โชติศักดิ์ อ่อนสูงกับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

tags:

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 สนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวใน รายการยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ว่า "ทำไมมีเด็กจบจากธรรมศาสตร์ เข้าไปในโรงภาพยนตร์แล้วไม่ยอมลุกขึ้นทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี..

..ไปรายงานตัวที่โรงพัก เพื่อนฝูงไปถือป้ายเชียร์ เป็นภาษาอังกฤษว่า “สิทธิการนั่งหรือการยืน อยู่ที่ผม ผมมีสิทธิจะนั่งหรือจะยืนก็ได้ ” 

สนธิกล่าวว่า คนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ ถูกล้างสมองจากบรรดาหมอผีที่บ้าลัทธิมาร์กซ ที่อยู่ใกล้ทักษิณ ที่สอนเรื่องสถาบันกษัตริย์ว่าไม่ดี จึงมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เป็นเรื่องผิดปกติในสังคมไทย และนี่คือเหตุหนึ่งที่พวกเขาต้องลุกขึ้นมาสู้กับระบอบทักษิณ

เด็กจบจากธรรมศาสตร์คนนั้น คือ โชติศักดิ์ อ่อนสูงและจิตรา คชเดช ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ รายใหม่ 

นับจากนั้น คอลัมนิสต์คนสำคัญของกลุ่มผู้จัดการเช่น คำนูญ สิทธิสมาน ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ สุรวิชย์ วีรวรรณ ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ฯลฯ ก็ตั้งแถว เรียงหน้ากระดาน ออกมาโจมตีกรณีโชติศักดิ์อ่อนสูงอย่างถล่มทลาย ชักลากเรื่องนี้ถึงหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท นิตยสารและเว็บฟ้าเดียวกัน โยงถึงธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากนั้นก็เชื่อมไปจนถึงสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและทักษิณ ชินวัตรในที่สุด

ประชาชนทั่วไป ฟังดูเรื่องราวการชักลากเชื่อมโยงดังกล่าว อาจรู้สึกว่า สมเหตุสมผลดี

ฟังดู มันน่าจะเป็นแผนการที่มุ่งร้ายต่อสถาบันฯ

มันเป็นแผนการร้ายจริงๆ ทั้งเป็นแผนการร้ายเก่าแก่ ที่มีการใช้มาหลายครั้งหลายหนแล้ว ในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อพศ. 2475 เป็นต้นมา

แผนการร้ายที่ว่า คือการใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือ ในการทำร้ายและทำลายฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมืองของกลุ่มตน

คือการกล่าวหาฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมืองของกลุ่มตนว่า ไม่จงรักภักดีและทำผิดข้อหาหมิ่นสถาบันฯ

ข้อนี้ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์หรือส.ศิวรักษ์ ได้สังเกตุเห็นเช่นกัน เขาจึงได้กล่าวกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ว่า การกระทำดังกล่าวเป็น เกมส์การเมืองของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐ เพื่อทำให้ลดความน่าเชื่อถือและใส่ร้ายรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพวกว่ามีความพยายามล้มล้างสถาบัน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง 

โชติศักดิ์เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมตัวยง  เป็นแกนนำกลุ่ม 19 กันยาฯต่อต้านรัฐประหาร ในขณะที่ คมช.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ส่งรถถังและทหารถือปืนไปคุมทั่วทุกมุมเมือง เขาและเพื่อนๆ เป็นคนไทยกลุ่มแรกๆที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหาร ด้วยการใส่เสื้อดำ จัดชุมนุม ถือป้ายประท้วงที่สยามสแควร์ด้วยความกล้าหาญและสันติวิธี

เขาไม่ใช่นักการเมืองและไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับพรรคหรือกลุ่มการเมืองใดๆ เขาเพียงเป็นคนที่รักประชาธิปไตย หวงแหนสิทธิเสรีภาพและเกลียดชังเผด็จการรัฐประหาร

ผู้คนที่รู้จักเขาและรู้เห็นการทำกิจกรรมของเขา ล้วนประจักษ์ในความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจของเขาและเพื่อนๆ ต่อประเทศชาติและประชาชน

การพยายามเชื่อมโยงเขาและเพื่อนๆ ว่าเป็นกลุ่มเดียวกับพวกนปก. พีทีวี ทรท. หรือ พปช. เป็นการใส่ร้ายป้ายสี เป็นการใช้เขาและเพื่อนๆเป็นเหยื่อ เพื่อมุ่งร้ายต่อศัตรูทางการเมืองที่ใหญ่กว่าและเข้มแข็งกว่า

การพยายามเชื่อมโยงเรื่องของเขาและเพื่อนๆ ว่าเป็นพวกเดียวกันกับฟ้าเดียวกันและประชาไทหรือเป็นพวกมุ่งร้ายต่อสถาบันเหมือนกัน ก็เป็นการใส่ร้ายป้ายสีและเผยเจตนาร้ายต่อฟ้าเดียวกันและประชาไท ซึ่งเป็นคู่แข่งทางธุรกิจซึ่งมีแนวทางการเมืองต่างกัน

โชติศักดิ์และเพื่อนๆ เห็นว่า การไม่ยืนในขณะที่มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ที่รัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองไว้ ไม่ใช่การทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา บางคนอาจเห็นว่าเป็นการทำผิด แบบ"หลายคน ยลตามช่อง" เห็นต่างกัน เป็นเรื่องธรรมดา

ปัญหาว่าการกระทำของเขาเป็นความผิดหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ศาลยุติธรรมมีคำพิพากษา จึงจะมีข้อยุติ ถึงวันนี้ เขาเพียงถูกกล่าวหา ยังไม่ถูกศาลพิพากษา เขาจึงมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการที่จะได้รับการปฏิบัติจากทุกคนในฐานะเป็นผู้บริสุทธิ์

ไม่ว่าใคร ก็ไม่มีสิทธิตั้งตัวเป็นศาลเตี้ย ตัดสินปรักปรำเขาและเพื่อนๆตามอำเภอใจ เสมือนหนึ่งว่าเขาเป็นอาชญากร

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2550 ศาลยุติธรรม ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1(นายสนธิ ลิ้มทองกุล) 3 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาทนายภูมิธรรม เวชยชัย โดยคำพิพากษาได้กล่าวว่า

 

การที่จำเลยที่ 1  " พยายามสร้างภาพของโจทก์(พตท.ทักษิณ ชินวัตร)และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวกไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตราย อย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

 

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวกในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง.."

ดูคำพิพากษาย่อได้ที่ ประชาไท

นับจากวันพิพากษาดังกล่าว เวลาเพิ่งผ่านไปเพียง 4 เดือน สนธิ ลิ้มทองกุลและพรรคพวกของเขาที่กลุ่มผู้จัดการ ก็หลงลืมเนื้อหาสาระของคำพิพากษาเสียสิ้น เริ่มร่ายรำกระบวนท่าเดิมๆ อีกแล้ว

หรือพวกเขาไม่เชื่อจริงๆว่า 

ฟ้าย่อมทรงความยุติธรรม คนที่ละเมิดต่อฟ้า ย่อมได้รับโทษ

 

 

 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้