wall Street Journal ลงความเห็นของผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์คนหนึ่ง ที่กำลังปิดกองทุนเหมือนกัน (เขาบริหารกองทุนขนาด $300 ล้าน) ว่า
	“ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ก็คือ ผมเกลียดมัน ”
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ผมเห็นด้วยกับความเห็นนี้อย่างเต็มเปี่ยม ผมทำธุรกิจนี้เพื่อหาเงิน วิธีที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยก็คือ หาเงินจากไอ้งั่งทั้งหลาย ที่ผู้ปกครองจ่ายเงินให้ไปเรียนไฮสกูลแพงๆ มหาวิทยาลัยเยล
	แล้วก็ต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ด 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	คนพวกนี้ พวกที่(มักจะ)ไม่คู่ควรกับการศึกษาที่พวกเขาได้รับ (หรืออ้างว่าได้รับ)ได้เลื่อนตำแหน่งไปถึงจุดสูงสุดของบริษัทอย่าง AIG, Bear Stearns และLehman Brothers และรัฐบาลของเราทุกระดับ ท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมทั้งหมดที่สนับสนุนเหล่าอภิสิทธิ์ชนนั้น ทำให้ผมหาคนที่โง่พอ ที่จะอยู่อีกข้างหนึ่งของดีลผมได้ง่ายดายกว่าเดิม พระเจ้าคุ้มครองอเมริกาจริงๆ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	มีคนมากเกินไปที่ผมควรขอบคุณสำหรับความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากฟังเหมือนนักแสดงฮอลลีวูดที่กำลังรับรางวัล เงินที่ได้ ก็เป็นรางวัลมากพอแล้ว นอกจากนี้คนที่อยู่บนรายชื่อยาวไม่สิ้นสุด ล้วนรู้ตัวดีว่าพวกเขาสมควรได้รับคำขอบคุณจากผม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมจะไม่บริหารเงินให้กับคนอื่นๆ หรือสถาบันอีกแล้ว ผมมีความมั่งคั่งของตัวเองมากพอที่จะบริหาร บางคนที่คิดว่าคำนวณความร่ำรวยของผมได้อย่างน่าเชื่อถือ อาจแปลกใจที่ผมเลิกทำงานนี้ ด้วยหีบสมบัติที่เล็กขนาดนี้ ก็ไม่เป็นไร ผมพอใจแล้วกับรางวัลที่ได้รับ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นอกจากนี้ ผมก็จะปล่อยให้คนอื่นสะสมตัวเลขความร่ำรวยเก้า สิบ หรือสิบเอ็ดหลัก ในระหว่างที่ชีวิตของพวกเขาจะเฮงซวยมาก มีนัดชนกันทุกวัน ไม่เว้นช่วงตลอดสามเดือนข้างหน้า พวกเขาจะตั้งหน้าตั้งตารอ ช่วงวันลาพักร้อนสองสัปดาห์ในเดือนมกราคม ช่วงเวลาที่พวกเขาคงจะตัวติดกับแบล็กเบอรี่หรือเครื่องอื่นๆ ที่คล้ายกัน
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ทำแบบนั้นไปทำไม? คนจะลืมพวกเขาภายในห้าสิบปีอยู่ดี Steve Balmer, Steven Cohen, และ Larry Ellison – คนเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกลืม ผมไม่เข้าใจเรื่องมรดกถึงคนรุ่นหลัง คนเราแทบทุกคนจะถูกลืม ลืมไปซะเถอะ เรื่องที่จะทิ้งตำนานอะไรเอาไว้ โยนแบล็กเบอรี่ทิ้งไปซะ
	ไปสนุกกับชีวิตดีกว่า
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ดังนั้น ที่นี่ ตรงนี้คือจุดจบ ผมขอออกจากวงการนี้ ด้วยความเคารพนะครับ อย่าคาดหวังว่า ผมจะตอบอีเมล์หรือข้อความที่ฝากในโทรศัพท์ ภายในเวลาที่สมเหตุสมผล หรือแม้แต่คาดว่าผมจะตอบมันเลย Andy Springer กับบริษัทของเขา จะจัดการเรื่องการยุบกองทุน และอย่าเป็นห่วงพนักงานของผม พวกเขาจะมีงานทำกับบริษัทของคุณ Springer เสมอ มีคนเดียว
	(ที่ได้รับค่าตอบแทนไปมากแล้ว) ที่จะตกงาน
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ผมไม่สนใจดีลอะไรก็ตามที่ใครก็ตามอยากให้ผมมีส่วนร่วม ผมไม่มีความเห็นอะไรจริงจังเกี่ยวกับตลาดไหนก็ตามเลยตอนนี้ นอกจากจะบอกว่า สถานการณ์คงจะเลวร้ายลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้ บางทีอาจเลวลงอีกหลายปี ผมพอใจแล้วกับการนั่งดูบนขอบสนามและรอเวลา
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เพราะถึงที่สุดแล้ว การนั่งรอคอยเป็นวิธีที่เรารวยจากวิกฤตซับไพรม ตอนนี้ผมมีเวลาที่จะซ่อมแซมสุขภาพ ที่ถูกทำลายด้วยความเครียด ที่ผมพอกให้กับตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา และซ่อมแซมชีวิตทั้งชีวิตของผมด้วย ชีวิตที่ผมต้องแข่งขัน แย่งยื้อที่นั่งในมหาวิทยาลัยและโครงการปริญญาโท แย่งงานและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ แข่งกับคนที่มีความได้เปรียบทุกประการ (พ่อแม่รวยๆ) ที่ผมไม่มี
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ขอให้&lt;b&gt;ระบบที่ให้คุณและโทษกับคนตามความสามารถของเขาเอง&lt;/b&gt; (meritocracy)
	เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลรูปแบบใหม่ที่จำเป็นจะต้องได้รับการจัดตั้ง
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	พูดถึงรัฐบาลอเมริกา ผมก็อยากจะเสนออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก่อนอื่น ผมอยากชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่ชัดเจนมากๆ นั่นคือ มีคนเสนอร่างกฎกติกาต่อสภาคองเกรสครั้งแล้วครั้งเล่า ในรอบแปดปีที่ผ่านมา ร่างกฎหมายที่จะช่วยล้อมกรอบพฤติกรรมให้กู้โฉด (predatory lending) ของสถาบันการเงินที่ส่วนใหญ่ล้มละลายไปแล้ว
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	สถาบันการเงินเหล่านี้ หว่านเงินให้กับพรรคการเมืองทั้งสองพรรค แลกกับการโหวตคว่ำกฎหมายที่ถูกออกแบบมาคุ้มครองประชาชนคนเดินดิน นี่เป็นเรื่องที่น่าโมโหมากๆ แต่แล้วก็ดูเหมือน จะไม่มีใครรู้เรื่องหรือแคร์อะไรกับมัน ตั้งแต่ Thomas Jefferson กับ Adam Smith ลาโลกไป ผมจะเถียงว่า เราแทบไม่มีนักปรัชญาที่สูงส่งในประเทศนี้เลย อย่างน้อยก็นักปรัชญาที่พุ่งความสนใจไปที่การปรับปรุงรัฐบาล 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ระบบทุนนิยมทำงานมากว่าสองร้อยปี แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป และตอนนี้ &lt;b&gt;ระบบก็เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น&lt;/b&gt; 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	George Soros เศรษฐีผู้ร่ำรวยมหาศาล ได้ประกาศว่าเขาอยากให้คนจดจำเขาในฐานะนักปรัชญา ข้อเสนอของผมคือ ชายผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ควรจะริเริ่มและอุดหนุนฟอรัม (forum
	หมายถึงพื้นที่ที่คนมารวมตัวกันทำงาน-ผู้แปล) ที่นักคิดผู้ปราดเปรื่องทั้งหลายจะได้มารวมตัวกัน เพื่อสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนเดินดินจริงๆ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในขณะเดียวกันกับที่สร้างผลตอบแทนสูงพอ ที่จะดึงดูดให้มันสมองที่ดีที่สุด และฉลาดที่สุดเข้ารับใช้ชาติในระดับต่างๆ ของระบบราชการโดยไม่ต้องอาศัยการโกงกิน เพื่อตอบสนองความต้องการหรือไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ฟอรัมนี้อาจคล้ายกันกับ&lt;b&gt;ฟอรัมที่สร้างลินุกซ์
	&lt;/b&gt;[ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์]ที่แข่งกับอำนาจผูกขาดแทบจะสมบูรณ์ของ
	ไมโครซอฟท์ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	&lt;b&gt;ผมเชื่อว่ามีคำตอบ แต่ตอนนี้ระบบพังอย่างชัดเจน&lt;/b&gt;
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	สุดท้ายนี้ ระหว่างที่ผมยังมีผู้ฟัง ผมก็อยากจะเรียกร้องให้คน หันมาสนใจแหล่งอาหารและพลังงานทางเลือก คุณจะไม่เห็นมันบนโฆษณาทีวีของบีพี [British Petroleum] ที่บอกว่า
	“รู้สึกดีเถอะ เรากำลังหาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” (Feel good. We are working on sustainable solutions) หรือในโฆษณาคล้ายกันของเอดีเอ็ม
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	แต่ผมจะบอกว่า มนุษย์ใช้ป่าน (hemp) มาอย่างน้อย 5,000 ปีแล้วในการทำเครื่องนุ่งห่มและอาหารและแทบทุกอย่าง ที่ทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ป่านไม่ใช่กัญชา (marijuana) และมาริวานาก็ไม่ใช่ป่านนะครับ ป่านเป็นพืชเพศผู้ที่เติบโตขึ้นมาเหมือนกัญชา (weed) ก็เลยมีคนใช้คำนี้เป็นแสลงของกัญชา 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ธงชาติอเมริกาผืนแรกทอจากใยป่าน และรัฐธรรมนูญของเราก็พิมพ์บนกระดาษที่ทำจากป่าน รัฐบาลอเมริกันใช้ป่านจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังสงครามก็ประกาศให้มันเป็นพืชผิดกฎหมาย
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในห้วงเวลาที่เราได้ยินโวหารสวยหรูมากมายเกี่ยวกับการ “พึ่งตนเอง” ในแง่พลังงาน ทำไมการปลูกป่านถึงยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ในประเทศนี้?
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	โอ้ มันเป็นเพราะเพศเมียของต้นนี้ เพศเมียชั่วช้าที่เรียกว่ากัญชา มันทำให้คุณรู้สึกเคลิ้ม ทำให้คุณหัวเราะ ไม่ทำให้คุณมีแฮงก์โอเวอร์ ไม่ทำให้ทะเลาะกันในบาร์หรือตบตีเมีย ไม่เหมือนกับเหล้า แล้วทำไมพืชที่ไม่มีอันตรายต้นนี้ถึงผิดกฎหมาย? มันเป็นยาที่สร้างนิสัยเสพติด (gateway drug) หรือเปล่า? เปล่าเลย ของที่ทำอย่างนั้นคือเหล้า ซึ่งโฆษณาหนักเหลือเกินในประเทศนี้
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ข้อสรุปเดียวของผมที่อธิบายว่าทำไมป่านถึงได้ผิดกฎหมายคือ &lt;b&gt;ภาคธุรกิจในอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของสภาคองเกรส &lt;/b&gt;อยากขายคุณ Paxil, Zoloft, Xanax และยาเสพติดอื่นๆ
	มากกว่า จะยอมให้คุณปลูกต้นไม้ในบ้านตัวเอง โดยไม่แบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้กับพวกเขา &lt;b&gt;นโยบายนี้ไร้สาระมาก&lt;/b&gt;มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานต่างชาติ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นโยบายของเราทำให้ประเทศอื่นๆ หัวเราะเยาะความโง่เขลาของเรา โดยเฉพาะแคนาดาและหลายประเทศในยุโรป (ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก) คุณจะไม่ได้รู้เรื่องนี้จากสื่ออเมริกันหรอก
	เพราะพวกเขาไม่ค่อยอธิบายว่า อาทิตย์นี้ใครกำลังหัวเราะเยาะอเมริกาอยู่บ้าง ขอเถอะครับ ทุกคน เลิกใช้โวหารสวยหรู เริ่มคิดกันดีกว่าว่าเราจะพึ่งตัวเองจริงๆ ได้อย่างไร
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ถึงจุดนี้ผมขอบอกว่า ลาก่อนและขอให้โชคดีครับ.
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ด้วยความปรารถนาดี,
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	Andrew Lahde
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.fringer.org/?p=389&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บลอกคนชายขอบ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20081022/765#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Wed, 22 Oct 2008 02:33:48 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">765 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2009</title>
 <link>http://arayachon.org/article/20081020/762</link>
 <description>&lt;p&gt;
ปกติแล้ว นักเศรษฐศาสตร์จะคาดการณ์อนาคตในเชิงบวก แต่สภาวการณ์ปัจจุบัน ทำให้ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอย่างมากในปีหน้า โดยไอเอ็มเอฟประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3% แต่เมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่าน่าจะขยายตัวได้เพียง 2.6% 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ตามเกณฑ์ไอเอ็มเอฟ หากเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่า 3% ถือว่าเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่สภาวะถดถอยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรป ปะทุขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐปล่อยให้เลแมนล้มละลาย โดยมิได้ให้ความคุ้มครองกับเจ้าหนี้ที่ซื้อพันธบัตรของเลแมน แตกต่างจากการล้มละลายของแบร์สเตรินส์ และการเข้าควบคุมกิจการของแฟนนี เม และเฟรดดี แมค ซึ่งทำความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กรณีของเลแมน ทำให้นักลงทุนในตราสารหนี้ทั้งระบบ ขาดความมั่นใจขายตราสารที่มีอยู่และไม่ยอมซื้อตราสารที่ออกใหม่ ทำให้เกิดปัญหาในการต่ออายุหนี้ (roll over) ให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินจึงไม่ยอมปล่อยกู้ระหว่างกัน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาการตึงตัวของระบบการเงินและพาลทำให้ผู้ฝากเงินเริ่มขาดความเชื่อมั่นตามไปด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/table20220330.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;220&quot; width=&quot;330&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
(ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ )
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมขอยกตัวอย่างโดยการนำเอางบดุลสมมติ ของสถาบันการเงินของสหรัฐ ดังปรากฏในตาราง ซึ่งด้านซ้ายของงบดุล คือ สินทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนประเภทต่างๆ ทั้งการลงทุนระยะสั้นและระยะยาวรวม 80% ที่เหลือจะเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง อาทิเช่น เงินสด 10% และสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสำนักงานและสาขาของธนาคารอีก 10% 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญหาที่ธนาคารสหรัฐประสบอยู่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว คือ ปัญหาหนี้เสียและความเสียหายจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลสหรัฐเห็นว่า ควรแก้ปัญหาโดยการออกกฎหมายอนุมัติเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ให้กระทรวงการคลังซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากสถาบันการเงินมาเก็บไว้ เพื่อให้ไม่เกิดการเทขายสินทรัพย์ จนเป็นเหตุให้ราคาสินทรัพย์ตกต่ำมาก ซึ่งเป็นการลดภาระในการตั้งสำรองของสถาบันการเงิน และเปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถปรับโครงสร้างทางการเงินของตนโดยการระดมทุนเพิ่มได้ตามที่จำเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่การล่มสลายของเลแมน บราเดอร์ส ทำให้ปัญหาเฉพาะหน้าพลิกไปที่ด้านขวาของงบดุล คือ ผู้ที่เคยกล้าซื้อพันธบัตรของสถาบันการเงินและกล้าฝากเงินในสถาบันการเงิน เริ่มขาดความมั่นใจและเร่งถอนเงินออกจากธนาคาร เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งระบบและลามต่อไปอย่างรวดเร็ว สู่ทวีปยุโรปทั้งทวีป ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนก ว่า ระบบสถาบันการเงินของโลกอาจล่มสลายได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะสถาบันการเงินของโลกนั้น จะมีทุนประมาณ 1 ส่วนต่อหนี้สิน (เงินฝากและพันธบัตร) ประมาณ 10-12 ส่วน ดังนั้น หากผู้ฝากเงินและผู้ซื้อพันธบัตรของสถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นแล้ว ก็ยากที่สถาบันการเงินใดจะยืนหยัดอยู่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นโยบายของรัฐบาลอเมริกา จึงต้องกลับตัวอย่างเร่งรีบคือ นายพอลสัน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ ออกมาประกาศให้ทราบว่า เงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ ที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภานั้น จะถูกนำไปซื้อหุ้นในสถาบันการเงินได้ โดยจัดสรรเงินทั้งสิ้น 250,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้นบุริมสิทธิของสถาบันการเงิน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนั้น ก็ยังให้การค้ำประกันการออกพันธบัตรใหม่ของสถาบันการเงิน และก่อนหน้านั้น ได้เพิ่มการค้ำประกันเงินฝากจาก 1 แสนดอลลาร์ มาเป็น 250,000 ดอลลาร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในส่วนของยุโรปนั้นผู้นำของอียูและอังกฤษนัดประชุมฉุกเฉินกันในวันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันที่จะทุ่มเงินเข้าเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินและค้ำ ประกันเงินฝากอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยก่อนหน้านั้น กลุ่มประเทศจี-7 ได้ประกาศยืนยันว่า จะไม่ยินยอมให้สถาบันการเงิน ที่มีนัยสำคัญต่อระบบการเงินต้องล่มสลายลง และธนาคารกลางในยุโรปและอเมริกาได้อัดสภาพคล่องให้กับระบบการเงินโดยไม่จำกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่ามาตรการซึ่งในที่สุดทำให้ระบบสถาบันการเงินสงบนิ่งได้นั้น เป็นมาตรการที่ช่วยด้านขวาของงบดุล คือ การยึดเหนี่ยวเงินฝากและการใส่เงินเพิ่มทุนโดยภาครัฐ ซึ่งถือได้ว่า เป็นการที่ผู้เสียภาษีต้องเพิ่มความเสี่ยง โดยกลายเป็นผู้ถือหุ้นในสถาบันการเงิน สำหรับผู้ถือหุ้นเดิมของสถาบันการเงินนั้น ก็ได้รับผลกระทบเพราะความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งถูกโอนมาเป็นรัฐบาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่ารัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิสัญญาว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายในการ บริหารเพียงต้องการผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลตายตัว 5% เป็นต้น (ยกเว้นกรณีของประเทศเยอรมนี ที่รัฐบาลสงวนสิทธิ์ที่จะร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ และต้องการให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่รัฐบาลสหรัฐและยุโรป สามารถหยุดยั้งการล่มสลายของสถาบันการเงินของตนนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับตัวของเศรษฐกิจ เพราะการปรับลดลงของอสังหาริมทรัพย์ การด้อยคุณภาพของสินเชื่อ ตราสารหนี้และอนุพันธ์ประเภทต่างๆ จะยังต้องเกิดขึ้นในอนาคต และการจัดสรรความเสียหายทางการเงินเป็นกระบวนการที่จะต้องใช้เวลาอีกยาวนานเป็นปี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจจริงจะต้องหดตัวลงอย่างมาก เพราะเดิมทีเคยคาดว่า จะผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นจากรายได้ และความมั่งคั่งที่เป็นภาพลวงตา เมื่อพบว่าแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีกำลังซื้อดังที่เข้าใจก็จะต้องลดการใช้จ่ายลงอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งในอเมริกาเดิมทีรายได้ปีละ 150,000 ดอลลาร์ มีบ้านคิดเป็นมูลค่า 400,000 ดอลลาร์ เป็นหนี้ธนาคาร 300,000 ดอลลาร์ แปลว่ามีทรัพย์สินสุทธิ 100,000 ดอลลาร์ ในช่วงฟองสบู่ที่ราคาบ้านปรับขึ้นปีละ 10% ก็เสมือนว่าความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นปีละ 40,000 ดอลลาร์ ซึ่งส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถนำเอาไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ 30,000 ดอลลาร์ ทำให้ไม่ต้องออมและสามารถบริโภคได้ปีละ 80,000 ดอลลาร์ (แม้ว่ามีรายได้เพียงปีละ 50,000 ดอลลาร์) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เมื่อฟองสบู่แตก ราคาบ้านแทนที่จะเพิ่มขึ้นกลับลดลง 15% จาก 400,000 ดอลลาร์ เหลือ 340,000 ดอลลาร์ แปลว่าทรัพย์สินสุทธิลดเหลือเพียง 60,000 ดอลลาร์ และไม่สามารถกู้หนี้ยืมสินได้ จึงจำเป็นต้องลดการบริโภคลงจากเดิม 80,000 ดอลลาร์ต่อปี เหลือเพียง 40,000 ดอลลาร์ต่อปี เพราะต้องเริ่มออมเพื่อให้สินทรัพย์สุทธิกลับไปอยู่ที่ระดับเดิม ตัวอย่างนี้ สะท้อนให้เห็นความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐ ที่เชื่อว่าจะเกิดภาวะถดถอยในการบริโภคที่ยาวนาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการสำรวจการคาดการณ์ของนักเศรษฐ ศาสตร์โดยบลูมเบิร์ก คาดว่าจีดีพีสหรัฐจะติดลบ 0.2% ในไตรมาส 3 และติดลบอีก 0.5% ในไตรมาส 4 แต่ยังคาดการณ์ว่าจีดีพีสหรัฐจะขยายตัว 1.2% ในปีหน้า อย่างไรก็ดี เมอร์ริล ลินช์ มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 1.7% ในปี 2009 ในขณะที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว จะขยายตัวเพียง 0.5% ในปี 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แปลว่าเมื่อแก้ปัญหาทำให้สถาบันการเงินอยู่รอดไปแล้ว ก็ยังต้องเผชิญกับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจริงตลอดปีหน้าครับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/20/news_304369.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20081020/762#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/258">2009</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <enclosure url="http://arayachon.org/files/table20220330.jpg" length="10471" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Mon, 20 Oct 2008 20:51:26 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">762 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แบล็คฟรายเดย์ ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาว</title>
 <link>http://arayachon.org/news/20081010/739</link>
 <description>&lt;p&gt;
ศุกร์ทมิฬ ! ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาว ผวาวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ ฉุดภาวะเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย นักลงทุนขวัญกระเจิงเทขายหุ้นทั่วกระดาน หาแนวรับไม่เจอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นไทยเปิดร่วง 10.09% เมื่อเวลา 15.05 น. หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ สั่งพักการซื้อขายหุ้นเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย มาลบ 46.48 จุด หรือ 9.3% มาที่ 453.51 จุด หลังลงต่ำสุดที่ 449.53 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.15 หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามเกณฑ์การหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวนั้น ในระดับที่ 1 เมื่อดัชนีหุ้นลดลงเท่ากับหรือมากกว่า 10% จะหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และระดับที่ 2 เมื่อดัชนีหุ้นยังคงลดลงจนถึงเท่ากับหรือมากกว่า 20% ของดัชนีราคาวันทำการก่อนหน้า จะหยุดทำการซื้อขายอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลา 1 ชั่วโมง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้ &lt;b&gt;เซอร์กิตเบรกเกอร์เป็นครั้งที่ 2&lt;/b&gt; นับตั้งแต่เปิดดำเนินการปี 2518 โดยครั้งแรกใช้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.49 ซึ่งดัชนีลดลง 74.06 จุด หรือ 10.14% เป็นผลจากความกังวลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศใช้มาตรการสำรอง 30% สำหรับการนำเข้าเงินทุนระยะสั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โฆษกของ Wiener Boerse ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตลาดหุ้นเวียนนา กล่าวว่า ทางตลาดหุ้นจะระงับการซื้อขายหุ้นทั้งหมด ในวันนี้จนถึงเวลาเที่ยงตามเวลาท้องถิ่น หรือ 17.00 น.ตามเวลาไทย ขณะที่ไม่มีการระบุเหตุผลแต่อย่างใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาด ดิ่งลงในวันนี้ตามตลาดหุ้นเอเชียและสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนวิตกว่า ความพยายามของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อผ่อนคลายภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อนั้น จะไม่เพียงพอต่อการป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ เวลา 14.13 น.ตามเวลาไทย ดัชนี FTSEurofirst 300 ของหุ้นบลูชิพทั่วยุโรป ดิ่งลง 8 % มาที่ 847.8 หลังจากร่วงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.ค.2003&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีดิ่งลงกว่า 22 % แล้วในสัปดาห์นี้ โดยมีแนวโน้มว่าจะร่วงลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบรายสัปดาห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นลอนดอน, ดัชนี DAX ของตลาดหุ้นเยอรมนีและดัชนี CAC 40 ของตลาดหุ้นฝรั่งเศสร่วงลง 8 % หลังจากทรุดลงถึง 10 % ในช่วงเปิดตลาด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดร่วงลง 4.13 % ในวันนี้ แต่ก็ฟื้นตัวขึ้นหลังจากดิ่งลง 9 % ในช่วงเช้า หลังจากบรรดาประธานของบริษัทหลักทรัพย์ในเกาหลีใต้ได้ประชุมกันเพื่อเสนอ ตั้งกองทุนเสถียรภาพตลาด และค่าเงินวอนฟื้นตัวขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีคอมโพสิตปิดร่วงลง 53.42 จุด อยู่ที่ 1,241.47 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.ค.2006 แต่ก็ฟื้นตัวขึ้นหลังจากร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปีที่ 1,178.51&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ดัชนีก็ยังคงดิ่งลง 12.6 % ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนก.ย.2001 เมื่อตลาดดิ่งลงหลังเหตุวินาศกรรมสหรัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดดิ่งลงมากที่สุด ภายในวันเดียวนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แบล็คมันเดย์ในปี 1987 ขณะที่ตลาดวิตกมากขึ้นว่าวิกฤติการเงินจะทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดทรุดลง 881.06 จุดหรือ 9.6 % สู่ระดับ 8,276.43 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ค.2003 โดยในระหว่างวันดัชนีทรุดลงกว่า 1,000 จุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดดิ่งลงรวม 24 % ในสัปดาห์นี้ ซึ่งมากกว่าการร่วงลงของสัปดาห์หลังเหตุการณ์ปี 1987 ถึงกว่า 2 เท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรยากาศซื้อขายในตลาดซบเซาลงหลังจาก ตลาดหุ้นนิวยอร์คดิ่งลงและมีข่าวว่ากองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริม ทรัพย์ของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งประสบภาวะล้มละลาย และต่อมาภาวะตลาดยิ่งมืดมนมากขึ้นหลังจากบริษัทยามาโตะ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ยื่นล้มละลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจ้าหน้าที่กำกับตลาดหลักทรัพย์กล่าวใน วันนี้ว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียจะปิดทำการซื้อขายในช่วงบ่ายวันนี้ หลังจากระงับการซื้อขายเช้านี้ ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงอย่างหนักอีกครั้งเมื่อคืนนี้ และตลาดหุ้นเอเชียดิ่งลงอีกในวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงลงกว่า 20 % ในสัปดาห์นี้ส่งผลให้ตลาดต้องสั่งพักการซื้อขายเมื่อวันพุธและพฤหัสบดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านนายยูซุฟ คัลลา รองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าตลาดหุ้นจะสามารถเปิดทำการซื้อขายได้ในสัปดาห์หน้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โบรกเกอร์เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า คาดว่าตลาดหุ้นจะร่วงลงอย่างหนักหากมีการเปิดทำการซื้อขายในช่วงเช้าวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายจอห์น เทจา หัวหน้าฝ่ายขายหุ้นจากบล.ซิปทาดานากล่าวว่าตลาดอาจเปิดตลาดร่วงลงถึง 10 % 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/10/news_302312.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเห็น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในยามนี้ เงินสดหรือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยเร็วและง่าย(liquid asset) คือสุดยอดของทรัพย์สินทั้งปวง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใครมีเงินสดเหลือเพียงพอ ก็รวบรวมรอไว้ให้ดีนะ โอกาสทองแห่งการซื้อของถูก ที่เรียกว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยากจะพบพานในช่วงชีวิต (once,in a life time) ตามคำของวอร์เร็น บัพเฟ็ต กำลังใกล้มาถึงแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับคนที่มีเงินสดเหลือไม่มาก ขอให้ลดและเลื่อนการใช้เงินสดทุกชนิด ที่ไม่สำคัญเร่งด่วน จริงๆ ออกไปก่อน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อพายุตั้งเค้า โบราณว่า ควรต้องเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งในทางการค้า การลงทุนหรือการดำรงชีวิต 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือ &lt;b&gt;เก็บรวบรวม รักษาและใช้เงินสด&lt;/b&gt; ครับ 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/news/20081010/739#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/224">การลงทุน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/242">ตลาดหุ้น</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Fri, 10 Oct 2008 15:46:28 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">739 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ไอเอ็มเอฟชี้ วิกฤติการเงินทำโลกสู่ภาวะถดถอย</title>
 <link>http://arayachon.org/news/20081010/737</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันพุธที่ 8 ตค.2551 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
เผยแพร่รายงานพยากรณ์ที่หดหู่ที่สุดในรอบหลายๆ ปี ระบุว่า โลกกำลังจะเข้าสู่&lt;b&gt;การชะลอตัวครั้งใหญ่&lt;/b&gt;
โดยที่สหรัฐฯและยุโรป หากไม่ยืนอยู่บนปากเหว
ก็ตกลงสู่&lt;b&gt;ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนพวกประเทศเศรษฐกิจเฟื่องฟูใหม่ ก็ต้องถูกกระทบกระเทือนไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอเอ็มเอฟกล่าวว่า วิกฤตการเงินที่กำลังปะทุลุกลามอยู่ในเวลานี้ ถือเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ วิกฤตเศรษฐกิจโลกตกต่ำครั้งใหญ่เมื่อช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งอาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโดยรวมให้ร่วงตามลงไปด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เศรษฐกิจโลกเวลานี้ กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะชะลอตัวครั้งใหญ่
เมื่อเผชิญกับภาวะช็อกที่อันตรายที่สุด ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับบรรดาตลาดการเงินที่ก้าวหน้าทั้งหลาย
นับย้อนหลังไปถึงทศวรรษ 1930 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รายงานประเมินเศรษฐกิจโลกฉบับนี้ เผยแพร่ก่อนที่ธนาคารกลางของ 6 ประเทศใหญ่ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉินลงพร้อมๆ กันเมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2551 ประกอบด้วยธนาคารกลางสหรัฐฯ, ยุโรป,อังกฤษ, สวิตเซอร์แลนด์, แคนาดา
และสวีเดน แบงก์ชาติของจีนก็ร่วมการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงมาด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด
กล่าวว่าความเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียงกันเช่นนี้เป็นการเดินมาถูกทางแล้ว
แต่ว่าจะต้องมีมาตรการอื่นๆอีกมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.finfacts.ie/artman/uploads/2/IMF_global_slowdown_oct082008.JPG&quot; align=&quot;absmiddle&quot; width=&quot;384&quot; height=&quot;454&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยรายปีของโลก จะลดลงจากร้อยละ 5 ในปี คศ.2007 เป็นร้อยละ 3.9 ในปีนี้ และร้อยละ 3.0 ในปีหน้า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตามการนิยามของไอเอ็มเอฟ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยรายปีของโลก ที่ร้อยละ  3 หมายถึงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูง เช่น จีน จะมีปัญหาหนักมาก ถ้าเศรษฐกิจเติบโตลดลงจากร้อยละ 11 ต่อปี เป็นร้อยละ 6 ต่อปี เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จะเติบโตเพียงร้อยละ 1.6 ในปีนี้ แม้ว่าจะได้รับผลกระตุ้นจากการอัดฉีดงบประมาณจำนวนมหาศาล และจากตัวเลขการส่งออกทีดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 แต่คาดว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 0.1 ในปีหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร คาดว่าจะเติบโต ร้อยละ 1.3 ในปีนี้ และเพียงร้อยละ 0.2 ในปีหน้า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในปีหน้า เศรษฐกิจของเยอรมัน ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร จะชะงักงัน ฝรั่งเศส จะโตร้อยละ 0.2 อิตาลี่และสเปญ จะถดถอยร้อยละ 0.2 อังกฤษจะถดถอยร้อยละ 0.1 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในปีนี้ เศรษฐกิจของอิตาลี่ได้ถดถอยแล้ว ร้อยละ 0.1
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยภาพรวม ในปีนี้ เศรษฐกิจของประเทศที่ก้าวหน้า จะเติบโตโดยเฉลี่ย ร้อยละ 1.5 และ จะเติบโตโดยเฉลี่ย ร้อยละ 0.5 ในปีหน้า โดยสถาบันการเงินทั้งหลาย จะต้องผ่านช่วงเวลาของการปรับโครงสร้างที่เจ็บปวด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ในปีหน้า 
ไม่มีประเทศใดเลย ในกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลก  7 ประเทศ(G 7) ที่เศรษฐกิจจะเติบโตเกินร้อยละ 1
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ข้อมูลเพิ่มเติม &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รายงานทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเดือนตุลาคม 2551 ของไอเอ็มเอฟ
(&lt;a href=&quot;http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2008/02/index.htm&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; World Economic Outlook October 2008 Report&lt;/a&gt;) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รายงานความมั่นคงของระบบการเงินโลก&lt;b&gt;  &lt;a href=&quot;http://www.finfacts.ie/irishfinancenews/article_1014921.shtml&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;(Global Financial Stability Report) &lt;/a&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา &lt;/b&gt;- แปลและเรียบเรียงจาก &lt;a href=&quot;http://www.finfacts.com/irishfinancenews/article_1014931.shtml&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;finfact&lt;/a&gt; และ &lt;a href=&quot;http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120375&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/news/20081010/737#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/241">ถดถอย</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/240">โลก</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/239">ไอเอ็มเอฟ</category>
 <pubDate>Fri, 10 Oct 2008 02:25:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">737 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>พอล ครุกแมน : ขั้นสุดท้ายของวิกฤติ</title>
 <link>http://arayachon.org/sansab/20080920/671</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2551 &lt;b&gt;เฮนรี่ พอลสัน&lt;/b&gt; (Henry Paulson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังของสหรัฐ ได้พยายามขีดเส้นบนทราย ไม่ให้รัฐเข้าไปช่วยสถาบันการเงินที่ล้มเหลวอีกต่อไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สี่วันถัดมา เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤติที่กำลังลุกลามออกไปนอกเหนือการควบคุม ผู้นำส่วนใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ก็ดูเหมือนได้ตัดสินใจว่า &lt;b&gt;รัฐไม่ใช่ตัวปัญหาแต่คือผู้แก้ปัญหา&lt;/b&gt; มาตราการที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน คือ การที่รัฐเข้าไปซื้อหนี้เสียส่วนใหญ่ของสถาบันการเงินเอกชน ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สถานการณ์ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบันคือ  หลังจากธนาคารกลางสหรัฐไม่ช่วยเลห์แมนบราเธอร์ การตกใจสุดขีดที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะราคาหุ้นในตลาดดาวโจนส์หัวทิ่มลงมา แต่เป็นเพราะผลกระทบต่อเนื่องของตลาดสินเชื่อ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวโดยพื้นฐานคือ บรรดาผู้ให้กู้หยุดทำหน้าที่กันไปหมด
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นตราสารที่ปลอดภัยที่สุดของการลงทุนทั้งหมด (ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างอื่นจะมีค่าเหลืออะไร ?)ได้ถูกซื้อไปจนหมดเกลี้ยง แม้ว่าแทบจะไม่มีผลตอบแทน ในขณะที่บรรดาผู้กู้เอกชนไม่สามารถหาสินเชื่อได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปกติบรรดาธนาคารพานิชย์ สามารถกู้ยืมระหว่างกันด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ระยะ 3 เดือนระหว่างธนาคารพานิชย์ ได้พุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 3.2 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ระยะเดียวกันเท่ากับร้อยละ 0.05 &lt;b&gt;นี่ไม่ใช่การพิมพ์ตัวเลขผิด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่กระแสเงินไหลเข้าไปที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปลอดภัยกันหมด ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถหาเงินกู้ได้ รวมทั้งสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในตลาดการเงิน ดังนั้น จึงนำไปสู่การล้มขนาดใหญ่และการแตกตื่นตามมา มันยังทำให้ธุรกิจลดการใช้จ่าย ซึ่งเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจที่ซบเซา ตกต่ำลึกลงไปอีก &lt;br id=&quot;exzj&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธนาคารกลางสหรัฐซึ่งในภาวะปกติ เป็นผู้นำในการต่อสู้กับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลานี้ ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะได้ใช้บรรดาเครื่องมือมาตราฐาน ของการดำเนินนโยบายทางการเงินไปเกือบหมดแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยปกติ
ธนาคารกลางจะแก้ไขสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ด้วยการซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นคืนจากตลาดการเงิน เพื่อผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของตั๋วเงินคลังระยะสั้น ก็แทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง &lt;b&gt;ธนาคารกลางยังสามารถใช้มาตราการอะไรได้อีก ?&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธนาคารกลาง ยังสามารถให้เงินกู้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งธนาคารกลางก็ได้ให้กู้ยืมไปแล้วในปริมาณที่มากจนน่ากลัว แต่การให้กู้ยืมเงินดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งสถานการณ์ที่กำลังทรุดตัวลง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในภาพรวม มีเรื่องที่สดใสอยู่เรื่องหนึ่ง คือ
อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนองอสังหาริมทรัพย์ได้ลดลงไปมาก
นับตั้งแต่รัฐบาลกลางสหรัฐได้เข้าควบคุมกิจการของแฟนนี่ เมย์ (Fannie Mae)และเฟรดดี้ แมค(Freddie Mac)และได้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัททั้งสอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีบทเรียนในเรื่องนี้สำหรับคนที่พร้อมจะรับฟัง คือ &lt;b&gt;การที่รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการ อาจเป็นทางเลือกเดียว ที่สามารถทำให้ระบบสถาบันการเงินทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีบางคนได้โต้แย้งข้อเสนอดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเร็วๆนี้ นาย&lt;b&gt;พอล โวคเกอร์&lt;/b&gt; (Paul
Volcker) ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนก่อน
และผู้มีประสพการณ์จากวิกฤติการเงินที่ผ่านมา 2 คน
ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประกาศว่าทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยง
สาเหตุหลักของบรรดาสภาวะสินเชื่อหดตัวทั้งหมด คือ &lt;b&gt;การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อซื้อตราสารที่มีปัญหา&lt;/b&gt;
ซึ่งก็คือการใช้เงินภาษีของประชาชน ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหา
ซึ่งเกิดขึ้นจากฟองสบู่ที่แตกกระจายของตลาดสินเชื่อและตลาดอสังหาริมทรัพย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเสนอโดยนายพอล โวคเกอร์ ทำให้มันเป็นข้อเสนอที่ได้รับความเชื่อถืออย่างมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บรรดาสมาชิกที่มีบทบาทของสภาคองเกรส รวมทั้งวุฒิสมาชิก&lt;b&gt;ฮิลลารี่ คลินตัน&lt;/b&gt;(Hillary Clinton)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนาย&lt;b&gt;บาร์นี่ แฟรงค์&lt;/b&gt;(Barney
Frank) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของสภาฯ ได้นำเสนอในทำนองเดียวกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 วุฒิสมาชิก&lt;b&gt;ชาร์ล ชูเมอร์&lt;/b&gt;(Charles Schumer) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้จัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤติการเงิน ได้แถลงว่า &amp;quot;ธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง ได้ยอมรับว่า เราต้องการ&lt;b&gt;มาตราการแก้ปัญหาที่ครอบคลุม&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นคือเหตุที่ประธานธนาคารกลาง&lt;b&gt;เบ็น เบอร์นานเก้&lt;/b&gt;(Ben
Bernanke)และนายพอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ได้ประชุมร่วมกับผู้นำของสภาคองเกรสเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน
2551 เพื่อปรึกษา&lt;b&gt;มาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหา&lt;/b&gt;&amp;quot; ในเวลานี้ เรายังไม่รู้ว่ามาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหาคืออะไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการเปรียบเทียบมาตราการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลสวีเดน ในการแก้ปัญหาวิกฤติการเงินเมื่อต้นปีคศ.1990 โดยรัฐบาลสวีเดนได้ช่วยเหลือด้วยการเข้าไปควบคุมสถาบันการเงินส่วนใหญ่ของประเทศเป็นการชั่วคราว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ผู้กำหนดนโยบายในกรุงวอชิงตัน ได้เตรียมการในการเข้าไปควบคุมในระดับเดียวกันหรือไม่ และถ้าไม่ มาตราการนี้อาจกลายเป็นการช่วยเหลือที่ผิดพลาด คือการช่วยเหลือบรรดาผู้ถือหุ้นและตลาด ซึ่งผลก็คือการช่วยเหลือภาคสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับผลร้ายจากทำธุรกิจด้วย&lt;b&gt;ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าโครงการช่วยเหลือ จะออกแบบให้ดีอย่างไร มันก็มีต้นทุนในการใช้เงินภาษีอากรของประชาชนจำนวนมหาศาล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลสวีเดนได้วางแผนว่า จะต้องใช้เงินประมาณร้อยละ 4
ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ซึ่งสำหรับอเมริกา หมายถึงเงินจำนวน 600
พันล้านเหรียญสหรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าในที่สุด ภาระที่ประชาชนชาวสวีเดนผู้เสียภาษีรับผิดชอบ ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว
เพราะรัฐบาลสวีเดนสามารถขายทรัพย์สินที่ซื้อมา ได้ในราคาพอสมควร
และสำหรับทรัพย์สินบางรายการ สามารถทำกำไรได้มาก &lt;br id=&quot;bhcf&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในเวลานี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคาดการณ์ ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากมาตราการช่วยเหลือทางการเงิน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบบการเมืองในวันนี้ ไม่สนใจที่จะทำตามคำแนะนำที่น่าขายหน้าของนาย&lt;b&gt;แอนดรู เมลลอน&lt;/b&gt;(Andrew Mellon)ต่อประธานาธิบดี &lt;b&gt;เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์&lt;/b&gt; (Herbert Hoover) ที่ว่า &amp;quot; ชำระสะสางปัญหาแรงงาน ชำระสะสางปัญหาหุ้น ชำระสะสางปัญหาเกษตรกร ชำระสะสางปัญหาอสังหาริมทรัพย์ &amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การจัดซื้อทรัพย์สินที่มีปัญหาขนาดใหญ่ของรัฐ กำลังจะเกิดขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำถามที่เหลืออยู่คือ &lt;b&gt;การจัดซื้อนั้น จะทำกันอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 00000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แปลและเรียบเรียงจากบทความ เรื่อง &lt;a href=&quot;http://www.iht.com/articles/2008/09/19/opinion/edkrugman.php&quot; title=&quot;Paul Krugman: Crisis endgame&quot; id=&quot;yz82&quot;&gt;Paul Krugman: Crisis endgame&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใน &lt;a href=&quot;http://www.iht.com/&quot; title=&quot;นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนลเฮรัล ทรีบูน&quot; id=&quot;sq6t&quot;&gt;นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนลเฮรัล ทรีบูน&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุุ&lt;/b&gt; : คำว่า Crisis endgame เป็นแนวคิดรวบยอดในบทความนี้ของครุกแมน
โดยมองสถานการณ์ของวิกฤติการเงินและอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ
ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมายาวนานว่า
ได้ก้าวมาถึงขั้นสุดท้ายหรือระยะสุดท้ายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปรียบเทียบกับการเล่นหมากรุกทั้งกระดาน ก็คือถึงระยะปลายกระดาน
ที่มีตัวหมากรุกเหลืออยู่บนกระดานแค่ 2-3 ตัว
ผู้เล่นเหลือตัวหมากรุกให้เล่นน้อยเต็มทีแล้ว ไม่อาจทำอะไรได้มากแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครุกแมน ไม่ได้ใช้คำตรงๆแบบ final stage แต่ใช้สำนวนของฝรั่งว่า endgame&lt;br /&gt;
ดูความหมาย ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Endgame&quot; title=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Endgame&quot;&gt;http://en.wikipedia.org/wiki/Endgame&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการมองของครุกแมน จะถูกหรือผิด ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอล ครุกแมน เป็นนักเศรษฐศาตร์ชาวอเมริกัน
ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานทางวิชาการมากที่สุดคนหนึ่ง
ได้รับการยกย่องและจัดอันดับว่าเป็น 1 ใน 50 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาเคยวิจารณ์นโบายการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนของทางการไทยล่วงหน้ามานานแล้วว่าเป็นความผิดพลาด และจะเป็นสาเหตุนำไปสู่วิกฤติทางการเงินครั้งใหญ่
ซึ่งต่อมาไทยได้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งขึ้นเมื่อปี 2540
ตามที่เขาได้คาดการณ์ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูประวัติของเขาเพิ่มเติม ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Krugman&quot; title=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Krugman&quot;&gt;http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Krugman&lt;/a&gt;	 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.iht.com/articles/2008/09/19/opinion/edkrugman.php&quot; title=&quot;Paul Krugman: Crisis endgame&quot; id=&quot;yz82&quot;&gt;&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/sansab/20080920/671#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Sat, 20 Sep 2008 20:17:17 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">671 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ผมมาเพราะประเทศไทย </title>
 <link>http://arayachon.org/article/20080810/587</link>
 <description>&lt;p&gt;
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้มาจากนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เป็นข่าวตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง เพราะขึ้นรถเมล์ฟรีมาทำงาน วันที่สองก็พาดหัวหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ  เพราะประกาศว่าแบงก์ชาติจะต้องทำตามนโยบายรัฐบาล  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเขาและดร.วีรพงษ์  รามางกูรประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี  มีความเห็นสอดคล้องกันมาตลอดว่า ในภาวะเช่นนี้&lt;b&gt;แบงก์ชาติควรลดดอกเบี้ย ไม่ใช่ขึ้นดอกเบี้ย&lt;/b&gt; ว่ากันว่านี่เป็นแค่ยกแรกเท่านั้น ระหว่าง&lt;u&gt;กระทรวงการคลัง-แบงก์ชาติ ดร.สุชาติ-อัจนา หมอเลี้ยบ-ธาริษา และแบ็กทั้งสองฝ่าย โกร่ง-อุ๋ย&lt;/u&gt; และอาจจะชี้ให้เห็นได้ถึงแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ต่างกันชัดเจน  ระหว่าง&lt;b&gt;แนวคิดโลกาภิวัตน์กับแนวเศรษฐกิจอนุรักษนิยม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;u&gt;ของแพงไม่ใช่เงินเฟ้อ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;/u&gt;    &amp;quot;เขาไปลงข่าวแรงเกินไป   แต่บนเวทีมันไม่ได้แรง&amp;quot;  รมช.การคลังออกตัว  บอกในหลายตอนที่นั่งสนทนากันว่า เขาไม่คิดจะมาขัดแย้งกับใครแต่มาทำงาน ฉะนั้น ตัวบุคคลที่ไม่จำเป็นต้องพูดถึงก็จะไม่พูดถึง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;กรรมาธิการการเงินการคลังวุฒิสภา เขาเชิญไป  ท่านรองผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ  อ.อัจนา ท่านอภิสิทธิ์ ก็พูดว่าจะหาทางออกในภาวะวิกฤติอย่างนี้ได้อย่างไร  ผมก็เรียนว่าทางออกที่จะหาได้คือ ปัญหาทางด้านการเมืองและสังคมวันนี้ เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของคนทั้งโลก รวมทั้งคนไทยที่จะลงทุนลดน้อยถอยลงไปมาก  ดูจากการลงทุนส่วนเพิ่มไม่มีเลย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไปคุยกับบริษัทใหญ่  ใครต่อใครที่เป็นนักลงทุน เขาก็คิดว่า จะไปลงทุนในจีน-เวียดนามมากกว่า เพราะเขาเชื่อมั่นในระบบการเมืองการปกครอง ระบบของเราปัจจุบันยังสั่นคลอนอยู่  &lt;u&gt;รัฐบาลก็พูดได้แต่อาจจะทำไม่ได้&lt;/u&gt; เรียกว่าเป็น&lt;b&gt;วิกฤติความเชื่อมั่น&lt;/b&gt; และถ้าวิกฤติความเชื่อมั่นเกิดขึ้นนานๆ มันก็จะคล้ายๆ กับเขมรตอนออกจากคอมมิวนิสต์ใหม่ๆ มี 3 ฝ่ายใหญ่ๆ แต่ละวันก็ลุยกันทุกวัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนนั้นเรายังดูว่าเป็นเรื่องน่าขำ ทำตัวอย่างนั้นได้อย่างไร เป็นญาติพี่น้องกัน เด็กๆ ในเขมรก็ผอมจนเห็นกระดูก ทำไมไม่คิดมาร่วมกันฟื้นชาติฟื้นประเทศ จะลุยกันทำไมทุกๆวัน ตอนนี้เขมรเขาก็เลิกแล้ว  วันนี้เขามีตึกสูงที่ได้มาจากการลงทุนของคนในประเทศ คนต่างประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สมัยนั้นผมไปเขมรเด็กพยายามจะมาขายของเพื่อแลกกับเงิน  10  บาท ผมมองไปในทะเลสาบก็อุดมสมบูรณ์ คือทรัพย์สมบัติมีเยอะแยะแต่คนยากจน  วันนี้ก็จะเป็นภาพของเราบ้าง แน่นอนทรัพยากรเรามี แต่เราไม่ได้มุ่งหน้าทำมาหากิน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อยากฝากฝ่ายการเมืองว่ามันเป็นประเทศของเรา เราก็มีชีวิตอยู่ในครอบครัวประเทศนี้  ถ้าครอบครัวไม่เจริญเติบโต มีปัญหามากมายเราก็ยิ่งยากจนลง ลูกหลานเราก็จะมีงานทำน้อยลง ตกงานแล้วจะรู้สึกว่าชีวิตมันไร้คุณค่าเลยนะ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าแก้ไขได้ความเชื่อมั่นก็จะเริ่มกลับมาอีก แต่อีกกว่าปีจากนี้นะ ถ้าวันนี้หยุด กว่าจะไปตะโกนเรียกความเชื่อมั่น คนเชื่อถือ อีกสัก  1-2  ปี ก็ดูเขมร พอทุกฝ่ายหยุดกว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ หรือจีนกรณีเทียนอันเหมิน 1989 กว่าจะฟื้น 1995 พม่าวันนี้ 50 ปีผ่านไป&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ของเราวิกฤติขนาดนั้นหรือ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ปัญหามันมีพลังอำนาจที่ขัดแย้งกัน  แม้กระทั่งคนไทยจะลงทุนเขาก็ไม่แน่ใจ  ฉะนั้นวันนี้อย่าไปเรียกคนต่างประเทศ ญาติเราที่อยู่ในบ้านยังไม่แน่ใจ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&amp;quot;เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการไม่สอดคล้องกันของการบริหาร&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;เกริ่นก่อนว่า ปัญหาการเมืองอยู่นอกเหนือความสามารถของเขาและเขาก็จะไม่เข้าไปยุ่ง แต่ที่จะเข้ามาบริหารนโยบายเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ถ้าทำให้ดีๆ ก็จะมีผลเพียง 20% เท่านั้น&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับคนขายข้าวแกงทะเลาะกันอยู่ ข้าวแกงอร่อยราคาถูกไม่มีคนมาซื้อเพราะทะเลาะกันอยู่&amp;quot;  &amp;quot;อย่าคาดหวังอะไรมากจากนักเศรษฐศาสตร์ อย่าคาดหวังอะไรมากจาก อ.วีรพงษ์และผมที่จะมาฟื้นเศรษฐกิจ  เพราะเราแนะนำเครื่องมือกลไก ทำข้าวแกงให้อร่อยทำอย่างไร ราคาถูกทำอย่างไร คนขายต้องสนใจการขายด้วย ไม่ทะเลาะกันและยิ้มแย้มแจ่มใสอีกต่างหาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีเรื่องกินแหนงแคลงใจอะไรก็แอบๆ ไว้  อย่าทะเลาะกันให้เขาเห็น  และก็อย่าไปมองจุดลบของญาติพี่น้องในบ้าน มองมากๆ ก็ฆ่ากันตายหมด ถ้ามองจุดร่วมมากๆ ก็เห็นอนาคต&amp;quot;  &amp;quot;วันนี้ให้นักเศรษฐศาสตร์ที่เหาะเหินเดินอากาศ ก็คาดว่ายังจะแก้ยากเลยนะ เหาะได้จริงๆ ก็แก้ยากอยู่&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;  ฉะนั้นเจ้าตัวขอผ่าน ขอพูดแต่เรื่องที่แก้ได้&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;20  เปอร์เซ็นต์เป็นปัญหาความไม่สอดคล้องนโยบายการเงิน การคลัง ความจริงตัวนโยบายก็ไม่มีปัญหานะ แต่ว่าตัวคนดำเนินนโยบาย ผมคิดว่าเอาหลักการก่อน &lt;b&gt;รัฐบาลรับเลือกตั้งมาจากประชาชน รับผิดชอบต่อประชาชน ก็ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้ออกนโยบายการเงิน การคลัง&lt;/b&gt; ถ้าออกมาแล้วประชาชนไม่ชอบ รัฐบาลก็จะไม่ได้รับเลือกตั้งคราวหน้า  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางด้านแบงก์ชาติด้านอะไรต่างๆ ก็เป็นฝ่ายดำเนินนโยบาย ผมเห็นด้วยกับ อ.อัจนา ที่ว่าแบงก์ชาติต้องมีอิสระในการใช้เครื่องมือ แต่ต้องใช้ตามเป้าหมายนโยบายนะ ไม่ใช่อิสระในการออกนโยบาย&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;&lt;b&gt; หน่วยงานของรัฐรับนโยบายของรัฐบาลที่เลือกตั้งมาจากประชาชน  หน่วยงานของรัฐจะมีนโยบายเองด้วยไม่ได้&lt;/b&gt; เพราะเขาไม่ได้รับเลือกตั้ง และถ้าหน่วยงานของรัฐไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมากๆ ก็อย่างที่ว่า ถ้าเห็นว่ารัฐบาลผิด อ.ป๋วยท่านก็ลาออก 2 หน ตอนนั้นก็พิสูจน์ว่า อ.ป๋วยถูก-รัฐบาลผิด แต่&lt;u&gt;ออกนโยบายสวนนโยบายของรัฐไม่ได้&lt;/u&gt;   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าทำอย่างนั้นแล้วใครเขาจะเชื่อถือ   บริษัทผลิตรถยนต์  ประธานบริษัทกับผู้จัดการยืนทะเลาะกัน พูดตรงกันข้ามเลย แล้วจะขายรถยนต์อย่างไร&amp;quot;  &amp;quot;เมื่อวานตกลงร่วมกันแล้ว เราก็จะพูดจะคุยว่าเป้าหมายของรัฐบาลคืออะไร นโยบายการคลังจะทำอย่างไร  นโยบายการเงินอยากมีเป้าหมายอย่างไรในภาวะ &lt;u&gt;cost push ซึ่งแปลว่าของแพง ไม่ใช่แปลว่าเงินเฟ้อ&lt;/u&gt; คือเงินมีเท่าเดิม ของต่อชิ้นมันแพงขึ้นเพราะน้ำมันแพง ราคาสินค้าเกษตรโลกแพง และมันก็ไม่แพงต่อไปเรื่อยๆ ถึงภาวะหนึ่งมันก็หยุด&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ต้องแยกกันกับ &lt;b&gt;demand pull inflation &lt;/b&gt;เป็นภาวะที่มีของอยู่เท่าเดิม  แต่มีเงินจำนวนมาก  พิมพ์แบงก์ใส่มามาก เช่นสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นพิมพ์แบงก์ให้โกโบริเอาใบละพัน มาซื้อมะม่วงแข่งกับอังศุมาลินใบละ  5  หรือ 10 มะม่วงต้องแพงแน่ๆ เพราะแบงก์ที่ญี่ปุ่นพิมพ์กับแบงก์ที่ไทยพิมพ์ ตอนนั้นมันก็แบงก์เหมือนกัน ภาวะเงินเฟ้อไทยที่หนักๆ ก็มีช่วงนั้นช่วงอื่นๆ ไม่มี&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ให้แยกเรื่องของแพงกับเงินเฟ้อออกจากกัน  ปัจจุบันเรียกเหมือนกันเราเลยแปลผิด  พอเห็น inflation เรียกเงินเฟ้อหมดเลย&amp;quot; &amp;quot;แต่เวลาชาวบ้านดูจะเหมือนกัน-ก็ของมันขึ้นราคา  คือดูแล้วอาการตัวร้อนเหมือนกัน แต่เหตุแห่งตัวร้อน บางทีคนละเรื่องกัน อาจจะตรงกันข้ามเลย &lt;b&gt;แก้ไขปัญหาต้องแก้ที่เหตุไม่ใช่แก้ที่ผล&lt;/b&gt; ผลที่เห็นคือตัวร้อน  แล้วบอกว่าตัวร้อนให้ขึ้นดอกเบี้ย  มันไม่ใช่เสมอไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางทีตัวร้อนก็ลดดอกเบี้ยได้ ก็ดูที่เหตุก่อน วันนี้ก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าเหตุคือ cost push ทำให้ของแพง-จริง&amp;quot;  &amp;quot;วันนั้นผมก็วาดกราฟให้ดูว่า  ถ้าเราศึกษาระบบเศรษฐกิจง่ายๆ แกนตั้งคือแกนราคาของของใดๆ เรียกว่าราคาจีดีพี  แกนนอนคือจีดีดี ราคาล้านล้านชิ้น เส้นเสนอขายของมันขนานกับแกนนอน และเส้นที่เราไปซื้อของก็เป็นเส้นที่ตัดกับจุด  A  จีดีพีก็ Y0 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันนี้ของขึ้นราคา ทำไมมันขึ้นมาอย่างนี้ เพราะต้นทุนแพง  ขายเท่าเดิมขาดทุน  อันนี้เศรษฐกิจก็ตกอยู่แล้ว ราคาก็เพิ่มจาก P0 เป็น P1 จีดีพีก็ตก เราก็ไม่ควรไปซ้ำเติมด้วยการขึ้นดอกเบี้ย  เพราะมันจะมาตัดกันที่จุด  Yd  จีดีพีตกมหาศาลเลย พอตกมาตรงนี้ถามว่าระดับราคามันตกลงไหม มันไม่ได้ตกลง มันเท่าเดิม&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;อ.วีรพงษ์กับผมใช้กราฟเดียวกันพูดว่าจริงๆ ภาวะเศรษฐกิจเราโต 4 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ มันยังมีคนอยากทำงานอีกเยอะ เครื่องมือเครื่องจักรก็ยังว่างอีกเยอะ แต่ต้องขายของแต่ละชิ้นแพงขึ้น  เพราะต้นทุนมันแพงและก็ขายตกลงมาแล้ว ไม่ขึ้นดอกเบี้ยก็ตกมาแล้ว เพราะคนเงินเดือน 2 หมื่น ต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น จ่ายค่าอาหารเพิ่มขึ้น ก็ต้องไปลดของที่ไม่จำเป็นลง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนนี้ถ้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 หมื่นก็ต้องไปจ่ายค่าผ่อนบ้านเพิ่มขึ้น  ผ่อนรถเพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำพอคนคนนั้นต้องจ่ายค่าผ่อนรถผ่อนบ้านเพิ่มขึ้น น้ำมันก็ไม่ได้ลง เพราะมันขึ้นคนละเส้นกัน มันไม่ได้ขึ้นเนื่องจากคนมีเงินเยอะแยะไปแย่งกันซื้อน้ำมัน มันขึ้นด้วยเส้นต้นทุน แล้วนายจ้างผม ก็จ่ายค่าน้ำมันแพง เครื่องมือเครื่องจักรที่เขาซื้อมา เขากำลังผ่อนอยู่ ค่าผ่อนเครื่องจักรจะแพงขึ้นเพราะดอกเบี้ยขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีผม 10 คน เขาจะเอาออก 3 คน เพราะเขาต้องมีรายได้เท่าเดิม  และคนซื้อของน้อยลงเพราะต้องจ่ายน้ำมันแพง  3 คนตกงานเพราะนายจ้างเขาต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ฉะนั้นจีดีพีตกมหาศาล&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;นี่คือสิ่งที่ต้องการเคลียร์กัน  ในแง่ของปรัชญาความคิดในเชิงบริหารเศรษฐกิจ จะต้องเข้าใจระบบ  ไม่ใช่คิดแบบ  1 2 3 เรียกว่า common sense และหลักการคิด 1 2 3 มักตรงกันข้ามกับระบบเสมอ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;คำว่าเงินเฟ้ออันเนื่องมาจาก demand pull ภาพมันเป็นอีกอย่าง คือเศรษฐกิจโตค่อนข้างเต็มที่แล้ว  เพราะฉะนั้น  supply  จะขึ้นๆ  อย่างนี้ต้องขึ้นดอกเบี้ย  ซึ่งตอนนี้คือเวียดนาม เงินเฟ้อ 25 เปอร์เซ็นต์  เขาขึ้นดอกเบี้ย เขารู้แล้วว่าพิมพ์แบงก์มาใช้มากเกินไป ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมากเกินไป&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แล้วทำไมประเทศแถบนี้ขึ้นดอกเบี้ย อย่างอินโดนีเซียก็ขึ้น&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;แต่ประเทศใหญ่ๆ ลงดอกเบี้ยหมด อเมริกา นิวซีแลนด์ อังกฤษ ฮ่องกง แคนาดา เมื่อวานลดดอกเบี้ยหมด น้ำมันก็ขึ้นราคา ประเทศที่ลดดอกเบี้ยคือประเทศเล็กๆ  ส่วนใหญ่ก็มีปัญหาเฉพาะ อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;อินโดนีเซียพิมพ์แบงก์มาใช้มากไป inflation เขา 11 เปอร์เซ็นต์ จีดีพีโต 6 เปอร์เซ็นต์ เวียดนามเงินเฟ้อ  25  คือหลักการผมอยากจะ convince ว่าต่อไปนี้ไม่ใช่บอกเงินเฟ้อต้องขึ้นดอกเบี้ย  มันง่ายเกินไป  ตัวร้อนต้องกินยานี้อย่างเดียว  ตัวร้อนเรื่องอื่นก็มี กินยาคนละอย่าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต้องศึกษาลึกซึ้ง  ปรัชญาของการบริหารเศรษฐกิจ  ก็คุยกันแล้ว ท่านรองผู้ว่าฯ ท่านก็โอเค. ท่านก็พยายามอธิบายมีการคาดการณ์เงินเฟ้อ  นั่นมันเกิดในฝรั่ง  มีหรือบ้านเราคาดการณ์เงินเฟ้อแล้วเราไปบังคับนายจ้างขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง ได้ ไม่เห็นมีใครทำได้เลย คนของเราไม่มีอำนาจต่อรอง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;เศรษฐศาสตร์ 2 สำนัก    นี่เป็นปัญหาแนวคิดที่ต่างกันหรือเปล่า&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ไม่ใช่แนวคิด เป็นประสบการณ์ทำงาน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; แบงก์ชาติเขาเดินมาแบบนี้&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ต่อไปการบริหารระบบเศรษฐกิจจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านบริหาร   ไม่ใช่ว่า เออ-พอตำแหน่งได้แล้วก็เป็น  อย่างอเมริกาเขาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งนั้นนะ  คุณจบอย่างอื่นมาคุณมาเป็นไม่ได้ เดิมที่ชาติล้มละลายไปช่วงนั้นก็คือไม่เชี่ยวชาญกัน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แนวคิดสายแบงก์ชาติกับ ดร.โกร่งต่างกันมาตั้งแต่ตอนมาตรการ 30%&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญ  คิดว่าเขาน่าจะต้องศึกษาอีกเยอะ เขาดูจากข้อมูลและเรียนรู้มา ผมจะไป convince เรื่องนี้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดๆ แล้วก็หยิบหนังสือมาแจก &amp;quot;ทฤษฎีหลักว่าด้วยการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ&amp;quot; ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี  2549  มีอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เขียนคำนิยม บอกว่าเขาแจกทั่วไปหมดตั้งแต่มารับตำแหน่งเพื่อให้เข้าใจแนวคิด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ในหนังสือนี้มีหลายเรื่องนะ  อันที่หนึ่งเรื่อง&lt;b&gt;ของฟรีในระบบเศรษฐกิจ&lt;/b&gt; บางคนเขียนว่าไม่มีของฟรีในระบบเศรษฐกิจ  แต่ถ้าผมเห็นคุณว่างงาน  ผมหางานให้ได้ คุณมีเครื่องจักรทำถนนแต่ว่างงาน ผมให้คุณไปทำถนน  ระเบิดหินมาจากภูเขาใกล้ๆ ถนน ถนนนั้นมาจากอะไร ถนนนั้นได้ฟรี ถ้าคุณไม่ทำถนนคุณก็นอนอยู่บ้าน แล้วคุณตายวันเก่าหรือเปล่า วันนั้นไม่ได้ผลผลิตขึ้นมา ของนั้นได้ฟรีถ้ามีคนว่างงาน มีเครื่องมือเครื่องจักรว่างงาน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;วันก่อนผมบอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยทำให้การออมลดลง-ไม่ใช่เพิ่มขึ้น โห-วันนี้มีผู้ใหญ่บอกขึ้นดอกเบี้ยคนก็อยากจะออมมากขึ้น  เอ้าขึ้นดอกเบี้ย ผมจะเอาเงินที่ผมได้เดือนละ 1 หมื่น กินน้อยลงแล้วไปฝากแบงก์มากขึ้น   การออมจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราดอกเบี้ย-ใช่   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ว่าเถ้าแก่ที่ยืมเงินผม ผ่านแบงก์ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยบนเครื่องจักรนั้นเพิ่มขึ้นด้วย  และถ้าดอกเบี้ยบนเครื่องจักรเพิ่มขึ้น  เขาก็ต้องเอา  3 คนใน  10  คนออกจากงาน ออกจากงานไม่มีเงินแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปออม รายได้โดยรวมของ 10 คนนี้จะตก จีดีพีก็ตก การขึ้นดอกเบี้ยทำให้จีดีพีตก  และการออมก็ตกลงอันเนื่องมาจากรายได้  รวมๆ แล้วการออมลดลง ไม่ใช่การออมเพิ่มขึ้น&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ขึ้นดอกเบี้ยแล้วความอยากออมเพิ่มขึ้น-ใช่  ในทุกระดับของรายได้  แต่รายได้มันลง  เราต้องกินจำนวนหนึ่งที่จำเป็น&amp;quot;  &amp;quot;เป้าหมายผมก็บอกว่าเราบริหารเศรษฐกิจ  เราเป็นประเทศยากจน เหมือนเด็กอายุ 5 ขวบกำลังโต   แต่ที่เราไปเรียนหนังสือมา   ไปเรียนบริหาร   เขาสอนวิชาบริหารคนแก่ว่า &lt;b&gt; inflation targeting&lt;/b&gt; แปลว่าอย่าให้หมอนี่กินเยอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย จำกัดอาหาร เพราะหมอนี่มันมีบ้าน 2 หลัง รถ  3  คัน-รวยแล้ว  จะให้หมอนี่ไปทำงานเยอะๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไม ทำงานนี่คือจีดีพี งานที่เราทำเรียกว่าผลผลิตของชาติ  งานที่เราทำคือการเปลี่ยนชีวิตของเรา  ที่แต่ละนาทีเราเก็บไว้ไม่ได้ ให้เป็นของ ทำไมสหรัฐอเมริกาไม่อยากมีจีดีพีเยอะๆ  ก็เขามีทรัพย์สินเยอะแล้ว  และก็เป็นเศรษฐกิจที่แก่แล้ว ทำไมเราอยากมีจีดีพีเยอะ  ก็คุณไม่มีจะกิน  คุณเป็นเด็ก ผมให้คุณกินหน่อยก็คือเงินเฟ้อมากหน่อย เดี๋ยวพรุ่งนี้คุณก็โต&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ประวัติศาสตร์การพัฒนาของญี่ปุ่น  เกาหลี  จีน  ก็เป็นอย่างนี้  วันนี้เศรษฐกิจจีนโต 11 เปอร์เซ็นต์ มาได้อย่างไร  แน่นอนเมืองไทยโอกาสที่จีดีพีจะโตสูงๆ  ยังมองไม่เห็น  วันนี้ท่านรองผู้ว่าฯ บอกว่ามองไม่เห็น  ใช่-เป็นเพราะวันนี้มันมีปัญหาอุตลุด  แต่ถ้าคุณปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ดี มันก็จะมีโรงงานที่ลอยอยู่ในอากาศอยากจะลง  มันก็จะลงปุ๊ๆๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันนี้ที่เขมร ตอนที่ออกจากคอมมิวนิสต์ใหม่ๆ บอกว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะโต  11  เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครเชื่อ พอถึงเวลาทุนของโลก มันกลายเป็นทุนของประเทศที่บริหารสมเหตุสมผล  มันก็ลงมา ลูกหลานก็มีงานทำ ที่ดินที่ไม่เคยมีค่าในพนมเปญวันนี้สร้างตึกหลายชั้น &lt;u&gt;นี่คือหลักการพัฒนาประเทศ&lt;/u&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมก็จะสร้างความเข้าใจของการบริหารเศรษฐกิจให้ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ  ฝากอ่านหนังสือเล่มนี้หน่อย มันจะมีอะไรใหม่ๆ จากที่เราเคยเข้าใจจากความรู้สึกนึกคิด เขาเรียกว่า  common sense และก็มีความรู้สึกด้วย มันผิด-เพราะมันเป็นความรู้---สึก (เน้นเสียง) แต่นี่คือความรู้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;วันนี้ผมไปสำนักหนี้สาธารณะ  ผมบอกว่าคุณรู้ไหม การสร้างหนี้ 1 บาท บางครั้งไม่ใช่หนี้จริงหรอก ที่บอกว่าเราเป็นหนี้เยอะแยะ  เอาอนาคตมาใช้ปัจจุบัน มันไม่ใช่ อย่างเช่นรัฐบาลลดภาษีไป 4.6 หมื่นล้าน  แต่ละครอบครัว มี 10 ล้านครอบครัว จะประหยัดเดือนละ 1,000 บาท เท่าเทียมกันหรือไม่ก็ไปเถียงกัน นโยบายด้านนี้มันไม่มีทางเท่าเทียมกันหรอก ขนาดเราเอาเงินให้ลูกยังไม่เท่าเทียมกันเลย&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ถามว่าเงิน  1,000 บาทเขาเหลือจะไปทำอะไร เขาก็บอกเดี๋ยวจะไปซื้อสินค้า OTOP จากหมู่บ้านข้างๆ  แชมพูว่านหางจระเข้  กล้วยแขก หมู่บ้านที่ 2 ก็จะขายผลผลิตมากขึ้น อันนั้นเรียกจีดีพี ส่วนเพิ่มเลยนะ  เรียกผลผลิตส่วนเพิ่ม  ถ้าไม่มีตรงนี้ก็ขายไม่ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันนี้มีคนมาซื้อแทนที่จะทำงาน 4 ชั่วโมงก็เป็น  6  ชั่วโมง  ใบลานที่อยู่บนต้นไม้ gross ก็มาเป็นปลาตะเพียน ทาสีเรียบร้อย เรียกจีดีพี หักต้นทุนสินค้าลงไป นั่นเรียกผลผลิตของชาติ มันจะวนไปอย่างนี้ สิ้นปีจากนี้ผลผลิตของชาติจะเพิ่มขึ้น สมมติชิ้นละบาท  8  หมื่นล้านชิ้น  ลดภาษี 4.6 หมื่นล้าน จีดีพีเพิ่มขึ้น 8 หมื่นล้านบาท พอเราได้เงินเพิ่มมา 1 บาท  เราจ่ายภาษีรัฐบาล  15  เปอร์เซ็นต์  อันนี้เป็นสูตรสำเร็จ ประมาณนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้นก็จะได้ภาษี 1.2  หมื่นล้าน  ส่วนเพิ่มนะ เป็นภาษีที่เพิ่มจากการลดภาษีนั้น 4 ปีก็หมดแล้ว ขาดทุนเพื่อกำไร ไม่ขาดทุนอันนี้-กำไรอันนั้นก็ไม่มี  และขนาดมันต้องพอเหมาะ 4.6 หมื่นล้าน สมมติผมลดภาษีทั้งชาติ 4 บาท มันก็ไม่มีผลอะไร ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำใส่ไปก็หายไปหมด&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; ดูเหมือนมันเป็นการต่อสู้ระหว่างแนวคิดทางเศรษฐกิจ 2 แนว ทักษิณก็ถูกวิจารณ์เรื่องนี้&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;คุณทักษิณคิดคล้ายๆ กับผม&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แนวคิดถ้าจนก็รัดเข็มขัด กับถ้าจนก็กู้ ฝ่ายหลังก็ถูกด่าว่าเอาอนาคตมาใช้&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าจนแล้วรัดเข็มขัดก็จนต่อไป คำว่าอนาคตมาใช้ปัจจุบัน ผมขอเล่าตอนชาติล้มละลาย คนรวยในชาติเจ๊งด้วยการวิเคราะห์ผิด ลงทุนผิด ต่างชาติถอนเฉียบพลัน รัฐบาลก็เอาเงินไปให้คนจนในต่างจังหวัด  หมู่บ้านละล้าน  เงินมาจากไหน  ไปยืมแบงก์ชาติ  ยืมกรุงไทย  ธ.ก.ส. ยืมเพราะอะไร ก็พวกนี้ปล่อยกู้ไม่ได้  เหมือนน้ำนอกบ่อ เงินในแบงก์คือน้ำอยู่ในถัง นอกบ่อยังไม่ได้เท
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป้าหมายผม ผมจะต้องไปเอาจากกรุงไทยจากไหนต่อไหน  เอาเงินมาเท  หมู่บ้านไปกู้กรุงไทยเขาไม่ให้กู้ มันต้องรัฐบาลไปกู้ เพราะกรุงไทยไม่รู้ว่ากู้ไปจะได้คืนหรือเปล่า  ผมก็ไปกู้ให้ เหมือนผมไปค้ำประกัน แล้วเอาเงินไปแต่ละหมู่บ้าน  ถามว่าเมื่อวานเป็นยังไง ไม่มีใครมาซื้อของเลย จีดีพีหายไป เพราะเขาตายวันเก่า สิ่งที่เขาจะผลิตมาขายเป็นรายได้ไม่มี  เราก็เอาเงินให้  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตั้งกรรมการ  15  คน  ผู้หญิง 7 คนเพื่อไม่ให้โกง แน่นอนถ้าคุณควบคุมบริหารจัดการไม่ดีโดนโกงหมด ลูกเรายังโกงเราเลย เอาเงินให้ไปเรียนหนังสือยังไม่ไป  ติดยาก็มี แต่ทุกคนให้โอกาสลูกหมดใช่ไหม มีใครบอกเฮ้ย-ลูกไปกระเสือกกระสนกันเอง นี่รัฐบาลเป็นหัวหน้าครอบครัวก็ต้องให้โอกาสคนยากคนจน   เขาจะทำชีวิตของเขาให้มีค่าได้อย่างไร   เหตุผลเดียวกัน   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้นการเอาเงินให้ลูกไปเรียนหนังสือแล้วลูกบางคนไปฆ่ากันตาย  ไปติดยาเสพติด เรียกว่าลูกนิยมหรือให้โอกาสลูก  ถ้าให้ไปเยอะๆ ทุกวัน spoil ก็เป็นลูกนิยม ดีกรีมันมากไป แต่ถ้าให้เพียงพอ  กำกับตรวจสอบ  ปรัชญาการบริหารเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ common sense&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ถามว่าแต่ละครอบครัวมีใครไหมที่ไม่ให้เงินลูกไปสร้างโอกาส ไม่มีใครบอกให้ลูกออกไปๆๆ ยูไปดิ้นรนขายพวงมาลัยเรียน  ป.1  ถ้ามีความสามารถจริงเดี๋ยวก็จบปริญญาตรีได้  ไม่มีหรอก ทุกคนที่พูดๆ ประชานิยม  เอานมไปส่งลูกที่จบปริญญาโทกันทั้งนั้น  ฉันใดก็ฉันนั้นรัฐบาลเป็นหัวหน้าครอบครัว  คนยากคนจนไม่มีทรัพย์สิน ชีวิตเขาก็ไม่ได้อยู่กับที่  ชีวิตเขาก็หมดไปเหมือนกับคนมีสตางค์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าเราให้เขามีสตางค์สักหน่อย  เขาก็จะใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นสร้างผลผลิตต่อชีวิตของเขาให้ดีขึ้น  ใช้มือขุดดินมันจะขุดได้สักเท่าไหร่  ถ้ามีรถอะไรดีๆ ขุดดินก็จะขุดได้เยอะ ปลูกอะไรได้เยอะ เรียกว่าสร้างจีดีพีทั้งนั้น แน่นอนเอาเงินมาตรงนี้ควบคุมบริหารจัดการไม่ดีเขาก็โกงไป  แต่ดีกว่าไม่ให้โอกาส  จริงๆ  แล้วในต่างประเทศใส่ไป 100 หน่วยได้ 30 ก็ดีแล้ว นี่ได้เกิน 50 โอเค.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางคนทำบาปมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ช่วยเหลือยังไงก็ยังจะทำบาปต่อไป  ให้ไปก็หมดๆ  แล้ววันหนึ่งเขาก็จะไปนอนกลางถนนรอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล อย่างอเมริการอเดือนละ  500  เหรียญ  เอามาจากไหน-ก็มาจากคนที่ให้โอกาสแล้วทำดีขึ้นมา เขาก็จ่ายภาษี  &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;วันนี้เรามีคนที่ช่วยเหลือตัวเองได้ยาก 40 ล้านคน&lt;/b&gt; กองทุนหมู่บ้านเข้าไป ถ้าเข้าไปให้เหมาะสม  20 ล้าน คนจะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางจะมาจ่ายภาษี แต่อาจจะมี 5 ล้านคนที่ทำตัวไม่ได้เรื่อง ก็ดีกว่าบอก 5 ล้านคนนิสัยไม่ดี อีก 35 ล้านคนไม่ต้องไปช่วย เขาไม่ได้แก่ลงไปหรือ แล้วชาติไม่ได้อายุเพิ่มขึ้นหรือ  ชาติเลยด้อยพัฒนา  อันนี้ไม่ได้เป็นการเอาอนาคตมาใช้ปัจจุบัน  เป็นการทำปัจจุบันที่ดีขึ้นเพื่ออนาคตที่ดีกว่า&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แนวคิดแบบทักษิณคือเสี่ยง แต่อีกฝ่ายคิดแบบอนุรักษนิยม&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เป็นแนวคิดแบบปิด ถ้าเราดูหนังตอนอเมริกาสร้างชาติ (Far and Away) นิโคล คิดแมน เป็นลูกคนมีเงินจากไอร์แลนด์  ทอม ครูซเป็นกรรมกร ลงเรือมาที่โอคลาโฮมา จุดไคลแม็กซ์คืออเมริกาให้โอกาสเท่ากัน ไม่ได้ดูว่าคุณนิสัยดีไม่ดี จะไปดูได้ยังไงตั้ง 40 ล้านคน คุณขี่ม้าแข่งกันแล้วจองที่ดินที่โอคลาโฮมา แล้วก็ปักธง นั่นแหละคือการให้โอกาส 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พ่อแม่ให้โอกาสคุณแล้ว ลูกบางคนแย่ก็มี อาจจะเอาที่ไปขาย  แต่ว่าถ้าคุณทำขึ้นมา  พี่น้องอีก 3 คนก็จะมีเงินโอนในอนาคตไปให้น้องๆ ดีกว่าไม่ให้โอกาสเลยทั้ง  5 คน นโยบายกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ไม่ใช่ประชานิยมหรอกครับ เป็นการให้โอกาสประชาชน  เป็น people opportunity policy และผมเชื่อว่าถ้าเราให้โอกาส คนที่เขาคิดได้คิดเป็นก็ต้องมี แค่ครึ่งเดียวก็พอ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;มีข่าวว่าจะสานต่อนโยบายทักษิณเรื่องเอาทุนสำรองไปลงทุนด้วย&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;อันนี้ต้องศึกษาด้วยความระมัดระวัง  เงินทุนสำรองวันนี้มีแสนล้าน ต้องหักหนี้สินออกไป สมมติว่าบ้านเราคือหนึ่งประเทศ  ไปเปิดลิ้นชักกลางที่บ้าน  ใครไปทำมาหากินมาก็เอาเงินใส่ลิ้นชักนี้ แล้วจะซื้อกินก็เอาลิ้นชักนี้ไปซื้อ  หรือไปกู้มาใส่ก็มี เป็นเงินทุนสำรอง เราก็ต้องดูว่าวันนี้เราเป็นหนี้เท่าไหร่ 6.5 หมื่น  สุทธิแล้วก็ยังมีบวกอยู่  4  หมื่น ก็ต้องระมัดระวัง ว่าเป็นเงินที่ฝรั่งเอาเข้ามาลงทุนระยะสั้นหรือเปล่า หลายเรื่องต้องดู&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; หลายประเทศในโลกเขาทำใช่ไหม&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;สิงคโปร์ทำ เขาไม่เป็นหนี้ สิงคโปร์ก็ให้โอกาสประชาชน ตอนลีกวนยูเข้ามา 1950 ตอนนั้นคนมี  2  ล้านคน ลีกวนยูก็ worry เพราะ 2 ล้านคนเป็นลูกจ้างกองทัพอังกฤษ ทุกคนก็จบ ป.4 ลีกวนยูต้องคิดว่าอังกฤษถอนฐานทัพแล้ว คนสิงคโปร์จะไปทำอะไรกิน  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลีกวนยูไปเอาโรงกลั่นของโลกมาเป็นโรงกลั่นของสิงคโปร์  เขาเอาทรัพย์สินของโลกมาลง  ฝรั่งเป็นเจ้าของ  100 เปอร์เซ็นต์ แต่มันอยู่ในชาติสิงคโปร์  มาจ่ายภาษีที่สิงคโปร์  เมื่อก่อนจ่ายที่เนเธอร์แลนด์  วันนี้ 3 ส่วนแรกมาจ่ายภาษีให้สิงคโปร์   เขาย้ายเทคโนโลยีของโลกมาเป็นของเขา   แล้ว ระบบเขาสร้างความเชื่อมั่น good governance คนเชื่อว่าไม่มีโกง ก็มาลงทุนตรงนี้ เดี๋ยวนี้&lt;b&gt;รายได้ประชาชาติ 10 เท่าของเรา&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันนี้เขามีเงินสำรองเป็นดอลลาร์ก็ไปให้รัฐบาลสหรัฐยืม ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  ก็ได้ดอกเบี้ยนิดๆ หน่อยๆ ค่าดอลลาร์ลดพันธบัตรก็ลด สิงคโปร์ก็คิดว่าแทนที่ จะให้รัฐบาลสหรัฐยืมก็ไปซื้อทรัพย์สินของโลก ก็ซื้อใบหุ้นแบงก์ต่างๆ  ในเมืองไทย  ในอินโดฯ ถือทรัพย์สินที่มีผลตอบแทน ของเราก็ต้องประเมินอันนี้ดู ก็ต้องศึกษาไป แต่เรายังต้องกู้เงินมาสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่เลย&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;สำนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักก็ค้านแนวคิดที่อาจารย์ว่ามา เศรษฐกิจก่อนทักษิณเดินแนวนี้มาตลอด&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เขาระมัดระวังไปหมด  ประเทศเราถึงโตช้า คุณจนคุณอย่าไปกู้มาก มี 10 บาทลงทุน 10 บาท แล้ววันรุ่งขึ้นชีวิตไม่หมดไปหรือ ถ้าผมเป็นคนจน  แม้ว่าผมจะไม่ฉลาด  ผมจะไปกู้เพื่อนบ้านมา  100 บาท แล้วผมลงทุน 110 บาทมันเสียหายอะไร ดีกว่าขายก๋วยเตี๋ยวได้ชามเดียวเพราะมีเงินลงทุนเท่านั้น ระหว่างวันชีวิตหมดไปเท่ากัน  โถ คนรวยๆ ในชาตินี้ก็กู้มาลงทุนทั้งนั้น ผมไม่ได้บอกว่ากู้ดีไม่ดีนะ มันขึ้นอยู่กับคน แต่ผมไม่สมมติว่าคนแย่ ผมคิดว่าคนดีแล้วผมให้โอกาส&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ส่วนหนึ่งที่สู้รบกันก็เป็นเพราะแนวคิดที่แตกต่าง คุณทักษิณก็โดนถล่ม&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;โดนด้วยเรื่องอื่น ใครก็ต้องยอมรับว่า&lt;b&gt;คุณทักษิณฟื้นชาติ&lt;/b&gt; ปี 2544 ถนนหน้าบ้านเรามาจากภาคเศรษฐกิจแข่งขันนะ โรงเรียนที่ลูกเราไปเรียนฟรีมาจากไหน มาจากคนเสียภาษีนะ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&amp;quot;แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่เราศึกษาเชิงวิจัย   ส่วนใหญ่ที่เขาพูดในหนังสือพิมพ์เขายังไม่เข้าใจ  ทุกคนบวชเป็นพระหมดแต่มีบรรลุโสดาบันกี่องค์  บรรลุอรหันต์กี่องค์ ดูก็เป็นพระหมด ทุกคนก็พูดเป็นพระ ผมไม่ได้บอกว่าจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์แล้วจะรู้เรื่องพวกนี้นะ-ไม่ใช่&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แต่คนไทยจะคิดว่าแบบนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;อันนี้ผมเคลียร์ ไม่สวนทางกัน กรอบคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประกอบด้วย 3  วง &lt;b&gt;วงที่หนึ่งคือให้ทำอะไรแต่พอประมาณ วงที่สองให้มีเหตุมีผล วงที่สามให้บริหารความเสี่ยง&lt;/b&gt; ตรงกับกรอบคิดเศรษฐกิจแข่งขัน บริษัทหนึ่งเวลาลงทุนไม่พอประมาณคุณก็เสร็จสิ ก่อนลงทุนคุณวิเคราะห์ไหมผลตอบแทน  คุณมีการดูแลความเสี่ยงไหม  กู้เงินมาอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นยังไง ตรงกับกรอบคิดเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้ มีคุณธรรม ตรงกัน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เศรษฐกิจแข่งขันตรงกับเศรษฐกิจพอเพียง  เศรษฐกิจชุมชนก็ตรงกับเศรษฐกิจพอเพียง  เศรษฐกิจชุมชนในหลวงบอกมี 1 ใน 4 ก็พอ นายเขียวกับนายแดง นายเขียวทำอย่างนั้นถูกแล้ว นายแดงอาจจะผิด  ทั้งคู่ไม่มีความรู้ไปทำเศรษฐกิจแข่งขันก็อาจจะสู้ไม่ได้  คุณก็ 30-30-10 แล้วคุณก็พอประมาณ ปลูกพืชหลากหลาย  เวลาทำอะไรมีเหตุมีผล  และคุณก็มีภูมิคุ้มกัน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;แต่มีแต่นายเขียวทั้งหมดก็ไม่ไป  เพราะถนนหน้าบ้านนายเขียว  นายเขียวไม่ได้เสียภาษีนะ ลูกของนายเขียวเขาไปเรียนหนังสือที่ไหน  ก็เรียนจากภาษีที่พวกเราจ่ายไปสร้างโรงเรียน  เดินบนถนนที่เศรษฐกิจแข่งขันจ่ายไป   ไปหาหมอที่ภาคแข่งขันจ่ายภาษี  นายเขียวเสียภาษีน้อยมาก  แต่ทำไมต้องมีเศรษฐกิจ  1  ใน 4 ของนายเขียว เป็นเพราะเขาไม่ได้เรียนหนังสือมามาก เขาทำเศรษฐกิจแข่งขันเขาจะเจ๊ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถ้าทำแบบนายเขียวทั้งหมดจะไม่มีถนนผ่านหน้าบ้าน จะไม่มีหมอ ไม่มีโรงเรียน แล้วเด็กพวกนั้นจะไปทางไหน  เด็กพวกนั้นก็จะทำอย่างนายเขียวไปเรื่อยๆ จะฝันเป็นมนุษย์อวกาศไปอยู่นาซาไม่ได้  แต่เราทำได้ถ้าเรามีสมองพอ  ทีนี้มีอีก 3 ใน 4 เป็นเศรษฐกิจแข่งขัน ก็ตรงกับเศรษฐกิจพอเพียง ก็ตาม 3 วงนั้น คุณก็วิ่งไปข้างหน้า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมมองว่าชีวิตเหมือนไต่บันไดเชือกขึ้นไป บันไดข้างล่างมันหล่นหายไปๆ ก็เหมือนวิ่งแข่ง คุณว่าโหดไหม  ไม่โหดหรอก คือถ้าเราคิดว่าโหดแล้วชีวิตเมื่อวานคุณอยู่ไหม  ชีวิตเมื่อวานคุณตายไปแล้ว เหมือนกัน-ชีวิตไปข้างหน้า คุณวิ่งช้าแล้วคนวิ่งข้างๆ มันวิ่งเร็วกว่าคุณ คุณต้องเสียเวลาเปลี่ยนชีวิตเป็นทรัพย์สิน ลูกคุณจะแย่ เวียดนามเขาไม่ได้หยุดอย่างคุณ เขาวิ่งไปข้างหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บอกโห-สิงคโปร์ไม่เป็นผู้เป็นคนเลย เขาก็มีกรอบคิดแบบหนึ่ง เราไม่ต้องทำ ถึงขนาดเขาก็ได้   และเวลาผมบริหารเศรษฐกิจ คุณอยากจะหยุดก็เรื่องของคุณนะ    เออ-วันนี้ไม่ไปทำงานนอนอยู่กับบ้านก็เรื่องของคุณ  และถ้าไม่มีจริงๆ คุณก็จนไป  แต่ถ้าผมไปบอกว่าชีวิตก็หมดไป  ลุกขึ้นมาทำงาน ขยันหน่อย มันเสียหายไหม ที่เหลือเอาไปขาย  มีสตางค์ออม ลูกมีเสื้อนักเรียนใหม่ๆ แต่นอนอยู่ลูกไม่มีของใหม่ๆ นะ ให้คิดดู พูดเสร็จแล้วผมก็จะไปนะ ผมไม่ได้ไปบังคับ ลักษณะนี้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; นักเศรษฐศาสตร์อนุรักษนิยมจะคิดสวนทางแบบนี้เลย&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เขาใช้ความรู้สึก  ผมใช้กรอบคิดและผมไม่เคยบังคับใคร  ผมพูดนี่ผมให้เลือก  คุณจะไปทำอย่างนายเขียวก็ได้  คุณจบปริญญาเอกแล้วคุณจะไปมีที่  15  ไร่ทำอย่างนายเขียว คุณก็จะอยู่ได้อย่างดี อายุอาจจะยืนด้วย น้องคุณจบปริญญาโทแต่ยุ่งเหลือเกิน ไปขายประกันชีวิต มันบอกมันอยากได้เงิน เห็นแก่ตัวสูง  ก็เรื่องของเขา  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาก็จะจ่ายภาษีมาให้ลูกของพี่ชายที่จบปริญญาเอกที่ไม่สบายไปหาหมอ เราไม่สามารถบังคับให้ทุกคนไปอยู่อย่างนายเขียวหมด  พม่าเป็นแบบนายเขียวหมด ไทยใหญ่ที่เชียงตุง 100 เปอร์เซ็นต์ทำเกษตร  ปลูกข้าวได้มาก็กินหมดแล้ว  หลังคาขึ้นตะไคร่ไม่มีปัญญาซ่อมหลังคา สังคมเกษตร 100  เปอร์เซ็นต์ มันจะไม่มีเทคโนโลยี จะ stand still คือไม่พอกิน ผมเคยไปดู เขามีต้นตะเคียนใหญ่  มองไปรอบๆ  ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมเลย สังคมอย่างนั้น คนที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มันก็ไม่ไป มันไม่ใช่สังคมที่สามารถจะไปได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;บริหารผิด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;ย้อนกลับมาที่แนวคิดของแบงก์ชาติ เช่นเรื่องมาตรการ 30% มาจากแนวคิดที่ต่างกันหรือเปล่า&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;30  เปอร์เซ็นต์คนละเรื่อง ผมว่าเขาบริหารผิด เขาไม่เข้าใจ &lt;b&gt;ไมโครอีโคโนมิกส์จะทำตรงกันข้ามกับแม็กโคร&lt;/b&gt;  คนที่เคยบริหารสถาบันการเงินจะมีวิชั่น ตรงกันข้ามกับคนที่บริหารเศรษฐกิจ  เอาคนบริหารสถาบันการเงินมา แล้วบอกว่าเวลาฝรั่งถอนทุนคุณทำยังไง  เขาบอกขึ้นดอกเบี้ยเยอะๆ ฝรั่งจะได้เอาเงินกลับมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่คนบริหารแม็กโคร ฝรั่งถอนทุนให้ปิดก่อน  เพราะไม่อย่างนั้นเลือดคุณหมดคุณตาย เขาหมดความเชื่อมั่นคุณ แล้วคุณขึ้นดอกเบี้ยเยอะๆ   หวังว่าเขาจะเอามาคืน  คุณจะแลกเช็คเหรอ ก็เขาเห็นๆ  อยู่ว่าคุณจะเจ๊ง  ขึ้นดอกเบี้ยเท่าไหร่เขาก็ไม่เอา  คนบริหารแบงก์จะคิดตรงกันข้าม คนบริหารแบงก์มาบริหารเศรษฐกิจที่คับขันจะยิ่งแย่ไปอีก  เพราะนายแบงก์ถ้า ได้ข่าวว่าคุณจะเจ๊ง-เอาเงินคืนมาก่อน  เพราะว่าตัวเขาต้องอยู่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การบริหารเศรษฐกิจได้ข่าวว่าคุณจะเจ๊งผมต้องเพิ่มเงินให้ เพราะว่าคุณเจ๊งแล้วคุณก็เป็นภาระในชาติของผม  เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจเวลาล่ม  คนตกงานๆๆ ผมต้องจ้างงาน เอาทรัพย์สินมาขายผมต้องซื้อ  แต่บริหารแบงก์บริหารเอกชนทำตรงข้ามกับรัฐบาล คุณขายข้าวแกงอยู่ได้ข่าวว่าโรงงานตรงข้ามจะไล่คนงาน  คุณไล่ลูกจ้างคุณออกก่อนเลยนะ  เรายังขาดทุน ขายตึกแถวครึ่งห้องชำระหนี้ได้เพราะว่าเราต้องอยู่  เราเป็นปลาตัวหนึ่งในบ่อน้ำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ผมบริหารประเทศ  ลูกจ้างต้องออกจากงานแล้วไปไหน  ก็ยังอยู่ในชาติ ทรัพย์สินมากองขายราคาถูกๆ อยู่ที่ไหน อยู่ในชาติ ก็ต้องซื้อ บริหารเศรษฐกิจให้ทำตรงข้ามกับบริหารธุรกิจ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แปลว่าคนเป็นนายแบงก์ไม่เหมาะจะมาบริหารแบงก์ชาติหรือ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;sense เขาไมโคร เป็นบริหารธุรกิจ sense เขาเหมือนพม่าบุกมา คุณบริหาร 1 ครอบครัวมี 4  คน พม่าบุกมาถึงพิษณุโลกแล้วคุณจะทำยังไง-ต้องหนี เขามาเป็นหมื่นคุณมี 4 คน เห็นๆ อยู่ว่ามันสู้ไม่ได้  แต่พระนเรศวรทำอย่างไร  ทำตรงกันข้ามกับที่ชาวบ้านทำ ส่งกองทัพไปสู้ นี่คือบริหารเศรษฐกิจ แล้วชาวบ้านก็ดูว่าพระนเรศวรจะสู้ได้หรือเปล่า  ถ้าสู้ไม่ได้ต้องหนีต่อ ไม่เชื่อมั่นหนีต่อ ถ้าสู้ได้เดี๋ยวมาสู้กัน ชาติของเรา แบบเดียวกันบริหารประเทศต้องทำตรงข้ามกับชาวบ้าน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; ในเชิงทฤษฎี ความมีอิสระของแบงก์ชาติอยู่ตรงไหน&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;อิสระในการใช้เครื่องมือ ต้องตีความว่าเครื่องมือคืออะไร  เพราะรัฐบาลเท่านั้นเป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เพราะเรารับเลือกตั้งมา เราบอกประชาชน นโบายการเงิน  การคลัง พลังงาน รัฐบาลกำหนด แต่เครื่องมือที่มาใช้ก็เป็นหน่วยงานของรัฐบาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่นวันนี้รัฐบาลต้องการสร้างความเจริญเติบโตมากกว่าคุมเงินเฟ้อ  ต้องมาคุยกัน  คุณไม่คุยกับรัฐบาลได้ไง คุณเป็นหน่วยงานของรัฐบาล จะคุมเงินเฟ้อเท่าไหร่ก็ว่ากันไป  เครื่องมือก็ใช้ได้ อัตราดอกเบี้ยใช้ได้ ใช้ได้ตามความพอเหมาะพอสม และก็อย่ามาทะเลาะกันบนหน้าหนังสือพิมพ์   เงินเฟ้อต้องให้ประเมินว่าอันนี้ภาวะของแพงนะไม่ใช่เงินเฟ้อ  ไม่ใช่ตัวร้อนแล้วเรียกเหมือนกันหมด&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; เครื่องมืออย่างการกำหนดอัตราดอกเบี้ยว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ แบงก์ชาติมีอิสระที่จะใช้ไหม&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เขาอาจจะใช้ได้  ต้องดูว่าเป้าหมายเงินเฟ้ออันเนื่องจาก  demand pull ของรัฐบาลเท่าไหร่ เป้าหมายที่เรียกว่า cost push ควรเป็นเท่าไหร่ แล้วเขาก็เป็นอิสระกัน-ทำได้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ก็เข้าใจยากเหมือนกัน&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ต้องแยกให้ได้ว่าอะไรคือเครื่องมือ อะไรคือนโยบาย&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;กำหนดดอกเบี้ย 2 เปอร์เซ็นต์ หรือ 3 เปอร์เซ็นต์ นี่คือเครื่องมือหรือนโยบาย&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ไม่แน่  บางคนก็เรียกเครื่องมือบางคนก็เรียกนโยบาย  ต้องกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อในรูปแบบต่างๆ  เป้าหมายเงินเฟ้อต้องมีหลายแบบ  เป้าหมายเงินเฟ้อเนื่องจาก  cost push แบบหนึ่ง เนื่องจาก demand pull แบบหนึ่ง ปัจจุบันมีแบบเดียว ตัวร้อนต้องกินยานี่&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; แปลว่าถ้าตกลงกันแล้วแบงก์ชาติจะกำหนดดอกเบี้ย 2.5 หรือ 2.75 เป็นอิสระของเขาหรือ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ก็เรื่องของเขา&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ทำไมแบงก์ชาติอเมริกาเขามีอิสระมาก&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ไม่อิสระ เขาก็ต้องไปคุย ประธานาธิบดีเป็นคนตั้ง ผมเชื่อว่าเขาไปคุยแล้วว่าเงินเฟ้อแบบนี้ๆ ทำอย่างนี้ๆ  แบบนั้นๆ ทำอย่างนั้น วันนี้แบงก์ชาติอเมริกาก็ลดดอกเบี้ย ผมเข้าใจว่าแบงก์ชาติอเมริกาก็ได้คุยกับฝ่ายบริหารประเทศว่า-เออช่วงนี้ ประเทศมีปัญหา   เช่นปัญหาซับไพรม์  เครื่องจักรทำงานไม่เต็มที่ แต่ของยังแพงขึ้นนะ น้ำมันขึ้น สินค้าเกษตรขึ้น เขาขึ้นดอกเบี้ยที่ไหนล่ะ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;เป้าหมายเงินเฟ้ออยู่ตรงไหน&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เป้าหมายจริงๆ  ในความเห็นผมนะ  ทำให้คนในชาติมีโอกาสมากที่สุด  และทุกคนทำตามเป้าหมายนี้ ว่าให้โอกาสประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ไม่ใช่กำหนดกรอบว่าเงินเฟ้อไม่ควรเกินกี่เปอร์เซ็นต์&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ไปคุมตรงนั้นแล้วประชาชนอดตาย&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; ที่ยกตัวอย่างยุคอาจารย์ป๋วย ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ลาออก แต่ตอนหลังพิสูจน์ว่าอาจารย์ป๋วยถูก&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ไม่เห็นด้วยท่านก็ลาออกไง  รัฐบาลกำหนดนโยบาย คนระดับรองๆ จะไปกำหนดนโยบายแทนรัฐมนตรีได้อย่างไร  ไม่ว่าหน่วยงานใดๆ ถ้าไม่เห็นด้วยกับรัฐมนตรีเขาก็ต้องขอโยกย้ายไป ในกระทรวงก็เหมือนกัน  รัฐมนตรีพูดอย่างนี้ เฮ้ย-ผมไม่เห็นด้วย แล้วจะให้ทำอย่างไรในเมื่อรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อประชาชน แล้วอธิบดีไม่เห็นด้วย ไม่ได้หรอก&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แต่เราถือกันตลอดมาว่าแบงก์ชาติต้องอิสระ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ประธานบริษัทกับผู้จัดการต่างคนต่างเป็นอิสระ เราขายอะไรก็เจ๊งหมด&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ทำไมแบงก์ชาติทั่วโลกจึงถือหลักว่าต้องเป็นอิสระ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ไม่มีอิสระ   นโยบายต้องดำเนินการโดยรัฐบาล แต่มีอิสระในการใช้เครื่องมือ   แบงก์ชาตินิวซีแลนด์ก็ต้องไปเซ็นสัญญากับรัฐมนตรีคลังว่าเงินเฟ้อแบบ นี้ๆ  คุมอย่างนี้   แล้วคุณก็ไปปรับอัตราดอกเบี้ย ขายพันธบัตร  ไม่ใช่อิสระ จู่ๆ แบงก์จะประกาศว่ามีเป้าหมายอย่างนี้ รัฐบาลว่าไงไม่รู้ แต่เป้าหมายของผมเป็นอย่างนี้ แล้วคุณเลือกตั้งมาหรือเปล่า&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อย่าเอาแผลมาแปะผม&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ดูแลผมหน่อย  ผมได้ขอร้องผู้สื่อข่าวไว้   ผมตั้งใจเข้ามาช่วยชาติบ้านเมืองเพราะผมมีความรู้ และผมก็ยอมปล่อยโอกาสในการสร้างรายได้จำนวนเยอะ หลุดไปแล้ว&amp;quot; รมช.การคลังกล่าว เมื่อถามบางคำถามที่เกี่ยวข้องกับประเด็นขัดแย้ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมมาเพราะ&lt;b&gt;นี่คือประเทศไทย&lt;/b&gt;  ถ้าเป็นแอฟริกาเรียกไปเป็นผู้นำชาติตำแหน่งใดๆ  ผมก็ไม่เอา ผมก็ได้ขอร้องว่าอย่าเขียนถึงผมในทางเสียๆหายๆ ใส่ร้ายโดยไม่มีข้อเท็จจริง อย่าใช้ความรู้สึกเขียนในเชิงลบตลอดเวลา  เพราะจะไม่มีคนที่มีความรู้เข้า มาดูแลประเทศอีกแล้ว   ผมน่าจะเป็นคนท้ายๆ ด้วยซ้ำไป  เพราะเขาไปถามคนมาเยอะแยะแล้ว  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอน ม.ค. รัฐมนตรีช่วยผมก็ไม่เอา เพราะเลือกตั้งมาใหม่ๆ   แต่ละคนยังพร้อมอีกเยอะ  เศรษฐกิจตอนนั้นก็ดี ผมก็เป็นที่ปรึกษา แต่วันนี้เขาไปถามมาเยอะแล้ว  ก็ไม่มีใครช่วยดูแลบ้านเมือง   ถ้าเรามองว่าบ้านเมืองขนาดนี้  แล้วพอมีใครขึ้นมา ก็เขียนใส่ร้าย คนเหล่านั้นเขาจะมาทำไม ผมเลยฝากว่าคำถามเชิงลบผมก็จะไม่ตอบ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเข้ามาในจังหวะที่การเมืองแยกขั้ว&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ก็แล้วแต่  ประเทศไทยไม่ใช่ของผม ผมก็เป็นสมาชิกหนึ่งในร้านข้าวแกง และนักเศรษฐศาสตร์ก็ไปบอกคนที่ทะเลาะกัน 50-60 ล้านคนในร้านข้าวแกงให้หยุดทะเลาะไม่ได้  ไม่มีทฤษฎีทางด้านนี้ แต่ผมบอกได้ว่าทำข้าวแกงอร่อยทำอย่างไร  ขายให้ได้มากๆ  มีรายได้ ทำให้ครอบครัวของเราฐานะดีขึ้นมาได้อย่างไร   แต่ผมจะไปบอกให้คนที่ทะเลาะกันให้หันมาขายข้าวแกง-ผมทำไม่ได้  เป็นเรื่องจิตสำนึกของแต่ละคน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;เขากำลังจะเอาชนะกันแล้วมาเข้าข้างนี้&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;รัฐบาลต้องมีคนบริหาร  อันนี้ผมกำลังดูเหมือนกันว่าใครเขียนอะไร  ผมออกจากตรงนี้ก็คงมีงานทำ  วันนี้ผมคิดว่าผมเป็นคนท้ายๆ  ที่เดินเข้ามา  ก็ผู้ใหญ่กว่าผมตั้งเยอะแยะเขาไม่เอา   และถ้ามีการทำลายคนอย่างผมโดยไม่ยุติธรรม หาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากมาย และก็เขียนไปก่อน หรือแม้กระทั่งตั้งคำถามที่ไม่ยุติธรรม  ผมไม่รู้จะตอบไปทำไม  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมถือว่าเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีและเกียรติยศของอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมเดินเข้ามาในห้องทุกคนจะต้องเคารพนับถือผม และผมก็ไม่เคยประพฤติเสื่อมเสีย  อีกไม่นานผมก็จะมีตำแหน่งสูงขึ้นจากนี้ แต่ผมเข้ามาตรงนี้ คือประเทศมันจะล้มละลายถ้าคนมองผู้บริหารประเทศในทางลบหมด  ประเทศไม่มีวันเจริญเติบโต ประเทศที่เขาเจริญเติบโต คนเขายกย่องผู้บริหารประเทศทั้งนั้น  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิงคโปร์เขายกย่องลีกวนยู  มีแต่คนไทยที่คิดว่าลีกวนยูเป็นคนไม่ดี  แม้แต่จอร์จบุชมีคำถามอะไรต่างๆ  แต่เขาเดินไปคนก็ยกย่อง  ฝรั่งยกย่องผู้นำประเทศ  เขามองว่าคนเหล่านี้เสียสละ   อย่างบุชนี่เงินเดือน  10-20  เท่าถ้าอยู่เอกชน  รัฐมนตรีคลังของบุชมาปีเดียวออกไปแล้ว  สเติร์นพูดตั้งแต่แรกว่าเขามานี่เสียสละนะ เขารับเงินเดือน 1 ใน 10 เท่าที่เขาได้อยู่ ตอนนี้เขาก็ไปแล้ว อเมริกาเขาก็มีเหตุมีผล เขาคิดว่าคนนี้มาเสียสละ ไม่ใช่คนนี้มาเอา คนนี้มาให้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ก็มีคนตั้งแง่ว่าที่รัฐบาลเล่นงานแบงก์ชาติเพราะมีเรื่องเกี่ยวกับทักษิณ  เรื่องการเอาเงินเข้า-ออก เรื่องการอายัดแบงก์&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมไม่รู้เรื่องพวกนี้ และผมไม่ตอบเรื่องพวกนี้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; เราบอกว่าได้อ่านบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์บางฉบับ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;คนเหล่านั้นจบอะไรมา  อย่างมากก็ปริญญาตรี  และก็มองคนในแง่ร้ายหมด  ถ้าเขียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อีกหน่อยจะไม่มีคนดีๆ อยากมา ถ้าผมโดนมากๆ ผมไปอยู่องค์กรระหว่างประเทศก็ได้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ขึ้นรถเมล์ฟรีก็มีคนวิจารณ์เหมือนกัน&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ติชมได้  นั่นเป็นพฤติกรรม  แต่อย่าเขียนเรื่องให้ร้ายป้ายสี ถ้าเขียนว่าคนนี้มาเพื่อจะช่วยคนนั้นคนนี้ คุณคิดคำนึงเอา ผมรับไม่ได้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แ&lt;u&gt;ต่เข้าข้างทางการเมืองแล้วคงเลี่ยงยากที่จะถูกโจมตี&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมไม่ได้เข้าข้างใคร สมาชิกพรรคผมก็ไม่ได้เป็น เขาเชิญผมมาเป็นด้วยซ้ำไป&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;บางคนจะคิดว่ามาทำไม ปล่อยให้รัฐบาลโดนถล่มไปก่อน&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ปล่อยให้ชาติล้มละลายไปดีกว่าใช่ไหม  เหมือนคนในบ้านทะเลาะกัน ขายข้าวแกงไปทำไมให้มันเจ๊งไปก่อน   ให้พี่ชายเราต้องฆ่ากันให้ตายก่อนหรือ   ผมว่าคิดอย่างนี้แย่   คิดแบบสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส จับคนข้างๆ  ขึ้นกิโยตินหมดเลย  ในที่สุดไอ้คนจับก็ขึ้นด้วยนะ  แล้วชาติฝรั่งเศสล้มละลาย กว่าจะฟื้นได้อีกนาน วันนี้เป็นวันท้ายๆ ของชาตินะ คิดบวกทำบวก&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; อาจารย์คิดว่าจะไม่ยุ่งการเมืองเลย แต่เดี๋ยวมันก็มา&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมก็ไม่ตอบ-รับรอง  ผมมีเกียรติยศศักดิ์ศรี  ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย  แล้วผมสอนนายพลมาตลอด นายพลใหม่ผมไปสอนทุกปี วปอ.ผมสอนมา 20 ปีแล้ว&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;วางเป้าอย่างไรกับงานที่จะทำ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าเศรษฐกิจเรียบร้อยดีอะไรดี   เราสามารถสร้างชาติเราโตปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ มีหนังสือพิมพ์หาว่าผมโม้ ผมบอกว่าเศรษฐกิจบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วอีก 2 ปีนะถึงจะโต 8% การเงิน การคลัง จะต้องสอดคล้องกัน ประธานบริษัท ผู้จัดการบริษัททะเลาะกันได้ แต่อย่ามาทะเลาะกันข้างหน้า และก็รู้เป้าหมายของบริษัท   รู้ว่าใครเป็นคนวางเป้าหมาย   ไม่ใช่ต่างคนต่างวางเป้าหมาย-ไม่ได้  บริหารจัดการอย่างนี้  ค่าเงินอ่อนหน่อย  ดอกเบี้ยต่ำหน่อย  แล้วชาติจะเจริญ ถึงวันนั้นคนในบ้านเราก็จะเห็นโอกาสของชาติบ้านเมือง จะเอายังไง ถ้าไม่เอาก็ปล่อยไปอย่างนี้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แต่ก็ทำได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมทำได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือผมขอร้อง ไม่ทำก็เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของผม ผมจะทำเต็มที่ ถ้าเมื่อไหร่ผมรู้สึกว่าประเทศนี้ไม่ได้รักผมเหมือนที่ผมรักประเทศ ผมก็จะคิดดู&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;โดนการเมืองเล่นเมื่อไหร่ก็ไป อย่างนั้นหรือ&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้ามีมากๆ และผมดูว่ามันไม่ยุติธรรม และถ้าไม่มีใครดูแลผมเลย ผมเป็นคนไม่มีแผล แต่ถ้าคนเอาแผลมาปะและมาขยาย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&amp;quot;ไม่เห็นด้วยกับความคิดไม่เป็นไรนะ แต่ไม่ใช่มาว่า-มันเกินไป บางท่านบอกว่าเศรษฐกิจชุมชนน่าจะมีมากกว่า  1  ใน  4 น่าจะมีสัก 3 ใน 4 อย่างนี้ไม่เป็นไร บางคนบอกผมไม่เห็นด้วยกับเศรษฐกิจแข่งขัน ทำเพื่อกินแล้วเหลือขายดีกว่า นั่นก็เป็นตัวเขา เขาทำได้ก็ไม่เป็นไร&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;แต่บางคนเขาก็ประณามว่านี่คือแนวคิดทุนสามานย์&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;อ.ณรงค์  (เพชรประเสริฐ)  ก็รุ่นพี่ผม ก็คุยกันได้ แกก็รับเงินเดือนจากทุนสามานย์ เงินเดือนราชการรับมาจากไหน  จากภาษีภาคธุรกิจเอกชน คอมมิวนิสต์ในรัสเซียด่าหมดเลย 20 ปีผ่านไปรัสเซียจนมหาศาล  เรียกนายทุนสามานย์มาเปิดบ่อนการพนัน คือพูดน่ะมันมัน พอมารับผิดชอบจริงๆ คุณต้องผสมผสาน  คุณจะสุดโต่งไม่ได้ ผมไม่ได้สุดโต่ง ในหลวงบอกมี 1 ใน 4 เพราะคนเหล่านั้นมาแข่งขันก็แย่นะ เขาไม่เคยมีความรู้&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt; ความคิดสุดโต่งในช่วงปีกว่าที่ผ่านมามีผลมากไหม&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ประเทศนี้อยากได้อย่างนี้ก็เรื่องของเขา ผมมาเสนออย่างนี้ไม่เอาก็ไม่ต้องเลือก&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ใครจะชนะระหว่าง 2 แนวคิด&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ก็แล้วแต่พระสยามเทวาธิราช  เพราะบางประเทศแนวคิดนี้  พม่าปี 1950 เขาเริ่มต้นเท่าสิงคโปร์  เพราะออกจากอังกฤษเหมือนกัน &lt;b&gt;วันนี้สิงคโปร์รวยกว่าไทย 10 เท่า รายได้ของคนพม่าเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของคนไทย-ก็คิดดู&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt;-&lt;a href=&quot;http://www.thaipost.net/index.asp?bk=tabloid&amp;amp;iDate=10/Aug/2551&amp;amp;news_id=162274&amp;amp;cat_id=220100&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;นสพ.ไทยโพสต์ 10 สค.2551 &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20080810/587#comments</comments>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/104">การบริหาร</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/103">มหภาค</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <category domain="http://arayachon.org/taxonomy/term/102">ไทย</category>
 <pubDate>Sun, 10 Aug 2008 14:19:43 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">587 at http://arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>
