ระบอบทุนนิยม มีหัวใจ ได้จริงหรือ?

tags:

สืบเนื่องจากคุณสฤณี อาชวานันทกุล ได้บรรยายเรื่อง "ทุนนิยมที่มีหัวใจ : ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา" ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆนี้

ดูรายงานสรุปคำบรรยายได้ ที่นี่

คุณสฤณี ได้วิจารณ์ แนวคิดกระแสหลักของระบอบทุนนิยมว่าเป็นเพียง "มายาคติ" ที่ไม่เป็นจริง เช่น

-ตลาดเสรี สามารถสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดสรรทรัพยากรและผลลัพธ์สูงสุด เกิดจากการตัดสินใจของผู้เล่นหลายคน ที่คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักหรือ "มือที่มองไม่เห็น"

-ประโยชน์จากทุนนิยมเสรีจะไหลลงสู่คนทุกระดับชั้น โดยที่รัฐไม่ต้องแทรกแซงตลาด และรัฐไม่ควรแตะ "ส่วนเกิน" ของคนรวย เพราะส่วนเกินเหล่านั้นมาจากการทำงานหนัก ซึ่งก่อให้เกิดผลผลิตที่เป็นประโยชน์

-กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันความเจริญทางเศรษฐกิจ เพราะ "ความเป็นเจ้าของ" เท่านั้นที่จะมีแรงจูงใจในการผลิต และ "พื้นที่สาธารณะ" ที่ปราศจากเจ้าของจะไร้คนดูแล ดังนั้น รัฐจึงต้องตีกรอบ มอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและคุ้มครองกรรมสิทธิ์นั้นอย่างเคร่งครัด

-ทุกคนควรทำแต่ในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญที่สุด นักธุรกิจที่อยากช่วยเหลือภาคสังคม นอกเหนือจากเงินภาษีที่จ่ายรัฐ ก็ทำโดยผ่านกิจกรรม "สังคมสงเคราะห์" ต่างๆ เช่น การบริจาค เท่านั้นก็พอแล้ว

-ทุกภาคส่วนควรมุ่งเน้นการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเดียว เนื่องจากระบบตลาดเป็นระบบที่ดีที่สุดในการสร้างประสิทธิภาพ รัฐจึงควรปล่อยให้ระบบตลาด ทำงานด้วยตัวกลไกของตลาดเอง

ความเห็น เฉพาะคำวิจารณ์นี้ ก็เห็นได้ว่า คุณสฤณี ได้มองเห็นปัญหาหลักๆของระบอบทุนนิยม และวิจารณ์ได้อย่างถูกต้อง ผิดกับเพื่อนเราบางคนที่ยัง หลงเชื่องมงายกับความเชื่อกระแสหลัก ไปถึงไหนก็สวดมนต์ สรรเสริญความดีเลิศประเสริฐศรีของระบอบทุนนิยม อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

คุณสฤณี กล่าวว่า มายาคติของทุนนิยมกระแสหลัก ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม นำไปสู่การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน สะท้อนได้จากปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่ไม่เท่ากันของโลก และปัญหาโลกร้อนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

คุณสฤณีระบุว่า ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ต้องมี 3 ลักษณะที่สำคัญ คือ

1. เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรอย่าง "เป็นธรรม" มิฉะนั้นผู้ยากไร้ที่ปราศจากกำลังซื้อ และไม่มีสิทธิมีเสียงในระบอบการเมืองจะยิ่งเดือนร้อนขึ้นเรื่อยๆ

2. ต้องยอมรับว่าทรัพยากรมีวันหมด และปัจจัยภายนอกเศรษฐกิจ เช่น ทุนธรรมชาติ คอร์รัปชั่น ฯลฯ ว่าเป็น "ต้นทุน" ราคาแพง มิฉะนั้นสมดุลสังคมจะเสื่อมลงเรื่อยๆ และในที่สุดโลกก็จะรองรับความต้องการของมนุษย์ไม่ได้ และ

3. ต้องเป็นระบบที่รองรับความหลากหลายของวัฒนธรรม ค่านิยม และวิถีชีวิตของคนในแต่ละ ท้องถิ่นได้ มิฉะนั้น ความตึงเครียดอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกระบวนทัศน์ใหม่แห่งการร่วมมือกัน หรือ "ทุนนิยมที่มีหัวใจ" เป็น กระบวนการที่พัฒนาจากทุนนิยมเสรีเทียมสู่ "ทุนนิยมสร้างสรรค์" ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนา ที่ยั่งยืน มีความเป็นธรรมในสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น แนวคิดเรื่อง ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ (corporate social responsibility : CSRแนวคิดการลงทุนเพื่อสังคม (socially responsible investion : SRI) หรือแนวคิดจัดตั้งกองทุน "Patien Capital" ที่เรียกว่า กองทุนอดทน

"ทุนนิยมที่มีหัวใจจะเอาความยั่งยืนเป็นตัวตั้ง ซึ่งจะไม่ขัดกับทุนนิยมที่คุ้นเคย คือได้ทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืน" ที่ต้องแก้ไข คือ "วิธีคิด" เพราะธุรกิจส่วนใหญ่จะคิดถึง การแสวงหากำไรสูงสุด และก่อนการทำอะไรเพื่อสังคมมักจะกลัวว่าผลตอบแทนหรือกำไรจะแย่ลง

สำหรับทุนนิยมในไทย ยังไม่ก้าวไปถึงทุนนิยมเสรีตามแนวคิดกระแสหลักด้วยซ้ำไป ยังเป็น "ทุนนิยมสามานย์" อยู่ สาเหตุหลักๆ อาจเป็นเพราะธุรกิจการเมืองยังเฟื่องฟู โครงสร้างศักดินา หรืออำนาจนิยมยังอยู่ กฎหมายป้องกันการผูกขาดไม่มีผล และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและสังคม ยังใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ

คุณสฤณีมั่นใจว่า แม้ทุนนิยมที่มีหัวใจจะมีข้อจำกัดและอุปสรรคอยู่บ้าง แต่เมื่อมีแนวคิดใหม่ๆ ที่สร้างแรงจูงใจ มีเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทำให้แรงจูงใจเป็นได้จริง และมีสถาบันใหม่ๆ ที่ใช้แนวคิด และเครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่หรือทุนนิยมที่มีหัวใจได้

ความเห็น

ที่จริง ปัญหาของระบอบทุนนิยม เป็นปัญหาที่เกิดจาก โครงสร้างของตัวระบอบเอง นั่นคือ โครงสร้างการผลิตที่อาศัยมหาชนทั่วทั้งโลกร่วมกันผลิต โดยระบบการแบ่งงานทางสากลที่ละเอียดยิบย่อย แต่ระบอบกรรมสิทธิ์และผลประโยชน์กลับตกเป็นของนายทุนจำนวนน้อยมาก

โดยธาตุแท้แล้ว ระบอบทุนนิยมเป็น ระบอบที่ไม่มีหัวใจ เพราะมุ่งถือเอากำไรและประโยชน์สูงสุดของนายทุนจำนวนน้อยเป็นหลัก เรื่องอื่นๆ แม้แต่ แนวคิดเรื่องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (stake holders) แนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ (corporate social responsibility : CSR) แนวคิดการลงทุนเพื่อสังคม (socially responsible investment : SRI) การจ้างงาน ภาษีของรัฐ สังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ล้วนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อยู่หลังกำไรและประโยชน์สูงสุดของนายทุนจำนวนน้อยทั้งสิ้น

เป็นไปได้ ที่นายทุนบางคนอาจมีเมตตาและกรุณาต่อคนงาน ผู้บริโภค รัฐหรือสังคมมากกว่านายทุน คนอื่นๆ แต่นั่นเท่ากับว่า เขาต้องยอมลด กำไรและความสามารถในการแข่งขัน ของเขาลงไป ซึ่งแม้ทำได้ ก็เป็นเรื่อง ที่มีเงื่อนไขและชั่วคราว ไม่อาจยั่งยืนได้

ดังนี้ การวาดหวัง "เนื้อจากปากเสือ" เป็นเรื่องยากฉันใด การวาดหวัง"หัวใจ" หรือ "น้ำใจ" จากระบอบทุนนิยม ก็เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าฉันนั้น

 

  • ในยุคสมัยที่ระบบทุนยังสามารถแสวงหา "ความมั่งคั่งใหม่" อาทิเช่น การเปิดประตูดินแดนใหม่อันป่าเถื่อน การปฏิรูปทางเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการ มาชดเชย การลดน้อยถอยลงลงของอัตรากำไรรวม ของระบบ และผลักเลื่อน ระยะเวลาแห่งการผลิตล้นเกิน ออกไป  ในยุคสมัยที่เป็นปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ เป็นการยากยิ่งที่ปวงชนจะเข้าใจธาตุแท้ของระบบทุนอย่างลึกซึ้ง  เนื่องจากบรรยากาศทั่วไปในส่วนต่างๆ ของโลก ล้วนปกคลุมไปด้วยความเพ้อฝันใน "สรวงสวรรค์บริโภคนิยม" ของปวงชน  ผู้คนทั่วโลกยังคงเมามันอยู่กับการจับจ่ายซื้อหาบริโภคผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พรั่งพรูออกสู่ตลาดแทบทุกวินาที  ด้วยกำลังซื้อเม็ดเงินเทียมที่ระบบทุนจัดหาให้ได้ตะกายฝันกันดังใจนึก
  • ในยุคสมัยปฏิกิริยาของโลกเช่นนี้ แน่นอนว่าผู้คนที่มองเห็นธาตุแท้อันเน่าเฟะและไร้อนาคตของระบบทุน หรือที่เรียกกันให้น่ารังเกียจน้อยลงว่า "ระบบเศรษฐกิจการตลาด" นี้ย่อมยังมีน้อยนัก  ทางสายใหญ่ที่ครึกครื้นเต็มไปด้วยสีสัน  ทั้งยังได้รับการรับรองต้อนรับด้วยเกียรติยศจากบรรดา "นักบวชแห่งระบบทุน" ย่อมคับคั่งไปด้วยผู้คน  ซึ่งเพลิดเพลินระเริงใจอย่างสุดเหวี่ยงใน "เกมปีนป่ายบันไดทุน
  • ภายใต้บรรยากาศคลุ้มคลั่งเมามันใน ความจำเริญทางเศรษฐกิจ และ ความสำเร็จส่วนบุคคล  ผู้ที่เตือนภัยถึงเส้นทางหายนะของระบบทุนย่อมได้รับแต่ความเกลียดชังและโดดเดี่ยว  เช่นเดียวกับผู้ที่อ้อนวอนขอความเป็นธรรมในการแบ่งปันและโลกที่เท่าเทียมย่อมได้รับแต่การถากถางดูแคลน  ฝูงชนบ้าคลั่งผู้เสพย์ติดระบบทุนย่อมจะชิงชังและบดขยี้ทุกคนที่พยายามกระชากเขาให้ตื่นจากฝันหวานซ่อนพิษ 
  • ตราบเมื่อโลกผ่านเข้าสู่ช่วงสุดขีดของความโลภโมโทสันในทศวรรษต่อไป (หลังจากชะลอความฮึกเหิมลงบ้างในช่วงปลายทศวรรษนี้)  ทุกองค์กรทุน ทุกชนชาติ ทุกปัจเจกบุคคลจะปลุกปั่นซึ่งกันและกันสร้างความเชื่อมั่น ความบ้าคลั่ง และความเพ้อฝันในความมั่งคั่งที่ไม่รู้จบ  โลกของทุนจะพุ่งโถมเข้าสู่ระยะแห่งการกัดกินตนเองอีกครั้งที่มีขนาดใหญ่กว่าวิกฤติ 1929 ร้อยเท่าพันทวี  แล้วนาฏกรรมเก่าๆ "โศกนาฏกรรมของหมู่มวลมนุษยชาติ" ก็จะหวนกลับมาเปิดแสดงบนทะเลเลือดเนื้อและกองเถ้าถ่าน 
  • การตื่นจากความมัวเมาในการเสพย์ติดระบบทุนช่างมีราคาค่าตอบแทนสูงเสียนี่กระไร

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้