
การประท้วงที่เมืองไทย : ความแตกแยกระหว่างเมืองกับชนบท
ที่มา - แปลและเรียบเรียงจาก เรื่อง In Thai protests, a divide between urban and rural โดย เซด มายแดนส์( Seth Mydans ) ใน นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัล ทรีบูน ฉบับวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2551
00000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000
(ภาพจาก International Herald Tribune)
เมื่อตอนที่เขาเป็นหนุ่ม ดำเนิน พังโสภา เคยทำงานที่โรงงานตุ๊กตาในกรุงเทพฯ อยู่พักหนึ่ง และเขารู้สึกไม่ชอบมัน ดำเนินพูดว่า “ คนกรุงเทพฯ คิดไม่เหมือนกับคนอีสาน ”
“ ในกรุงเทพฯ ทุกอย่างคือการทำงานและการถูกกดดัน ทำงานและถูกกดดัน ไม่เหมือนกับที่นี่ ซึ่งการใช้ชีวิต เป็นไปอย่างช้าๆ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”
ข้าวกำลังออกรวงที่บ้านห้วยจันทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 400 กิโลเมตร ชาวนาที่รอการเก็บเกี่ยว กำลังรวมตัวกันในตอนเช้า และพวกเขากำลังโกรธ
ดำเนิน อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นชาวนาเช่นเดียวกันกับคนส่วนใหญ่ที่นี่ กล่าวว่า
“ คนอีสานก็เป็นคนเหมือนกัน เราก็กินข้าวและก็มีการศึกษา พวกเขาไม่อาจดูหมิ่นพวกเรา เช่นนี้ ”
การดูหมิ่นเหยียดหยาม มาจากแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ ที่พูดว่า ชาวชนบทที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ถูกหลอกลวงและไม่มีการศึกษา
กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเสนอ การเมืองใหม่ ที่ทำให้เสียงของชาวชนบท มีน้ำหนักน้อยลง เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองเสียใหม่
ประชาชนกลุ่มใหญ่ สร้างด่านเครื่องกีดขวางและเข้าปักหลักพักแรมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ที่กรุงเทพฯเป็นเวลาเกือบ 7 สัปดาห์แล้ว เนื่องจากความขัดแย้งที่ได้กลายเป็นวิกฤติที่รุนแรงที่สุดในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ก่อความแตกแยกไปทั่ว ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทย
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2551 กลุ่มผู้เดินขบวนได้ปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่ามกลางแก๊สน้ำตา ทำให้มีประชาชนคนหนึ่งถูกฆ่าและมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 400 คน
กลุ่มผู้ประท้วงเห็นว่า ดำเนินและประชาชนแบบเขาในชนบท คือ รากเหง้าปัญหาของประเทศ
พวกเขาเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของพวกเขา ทำให้พรรคฝ่ายค้านพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
วิธีแก้ปัญหาที่เสนอคือ ให้ลดจำนวนสส.ที่มาจากการเลือกตั้งของคนชนบทลง ให้ สส.ส่วนใหญ่ มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งทำให้สภาผู้แทนราษฎร สามารถตอบสนองความปราถนาและความต้องการของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในเมืองได้ดีกว่า
ไสว มะโรงฤทธิ์ ชาวนาอายุ 56 ปี กล่าวว่า
“ นั่นไม่ใช่ ประชาธิปไตย พวกเขาไม่ชนะ ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามหาทางอื่นมาต่อสู้ เพราะถ้ามีการเลือกตั้ง พวกเขาก็จะแพ้อีก”
บรรดาชาวนาที่มารวมตัวกันที่จังหวัดขอนแก่น พูดจาโอ้อวดเล็กน้อย เมื่อคุยถึงเรื่องอิทธิพลทางการเมืองของพวกเขา ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในเดือนธันวาคม พรรคพลังประชาชน เป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจากคนชนบท คือ ได้สส.ถึง 233 คนจากจำนวนสส.ทั้งหมด 480 คนในสภาผู้แทนราษฎร
ไสวกล่าวถึงพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ PAD ว่า
“ถ้าประชาชนชาวอีสาน ไม่ลงคะแนนให้ พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งทั่วไปได้เลย ”
ดำเนิน กล่าวต่อไปว่า พูดอีกอย่างหนึ่ง “ ทางเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์ จะชนะการเลือกตั้งทั่วไปได้ คือ ต้องให้ประชาชนชาวอีสานทั้งหมด ตายไปพร้อมกัน ”
บางคนอธิบายว่า ไทยเหมือนมีสองประเทศอยู่ด้วยกันคือ กรุงเทพฯกับพื้นที่อื่นที่เหลือ มีคนประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด 65 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวง ตัวเลขนี้ ยังไม่นับรวมคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯอีกหลายล้านคน
ประชากรเกือบหนึ่งในสามของประเทศ อยู่ที่ อีสาน ในวันเลือกตั้งทั่วไป คนขับแท๊กซี่ ผู้ใช้แรงงาน คนทำงานบ้าน พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอย และคนงานในโรงงาน ซึ่งทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ จะเดินทางกลับบ้านที่อีสาน เพื่อลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทำให้ถนนในกรุงเทพฯ โล่งอย่างเห็นได้ชัด
โครงการประชานิยม ที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก เช่น โครงการดูแลรักษาสุขภาพราคาถูกและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ทำให้คนจนในชนบท รวมตัวกันเพื่อสนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการเมืองไทย ในช่วง 6 ปีที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี
ทักษิณพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และตอนนี้เขาอยู่ที่กรุงลอนดอน เพื่อหลบหนีคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ฐานที่มั่นในชนบทที่เขาได้สร้างขึ้น ยังคงเข้มแข็งมั่นคง และผู้สนับสนุนของเขา ยังมีอำนาจในรัฐบาล
ประสาท พังโสภา อายุ 54 ปี อาชีพเลี้ยงวัว ปลูกถั่วฝักยาว พริกแดงและปลูกข้าว กล่าวว่า
“ ประชาชนชาวอีสานและประชาชนคนยากจนทุกหนแห่ง ล้วนชอบคุณทักษิณ”
ชาวนาที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของไทย ซึ่งกำลังขัดแย้งแตกแยกกันอย่างแหลมคมและมีการใช้อารมณ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบที่การประท้วงในกรุงเทพฯ ยังคงดำเนินต่อไป
กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ประกอบด้วยกลุ่มนิยมเจ้า กลุ่มทหาร เจ้าของธุรกิจ นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักเรียน นักศึกษาและแม่บ้านชนชั้นกลาง ซึ่งส่วนมากมีสาเหตุพื้นฐานร่วมกัน คือความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสถานการณ์ของประเทศ
ความไม่พอใจอย่างรุนแรงดังกล่าว แสดงออกมาให้เห็นในสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อนายแพทย์หลายคนที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ กล่าวว่า พวกเขาจะไม่รักษาตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง
อีกกรณีหนึ่ง คือนักบินของสายการบินไทย ได้ปฏิเสธผู้โดยสาร 3 คนที่เป็นสส.ของพรรครัฐบาล ไม่ให้ขึ้นเครื่องบินเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยอ้างว่า เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ
ประชาชนที่บ้านห้วยจันทร์ กำลังโกรธแค้นกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเช่นกัน ชาวนาเหล่านี้ ได้ร่วมกันวางแผนใช้ความรุนแรงจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงด้วย
“ ถ้าพวกมันมาที่นี่ ฉันจะตีพวกมันให้ตาย และโยนพวกมันลงแม่น้ำไปเลย ”
หนูเชน สินขาม วัย 67 ปี ตะโกนออกมาในขณะที่นั่งยองๆ เอามีดฟันไปที่ไม้ไผ่ ทุกคนหัวเราะลั่นและ ไสวซึ่งเป็นชาวนา ก็ประกาศว่า
“ ฉันอยากให้ตำรวจขว้างระเบิดใส่พวกเดินขบวน ให้พวกมันตายไปซะ ”
การแบ่งพรรค แบ่งพวกระหว่างคนเมืองกับคนชนบท เห็นได้อย่างชัดเจนที่อีสาน ที่ซึ่งประชาชน จำนวนมากในตัวเมืองขอนแก่น สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและดูถูกเหยียดหยามประชาชน อย่างพวกชาวนาในบ้านห้วยจันทร์ ซึ่งอยู่ไปทางทิศเหนือเพียงสิบกว่ากิโลเมตร
อัจฉรา จันทสุวรรณ อายุ 53 ปี อาชีพบรรณารักษ์ ซึ่งได้เข้าร่วมชมการถ่ายทอดสดการเดินขบวนประท้วงในกรุงเทพ ที่สนามกลางเมืองขอนแก่น กล่าวว่า
“ มันเป็นไปไม่ได้ ที่จะเปลี่ยนแปลงการลงคะแนนเสียงของคนชนบท”
“ นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมกลุ่มพันธมิตรฯ จึงต้องเสนอให้มีการเมืองใหม่ ”
เธอกล่าวถึงแผนการของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต้องการแก้ไขที่มาของสส.ใหม่ โดยสส.ในสภาผู้แทนราษฎร ร้อยละ 70 มาจากการแต่งตั้งโดยกลุ่มสาขาอาชีพ และ สส.เพียงร้อยละ 30 มาจากการเลือกตั้ง
เธอกล่าวต่อไปว่า “ พวกเขา ยังคงมีสิทธิในการลงคะแนนเสียง แต่คะแนนเสียงของพวกเขา จะไม่อาจกำหนดทิศทางประเทศของเราได้อีกต่อไป ”
“ ถ้าเรายอมให้ประชาชนลงคะแนนเสียงได้เหมือนเดิม เราจะไม่สามารถพัฒนาประเทศของเราให้ก้าวหน้าไปได้ ”
เธอกล่าวว่า ความแตกแยก ได้หยั่งรากลงลึกไปทั่วทุกหัวระแหง มันขยายไปมากกว่าความขัดแย้งระหว่างคนเมืองกับคนชนบท มันกำลังทำให้เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน และครอบครัว แตกแยกกันไปหมดแล้ว
“บางครั้ง เมื่อพวกเราประณามการกระทำของรัฐบาล กลุ่มประชาชนที่สนับสนุนทักษิณ ก็จะโกรธมากๆ ” เธอพูดถึงเพื่อนร่วมงานของเธอคนหนึ่งที่ห้องสมุด
“พวกเขาจะบอกว่า ไม่...ไม่..ไม่ และพยายามบอกว่า พวกเราผิดพลาด เพื่อนของฉัน เกือบตีฉัน เธอโกรธมากๆ ”
สมภาพ บุญนาค อายุ 62 ปี นักสังคมสงเคราะห์ เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการเดินขบวนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เขาพูดว่า เขานั่งรถโดยสารประจำทางตลอดทั้งคืน เพื่อเข้าร่วมการประท้วงในตอนเช้า ในมือของเขาถือแว่นว่ายน้ำที่เพิ่งซื้อมาใหม่ เพื่อใช้ป้องกันดวงตาของเขา ในกรณีที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาอีก
“ ผมไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น” สมภาพบอก “ผมหวังว่า มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ”

