เหตุเกิดที่ พคท. (2553)
ในยุคที่สงครามอุดมการณ์กำลังวางวาย เพราะโลกยุคโลกาภิวัตน์ และสังคมไทยกำลังแสวงหาเส้นทางใหม่ สำหรับระบอบการเมืองที่เหมาะสม ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เมื่อได้เกิดวาทะกรรมระหว่าง กลุ่มคนที่อ้างตัวเป็น ” คณะกรรมการบริหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”(พคท.) ชุดใหม่ล่าสุด กับ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคฯชุดสมัชชาที่ 4 ซึ่งแสดงจุดยืนทางอุดมการณ์ ยุทธศาสตร์ และการนำอย่างชัดเจน
วาทะกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่กระแสตื่นตัวของการเมืองแบบมวลชน ได้คึกคักขึ้นในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้แกนนำของพคท.ที่แสดงบทบาทยิวเร่ร่อนที่ไม่ยอมชำระบาป นานเกือบ 3 ทศวรรษ หลังจากความพ่ายแพ้ของพรรคฯ ลุกขึ้นมาแสดงบทบาทเอาการเอางานครั้งใหม่ อย่างไม่ยอมชำระหนี้สินเก่าที่คั่งค้าง
(ได้แก่ ความผิดพลาด 3 ประการทางทฤษฎี ยุทธศาสตร์ และการนำ) โดยหวังว่ากลุ่มตนจะไม่เป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์
วาทะกรรมเรื่องชิงอำนาจการนำในพคท. และการแสดงท่าทีของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย แม้จะเกิดจากตะกอนที่ตกค้างมาจากอดีต แต่ก็ไม่อาจจะถืออย่างดูเบาว่า เป็นแค่ ” ฝันละเมอของคนหลงยุค ” เพราะโครงสร้างและเครือข่ายการจัดตั้งของพคท. ที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังสามารถรื้อฟื้นและส่งผลต่ออนาคต ของการต่อสู้ของผู้รักความเป็นธรรม และต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ดีกว่าได้อีก
ดังนั้น จึงเป็นภารกิจของผู้เขียนที่จะต้องทำการวิเคราะห์ให้เห็นสาระ และประเด็นของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผู้เขียน ขอยืนยันและย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆทั้งในทางส่วนตัว กับ วิชัย ชูธรรม ที่ถูกอ้างว่า เป็นเลขาธิการพรรคฯคนใหม่ และไม่ได้สังกัดหรืออยู่ใต้จัดตั้งของพคท.สายใด ๆ เลย (แล้วก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง กับเสียงวิจารณ์ที่ผ่านมากับข้อเขียนเดิม ๆ ที่ว่า”ไม่ใช่คนของพรรค”)
แต่เป็นผู้ที่มุ่งมั่นศึกษาลัทธิมาร์กซ-เลนิน-ความคิดเหมา เจ๋อ ตง มายาวนานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ (อ่านข้อเขียนของมาร์กซ-เองเกลส์-เลนิน และนักคิดลัทธิมาร์กซอื่นๆ เกือบทุกเล่ม รวมทั้งสรรนิพนธ์เหมา ทั้ง 8 เล่ม จนจบมาแล้วหลายเที่ยว) ไม่น้อยไปกว่าสมาชิกคนใดในกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็น”คณะกรรมการบริหารกลาง”ของ พคท.ชุดนี้หรือชุดไหน ๆ
จากเอกสารพื้นฐานเรื่อง คำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครบรอบ 67 ปี (ธันวาคม 2552) เอกสารประกอบคำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้ง พคท.ครบรอบ 67 ปี ของธง แจ่มศรี ฝ่ายหนึ่ง กับ คำชี้แจงภายใน (1 มกราคม 2553) และ แถลงการณ์เรื่องสถานการณ์และภาระหน้าที่ (1 มกราคม 2553)ของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็น คณะกรรมการบริหารกลาง อีกฝ่าย
ผู้เขียนขอวิเคราะห์สาระของจุดยืนของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายออกมาได้ใน 3 หมวดหลักคือ ทางทฤษฎี ทางยุทธศาสตร์ และ การนำ ดังตารางแยกแยะต่อไปนี้
|
|
คณะกรรมการบริหารกลาง
|
ธง แจ่มศรี |
|
ทฤษฎี |
- ทุนนิยมกำลังเสื่อมทรามลงและมีจุดอ่อน ทำให้ไม่ใช่ทางออกสำหรับชาติกำลังพัฒนา รวมทั้งสังคมไทย ในขณะที่สังคมนิยมที่ประสานกับลักษณะพิเศษของแต่ละสังคมคือทางออกที่แท้จริง
-ชูคำขวัญยกระดับการศึกษาลัทธิมาร์กซ แต่กลับละทิ้งหลักการของลัทธิมาร์กซ หันไปหยิบยืมหลักการอื่นมาผสมผสานเพื่อชี้นำแล้วอ้างว่าเป็นลัทธิมาร์กซ
- เลือกใช้ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดตนเอง ไม่เน้นท่าทีแบบวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มต้นจากความเป็นจริง และเปิดใจกว้าง
|
|
|
ยุทธศาสตร์
|
-ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณและพวกที่ฉ้อโกง และทำตัวเป็นเผด็จการใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย จึงต้องหาทางจับมือกับกลุ่มทุนผูกขาด ที่มีคุณธรรมมากกว่าโค่นกลุ่มนี้ก่อน |
- ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ที่กลายเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรใหญ่ที่สุดของประเทศ |
|
การนำ |
- อ้างความชอบธรรมจากการดำรงอยู่ของคณะกรรมการบริหารกลางจากสมัชชาที่ 4 ของพรรคเพื่อยืนยันความชอบธรรม |
- องค์กรนำได้สิ้นสภาพไปแล้วในทางพฤตินัยและนิตินัย |
หากใช้มุมมองของนักลัทธิมาร์กซ เพื่อพิจารณาฐานะและความถูกต้องของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ต้องขอย้อนกลับไปพิจารณาถึง รากฐานของลัทธิมาร์กซที่แท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 เรื่อง เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์สังคมและชนชั้น คือ
1.ทฤษฎีปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์
2.ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีองค์ประกอบโครงสร้างส่วนล่างคือพลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต(เศรษฐกิจ)เชื่อมโยงกับโครงสร้างส่วนบน ที่สร้างรูปการจิตสำนึกให้กับสมาชิกในสังคม(การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม)
3.ทฤษฎีสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ ภายใต้กรอบที่มองผ่านทางการปะทะกันระหว่างชนชั้น ดังคำนำใน คำประกาศชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ว่า "ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น"
นับแต่ถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ลัทธิมาร์กซ์ได้รับการยึดถือ แปลความและวิพากษ์วิจารณ์ จากบรรดานักวิชาการ นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาล องค์กรต่างๆทั่วโลก รวมทั้งนำไปใช้เป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มบุคคล 3 กลุ่มใหญ่ คือ
กลุ่มแรก คือ กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในลัทธิมาร์กซ์แบบดั้งเดิม และนำลัทธิมาร์กซ์ ไปประยุกต์ใช้ โดยเน้นถึงความถูกต้อง ตรงตามทฤษฎีอย่างเคร่งครัด
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่เห็นว่า ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์กซ์ ไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันแล้ว แต่ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์ืกซ์ ยังคงถูกต้องและสามารถใช้ได้ จึงนำเอาเฉพาะส่วนที่ยังใช้ได้ ไปประยุกต์ใช้ตามมุมมองของกลุ่มตน
กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มคนที่ไม่ได้เชื่อถือในทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ แต่นำเฉพาะแนวคิดหรือข้อเขียนบางส่วนที่ตรงกับแนวคิดของตน มาใช้อ้างอิง ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง หรืออื่น ๆ
เนื่องจากพัฒนาการของสังคมนิยมในโลกนี้ เกิดขึ้นมากมายจนกระทั่งกลายเป็น ความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม แต่ลัทธิมาร์กซ ก็รักษาความแตกต่างจากสังคมนิยมอื่น ๆ ชัดเจน นั่นคือ ดำรงฐานะการเป็นแนวคิดสังคมนิยมจากล่างสู่บน ที่ตรงกันข้ามกับ สองแนวทางสังคมนิยมจากบนสู่ล่าง (อันประกอบด้วย สังคมนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยมโดยรัฐแบบสตาลิน สังคมนิยมแบบคัสโตร ฯ)
สำหรับนักลัทธิมาร์กซ หลักการที่ยึดถือมานับแต่แรกใน แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์ คือ การยืนยันว่าเป้าหมายแรกของการปฏิวัติก็คือ “การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตย” ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อ จะขยายเงื่อนไขให้กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เข้าร่วมการปฏิวัติ ให้ปรับตัวเหมาะสมกับสภาพทางการเมือง
ผ่านจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อต่อต้านกับเผด็จการของผู้มีการศึกษา ที่ลอยตัวเหนือมวลชน, เผด็จการทุกรูปแบบที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องประชาชน, ลัทธิชนชั้นนำปฏิวัติ, เผด็จการอำนาจนิยมในนามของคอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่พวกทุนเสรีนิยม
จากพื้นฐานข้างต้น สามารถวิเคราะห์วาทะกรรมของคู่กรณีในพคท.ได้ชัดเจนมากขึ้น
สำหรับธง แจ่มศรีนั้น หากไม่นับความบกพร่องของ รายละเอียดด้านเวลาที่เป็นข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ อันเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทรัพย์สินรวม 1.19 ล้านล้านบาท เปลี่ยนแปลงในปีเดียว ซึ่งความเป็นจริง ใช้เวลามากกว่านั้น แต่ยอดรวมทรัพย์สินผู้เขียนเห็นตรงกัน)
ก็ถือได้ว่า เขายังคงยึดกุมทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน ในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยออกมาอย่างแม่นยำและชัดเจน และชี้ให้เห็นการจำแนกมิตร จำแนกศัตรูอย่างถูกต้อง สมกับที่เป็นนักปฏิวัติลัทธิมาร์กซมายาวนาน
ไม่เพียงเท่านั้น การยอมรับว่า สังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมเต็มตัว ในด้านเศรษฐกิจอันเป็นโครงสร้างส่วนล่าง แต่ภาคการเมือง การปกครอง วัฒนธรรมและความคิดของผู้คนในสังคม ยังไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ ครอบงำบงการอยู่มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
(โดยอ้างถึงงานศึกษาของทรงชัย ณ ยะลาเมื่อปี 2524 และ ฝ่ายวิชาการหน่วย 81 ของพรรคฯได้ยอมรับข้อบกพร่องนี้ไปแล้ว) ทำให้ขั้นตอนของการปฏิวัติสังคมไทยปัจจุบันเป็น การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ที่มีกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐเป็นเป้าหมายหลัก เพราะกลุ่มนี้มีอำนาจเหนือกลุ่มทุนผูกขาดอื่น ๆ
ถือได้ว่า นอกจากเป็นการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบลัทธิมาร์กซแล้ว ยังเป็นการวิพากษ์ตนเอง และ ชำระสะสางความผิดพลาดทางทฤษฎี ที่ดำรงยาวนานอย่างเป็นทางการของธง แจ่มศรี ทำให้เห็นได้ชัดว่า ได้ก้าวข้ามปัญหาตกค้างทางทฤษฎีและยุทธศาสตร์ในอดีตมาแล้วเต็มตัว
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็นคณะกรรมการบริหารกลาง ของ พคท. กลับแสดงให้เห็นถึง ข้อบกพร่องในทุกระดับออกมาอย่างชัดเจน ทั้งหลักทฤษฎี ยุทธศาสตร์ การนำ และ การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ แถมยังแสดงออกชัดว่า พวกเขาเปลี่ยนสีแปรธาตุ ละทิ้งและปฏิเสธหลักการพื้นฐานของลัทธิมาร์กซอย่างสิ้นเชิง
แล้วหยิบยืมหรือลอกเลียนแนวทางลัทธิแก้ รวมทั้ง นักสังคมนิยมเพ้อฝันแบบลัทธิปรูดองมาใช้อย่างไร้ยางอาย ซึ่งหากเป็นไปเช่นนี้ ก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์”หนี้เก่าไม่สะสาง แล้วยังเริ่มสร้างหนี้ใหม่” ขึ้นได้ง่ายดาย
เริ่มตั้งแต่ในทางทฤษฎี การประเมินสถานการณ์ทางสากล ที่มีข้อสรุปหยาบ ๆ ว่า วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมืองของโลกอย่างขนานใหญ่ ศูนย์กลางการเงินโลกเคลื่อนออกจากสหรัฐฯและตะวันตก มาสู่ตะวันออกที่มีจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลาง
ในทางทหารสหรัฐฯสูญเสียอำนาจนำแบบมหาอำนาจเดี่ยวเบ็ดเสร็จในโลก และทุนนิยม ไม่อาจเป็นความหวังและทางออกของโลก และชาติกำลังพัฒนาทั้งหลายอีก ในขณะที่สังคมนิยมอย่างจีน คิวบา เวียดนามและลาว กลับมีอนาคตสดใสตามลำดับ ล้วนเป็นการวิเคราะห์อย่างอัตวิสัยและผิดพลาด
ในทางเศรษฐกิจ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯมีรากฐานที่แท้จริงจากความผิดพลาดของธนาคารกลาง หรือ เฟดเดอรัล รีเสิร์ฟ ในการมุ่งกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดดินนานเกินไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ มิให้ทรุดหนักลง ระหว่างที่เตรียมทำสงครามอิรัคเพื่อยึดแหล่งพลังงานปิโตรเลียม
และหวังจะกดค่าดอลลาร์ให้ตกต่ำ เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังของตนเอง เปิดช่องให้กลุ่มทุนเก็งกำไร ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ นำไปหมุนเก็งกำไรเป็นลูกโซ่ในตลาดต่างๆยาวนานนับ 10 ปี (นับแต่ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดอนุพันธ์ทางการเงิน แล้วมาจบลงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์)
จนเกิดฟองสบู่แตกที่ลุกลามไปทั่วโลก แต่วิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้โครงสร้างทุนนิยมโลกเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐาน เนื่องจากชาติต่างๆที่เรียกว่ากลุ่ม จี-20 ทุ่มทุนเข้าช่วยโอบอุ้มทุนนิยมสหรัฐฯ ให้อยู่รอดและเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ
โดยเข้าช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันจำนวนมหาศาล (บทวิเคราะห์ที่แหลมคมที่สุดในกรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นของ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นักคิดระบบโลก หาอ่านได้จาก บรรณานุกรมท้ายข้อเขียนนี้)
โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นชาติสังคมนิยมที่ผูกค่าเงินหยวน ติดกับค่าดอลลาร์สหรัฐฯ เหนียวแน่น ทุ่มทุนสำรองระหว่างประเทศของตนเอง เข้าโอบอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐจนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯไปแล้ว เหตุผลก็เพราะว่า จีนซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็มตัวไปแล้ว ต้องการปกป้องตลาดสินค้าของตัวเอง ให้มีกำลังซื้อต่อไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจจีนให้เติบโตต่อเนื่อง
การเข้าโอบอุ้มทุนนิยมโลกของจีน เป็นกรณีศึกษาที่ยืนยันชัดเจนว่า แม้กระทั่งชาติที่ประกาศเป็นสังคมนิยมอย่างจีน ยังมองเห็นความสำคัญ เพื่อให้ทุนนิยมโลกดำรงอยู่ต่อไป (มีข้อเท็จจริงเรื่องความสามารถบริหารทุนของรัฐบาลจีน ที่ทำให้เกิดตลาดเงินยูโรดอลลาร์ ซึ่งนักการเงินในโลกทุนนิยมทั่วโลกรู้จักกันดี แต่นักสังคมนิยมทั้งหลายกลับซื่อบื้อในข้อเท็จจริงดังกล่าว สามารถอ่านรายละเอียดได้ในบางบทของหนังสือ The Money Lenders ของ Anthony Sampson)
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า ศูนย์กลางการเงินโลกยังคงอยู่ที่สหรัฐฯ ได้แก่การที่เงินสกุลดอลลาร์ ยังคงเป็นสกุลหลักของโลกทุนนิยมต่อไป แม้จะมีความพยายามท้าทายจากรัสเซียและจีน เพื่อสร้างเงินสกุลใหม่ของโลกทดแทนดอลลาร์ แต่ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่อย่างอินเดียและบราซิล ไม่ยอมร่วมมือด้วย ทำให้บทบาทการเป็นศูนย์กลางการเงินโลก ยังอยู่ที่สหรัฐฯต่อไปอย่างน้อยใน 1 ทศวรรษข้างหน้า
ข้อสรุปของกลุ่ม”คณะกรรมการบริหารกลาง”ที่ว่า ชาติทุนนิยม ไม่อาจสร้างสังคมที่ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความเสมอภาคได้อย่างยั่งยืน สู้ชาติสังคมนิยมอย่างจีน ที่ยืนหยัดหลักการพึ่งตนเองและเป็นตัวของตัวเองทางเศรษฐกิจ ทำให้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ได้รับผลกระทบจากมรสุมเศรษฐกิจทุนนิยมโลก
ยิ่งสะท้อนให้เห็นความอ่อนด้อยทางปัญญาและการใช้อัตวิสัยอย่างมืดบอด เพราะเป็นการเจตนาที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง จากพัฒนาการทางการเมืองภายในของจีนในรอบ 30 ปีมานี้ ว่า ได้ผ่านการต่อสู้ทางแนวคิดระหว่าง ”กลุ่ม 4 คน” ที่ยืนหยัดแนวทางซ้ายจัด ” แดงก่อน เชี่ยวชาญทีหลัง ” ที่ก่อการปฏิวัติทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง
กับ แนวทาง ” เชี่ยวชาญก่อน แดงทีหลัง ” นำโดยเติ้ง เสี่ยว ผิง เจ้าของคำขวัญ”แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้” ซึ่งลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายหลัง ที่มีส่วนทำให้แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีน ยอมรับวิถีการผลิตแบบทุนนิยม เป็นรากฐานภายใต้คำขวัญ 4 ทันสมัย ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด มิใช่เป็นเพราะจีนปฏิเสธแนวทางทุนนิยมแต่อย่างใด
ยิ่งกว่านั้น การอ้างว่า คิวบา เวียดนาม และลาว มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นตามลำดับ ก็เป็นการใช้อัตวิสัยแบบเหมาเข่งอย่างขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากเวียดนามนั้น ถึงขั้นเผชิญเศรษฐกิจที่เลวร้ายมาก จนขนาดต้องลดค่าเงินด่องลง เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเป็นที่โด่งดังทั่วโลก
ส่วนคิวบานั้น หากเศรษฐกิจจะดีขึ้น ก็เป็นเพราะบังเอิญราคาน้ำตาลในตลาดโลก พุ่งกระฉูดกะทันหันเพราะผลผลิตอ้อยจากแหล่งผลิตสำคัญลดลงทั่วโลก ส่วนลาวนั้นเศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราว เพราะการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันซีเกมส์ปลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน มิได้เป็นเพราะ ความสามารถของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแต่อย่างใด
สำหรับสถานการณ์ในประเทศ กลุ่ม”คณะกรรมการบริหารกลาง” ไม่เพียงแต่ไม่วิเคราะห์สังคมอย่างจริงจังเท่านั้น พวกเขายังเลือกจะใช้ข้อมูล เพื่อหาข้อสรุปเชิงอัตวิสัยอย่างมีอคติ และบิดเบือน เพื่อที่จะแสดงถึง การละเลยและปฏิเสธ หลักการของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และกระทั่งความคิดเหมา เจ๋อ ตง ไม่สมกับที่อ้างตนเป็นนักลัทธิมาร์กซแม้แต่น้อย
แรกที่สุดที่เห็นได้คือ พวกเขาไม่ยอมกล่าวถึงกลุ่มทุนศักดินาอย่างจริงจัง นอกจากคำกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ” ชนชั้นศักดินา ก็ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบอบทุนนิยม บางกลุ่มได้พัฒนาเป็นทุนใหญ่ผูกขาด” โดยไม่ยอมก้าวล่วงไปถึง บทบาทการใช้อำนาจแบบ ” รัฐซ้อนรัฐ ” ที่เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป
(ผู้เขียน เคยกล่าวถึงเรื่องนี้โดยละเอียดพอสมควร ในข้อเขียน เอากษัตริย์คืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา 2552 มาแล้ว) จากนั้นก็ก้าวข้ามไปสู่ประเด็นอื่น ๆ โดยการกล่าวถึงโครงสร้างส่วนบนเป็นสำคัญ
การแสดงเจตนาไม่ยอมพูดถึงการดำรงอยู่ บทบาท และพัฒนาการของกลุ่มทุนศักดินาไทยอย่างจริงจัง ถือว่า ละเมิดแนวคิดพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และ เหมา เจ๋อ ตงในเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
เลนิน เขียนหนังสือเรื่อง พัฒนาการของทุนนิยมรัสเซีย พูดถึงการคลี่คลายของทุนนิยมแบบต่าง ๆ ในรัสเซีย ที่สร้างลักษณะพิเศษในการผูกขาดและขูดรีด โดยการร่วมมือของอำนาจรัฐในฐานะโครงสร้างส่วนบน และ
What is to be done โดยมีข้อความบางส่วน ระบุถึง บทบาทที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรมขององค์กรปฏิวัติโดย”คนงาน-นักปฏิวัติ”ที่เป็นประชาธิปไตยกับองค์กร”สมรู้ร่วมคิด”ของแกนนำที่ปิดลับและปฏิเสธฐานะในการเข้าร่วมของมวลชน
ส่วนในสรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตง 8 เล่ม ซึ่งเป็นงานนิพนธ์ที่สะท้อนถึง ความเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ของเหมา ผ่านการกลั่นกรองจากความคิด และประสบการณ์รูปธรรมของการปฏิวัติ นับตั้งแต่ วิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นในสังคมจีน และ รายงานการสำรวจการเคลื่อนไหวของชาวนาในมณฑลหูหนาน
ซึ่งได้วิเคราะห์ให้เห็นฐานะและลักษณะของชนชั้นต่าง ๆ ของสังคมจีนในขณะนั้น แล้วกล่าวถึง บทบาทและฐานะของชาวนาในสังคมจีน รวมถึงความสำคัญของปัญหาชาวนาในประเทศจีน ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง วิเคราะห์การสะสมกำลังและใช้กลยุทธ์ ‘ชนบทล้อมเมือง’ ของกองทัพแดงครั้งเริ่มตั้งฐานที่มั่น ณ จิ่งกังซัน
ปัญหาทางยุทธศาสตร์ของสงครามปฏิวัติของจีน เขียนเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1936 กล่าวถึงปัญหา ทางยุทธศาสตร์ และสงครามการปฏิวัติของจีน ว่าด้วยการปฏิบัติ เสนอว่า การรับรู้ของคนเรา ต้องมาจากการปฏิบัติที่เป็นจริง ว่าด้วยความขัดแย้ง ขยายความปรัชญาวิภาษวิธีวัตถุนิยมของลัทธิมาร์กซ์ กล่าวคือ
การมองสรรพสิ่งมีสองด้านเสมอ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนา ไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้สมาชิกพรรคฯ ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงมวลชนที่ก้าวหน้า ได้เข้าถึงแนวคิดที่สำคัญจากลัทธิมาร์กซ์ และ ปัญหาการจัดการความขัดแย้งภายในประชาชนอย่างถูกต้อง เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ความขัดแย้งภายในหมู่ประชาชนจีน ภายใต้ระบอบสังคมนิยม
ตลอดจนเสนอท่าที และวิธีการจัดการกับปัญหาที่ถูกต้อง โดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงธาตุแท้ของความขัดแย้ง 2 ชนิด คือ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับศัตรูของประชาชน และความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเอง
การที่”คณะกรรมการบริหารกลาง” ปฏิเสธข้อเขียนของเลนิน และ เหมาฯ แต่กลับมีท่าทีเร่งเสนอ ทฤษฎีการปฏิวัติไทยรอบใหม่อย่างลนลาน ก็เท่ากับว่า พวกเขา มีฐานะเป็นแค่กากเดนของลัทธิมาร์กซ-เลนิน-และเหมา
ยิ่งการที่ระบุถึง”ชนชั้นพื้นฐานในเมืองและชนบท” ของสังคมไทยขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย โดยไม่ให้คำนิยามที่ชัดเจนนั้น ก็ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามมากขึ้นว่า พวกเขาประดิษฐ์ชนชั้นใหม่นี้ ขึ้นมาจากฐานข้อมูลอะไร ? และอย่างไร ?
นอกจากนั้น แม้”คณะกรรมการบริหารกลาง”จะยอมรับว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง ที่เคยร่วมกับรัฐบาลทักษิณมาก่อน และส่วนใหญ่ก็มีประวัติการคอรัปชั่นโกงกินในระดับต่าง ๆ กัน ไม่อาจเป็นผู้นำการแก้โครงสร้างอันเน่าเฟะของสังคม และแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนอย่างถึงที่สุดได้
อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนรัฐบาลผสม ก็มีนโยบายอนุรักษ์นิยม เป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เชิดชูสถาบัน และเอื้อประโยชน์ทุนผูกขาดใหญ่ต่างชาติ แต่กลับมีท่าทีผ่อนปรนและชื่นชม เมื่อกล่าวถึงพรรคนี้อย่างชัดเจน ด้วยการกล่าวว่า
” ในปัจจุบันเป็นที่น่าสนใจว่า ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีส่วนประกอบที่หลากหลายมากขึ้น ” และ “นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหลายคน และคนอื่น ๆที่ล้อมรอบช่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงจากประเทศทุนนิยม มีความคิดไปทางแนวเสรีนิยมของทุนนิยมเสรี ”
ซึ่งทำให้พวกเขามองเห็นว่า การทำงานของรัฐบาลนี้ เป็นไปในทางบวก
”…เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว การส่งออกกระเตื้องขึ้น คนว่างงานลดเหลือ 4แสนกว่าคน การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นบวก ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐบาลในระดับที่ต่างๆกัน ซึ่งในด้านนี้ ประชาชนยังต้องช่วงชิงและผลักดันให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น...”
ปัญหาหลักของสังคมไทยในสายตาของ”คณะกรรมการบริหารกลาง” จึงขมวดปมอยู่ที่เรื่องของ กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณที่พวกเขาเห็นว่า ” เผยโฉมหน้าของการเป็นเผด็จการทางการเมือง ภายใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย” และได้โกงกินบ้านเมือง
จนกระทั่งถูก ”การเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย”หลุดจากอำนาจ และได้พยายามกลับคืนมาอีกครั้งในทุกรูปแบบ โดยใช้กลุ่มนอมินีและ”ม็อบเสื้อแดง”เป็นเครื่องมือ
การพูดถึงพฤติกรรมที่เลวร้ายของทักษิณ และพวกที่”ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ซื้อนักการเมือง และพรรคการเมือง “ ถือเป็นการใช้ข้อมูลฝ่ายเดียวอย่างบิดเบือน เพราะโดยข้อเท็จจริง การซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นวัฒนธรรมปกติ ของการเลือกตั้งของไทยมายาวนาน และทุกพรรคก็กระทำ เพียงแต่ใครจะกระทำได้แนบเนียนมากกว่ากันเท่านั้น
ตัวอย่าง นายบุญมาก สิรินวกุล แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซื้อเสียงที่ราชบุรีและถูกเว้นวรรคทางการเมือง พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ถูกเว้นวรรคทางการเมือง เพราะปกปิดทรัพย์สินที่ฉ้อฉล
ตัวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ” ปล้น สปก.4-01” เห็นกันทนโท่ และล่าสุด การฉ้อฉลของคนพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้หลายโครงการ ก็สะท้อนข้อเท็จจริงได้ดี
การกล่าวถึง ”ม็อบเสื้อแดง” ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงการสร้างความเสียหายต่อประเทศ ด้วยท่าทีติดลบรุนแรง ช่างตรงกันข้ามกับ ท่าทีที่พวก”คณะกรรมการบริหารกลาง” มีต่อพฤติกรรมของคนกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่า” ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยที่ต่อต้านทักษิณ”
อันหมายถึงคนเสื้อเหลือง(ที่แกนนำบางคนใน “คณะกรรมการบริหารกลาง”เข้าไปมีบทบาทโดยตรงอย่างเอาการเอางาน) ที่ปิดล้อมและยึดทำเนียบรัฐบาลยาวนาน ปิดล้อมสนามบิน ปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล และก่อความรุนแรงต่างๆนานา สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาท กลับมีเจตนาไม่กล่าวขวัญถึงแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่การเลือกใช้ข้อมูลอย่างเจตนาบิดเบือนเท่านั้น หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไป จะพบท่าทีของนักฉวยโอกาส ที่อาศัยความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม มาเป็นเกราะกำบังความชอบธรรมของกลุ่มตน ในขณะที่ธาตุแท้นั้นได้ปฏิเสธ หลักการทุกหลักของลัทธิมาร์กซอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่นใน ข้อที่ 1) ของแถลงการณ์ “ท่าทีและภาระหน้าที่ของเรา” นั้น “คณะกรรมการบริหารกลาง” นำเสนอข้อเรียกร้องที่ผิดพลาด และเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกเขาอย่างถึงที่สุด นั่นคือ
”ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่าง ๆ… สามัคคีกับประชาชนทุกวงการ ต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม และปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิ ของประเทศชาติขึ้นมาเป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”
ท่าที “ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่าง ๆ…สามัคคีกับประชาชนทุกวงการ ต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน..”
เป็นการใช้สำนวนอำพรางเจตนาที่แท้จริงคือ การมุ่งโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณและพวก เพราะพวกเขาได้ย้ำชัดเจนว่า “ กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ล้วนกดขี่ขูดรีดประชาชน ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติทั้งสิ้น การต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ก็ล้วนเป็นผลดีต่อประชาชน
แม้แต่ในระหว่างความขัดแย้งของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดสองกลุ่ม ประชาชนเราน่าจะวางจุดหนักไว้ที่กลุ่มที่ก่อผลเสีย และเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด” ซึ่งโดยนัยหมายถึงการเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามทักษิณนั่นเอง
ท่าทีและยุทธศาสตร์เลือกข้างเช่นนี้ นอกจากเป็นการปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซ และปฏิเสธแนวคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับ ประเด็นปัญหาเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคม เพื่อวางยุทธศาสตร์การต่อสู้ และจัดการปัญหาของการปฏิวัติที่เป็นรูปธรรม อย่าง”ศึกษาเป็น ใช้เป็น”แล้ว สะท้อนให้เห็นความอ่อนด้อยและความผิดเพี้ยนทางปัญญามากขึ้น
สำหรับมาร์กซ (ดูรายละเอียดได้จากข้อเขียนเรื่อง ความอับจนของปรัชญา หรือ The Poverty of Philosophy) การแข่งขันทางธุรกิจทุกชนิดในระบบทุนนิยม ล้วนเป็นไปเพื่อแสวงหากำไร แต่การผูกขาด (ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ภายในความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม) คือความพยายามจะแสวงหากำไรเกินระดับปกติ จากการขูดรีดส่วนเกินของแรงงาน โดยผ่านความฉ้อฉลของการใช้อำนาจรัฐ
มาร์กซ ถือว่า การผูกขาดและการแข่งขันในระหว่างกลุ่มทุนด้วยกันเอง ได้ต่อสู้กันอย่างเป็นไปตามหลักวิภาษวิธีในสังคมทุนนิยม (นอกเหนือจากการต่อสู้ระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ) และมีส่วนทำให้ทุนนิยมพัฒนาไปข้างหน้า จนถึงระดับทำลายตัวเอง
ดังนั้น การดำรงอยู่ของกลุ่มทุนผูกขาดใหญ่ทุกชนิด จึงเป็นการกระทำที่ฉ้อฉลทั้งสิ้น การพยายามสร้างเกราะกำบังว่า ทุนผูกขาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง มีคุณธรรมมากกว่า เพราะฉ้อโกงน้อยกว่า และทุนกลุ่มที่มีคุณธรรมมากกว่า มีบทบาทที่เป็นอันตรายต่อสังคมและมวลชนน้อยกว่า
จึงเป็นการบิดเบือนข้อสรุปของมาร์กซที่ถือว่า ทุกผูกขาดทุกชนิดล้วนฉ้อโกง และความเป็นมิตรหรือปฏิปักษ์ทางชนชั้น ก็ไม่ได้ขึ้นกับคุณธรรมส่วนบุคคลหรือกลุ่ม แต่ขึ้นกับความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นสำคัญ
การสมคบคิดกับกลุ่มทุนผูกขาดใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อโค่นล้มอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงคุณธรรมที่เหนือกว่า เป็นท่าทีแบบอัตวิสัย ที่มิใช่หลักการของชาวลัทธิมาร์กซ หากเป็นท่าทีของลัทธิลาสซาล ที่ถูกมาร์กซ-เองเกลส์ระบุว่า เป็นพวกลัทธิแก้ (ผู้เขียนเคยกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วใน เหลือเชื่อ! ซ้ายเสื้อเหลืองไทย ฟื้นชีพลัทธิลาสซาล , 25 พฤษภาคม 2552)
แฟร์ดินันด์ ลาสซาล หนึ่งในต้นกำเนิดของแนวคิดสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี หรือสังคมนิยมจากเบื้องบน เพราะมองเห็นว่า การจัดองค์กรเคลื่อนไหวแบบล่างขึ้นบน เป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของรัฐ ซึ่งเขาถือว่า มีฐานะรัฐ ดุจดังคบไฟแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติตามหลักการของเฮเกล
(ในขณะที่มาร์กซยืนยันว่า รัฐคือรุปแบบของการกดขี่ทางชนชั้น) ได้เคยประกาศว่า“ผมจะแสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่กรรมาชีพรู้สึกว่าอำนาจเผด็จการ จะครอบงำ กรรมาชีพจะแสดงความต่อต้านโดยสัญชาติญาณในทันที
ทีนี้ เมื่อมองถึงสถาบันชั้นสูง ในฐานะผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นกลางกระฎุมพี เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นกลางกระฎุมพี ก้าวขึ้นกลายเป็นเผด็จการ มันก็จะมีแรงต่อต้าน แต่การต่อต้านนั้น จะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยความยินยอมจากสถาบันชั้นสูงนั้น ให้ถ่ายทอดอำนาจที่มีอยู่ไปสู่การเป็นสถาบันของมวลชนปฏิวัติ เมื่อนั้นแรงต่อต้านก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น”
เป้าหมายขององค์กรจัดตั้งคือ การได้รับเสียงสนับสนุนจากกษัตริย์ผ่านรัฐสภาแห่งปรัสเซีย เพื่อที่องค์กรมวลชนของเขา จะได้กลายเป็นองค์กรพันธมิตรใกล้ชิดกับรัฐของบิสมาร์ก เพื่อทำให้องค์กรมวลชนจัดตั้งของเขาเลื่อนฐานะไปใกล้ชิดกับอำนาจนำของรัฐต่อต้านทุนกระฎุมพีได้
คำประกาศดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ทฤษฎีที่เรียกเพราะพริ้งว่า ทฤษฎีสังคมร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ด้วยความช่วยเหลือของรัฐ - Productive Co-operative Societies with State-help) ถือว่า รัฐ (รวมทั้งรัฐแบบศักดินา)สามารถปกป้องกรรมกรจากการขูดรีดของนายทุนหรือนายจ้างได้ดีกว่า ตัวนายทุนหรือนายจ้างที่เป็นศัตรูโดยธรรมชาติของกรรมกร
ถูกมาร์กซวิจารณ์ว่า รัฐบาลในความคิดของลาสซาลคือ “รัฐบาลสังคมนิยมผู้จงรักภักดีแห่งปรัสเซีย” เพราะการสร้างพันธมิตรกับศักดินา เพื่อต่อสู้กับทุนกระฏุมพีเป็นการสนองตอบ ความต้องการของรัฐเยอรมนีในขณะนั้น ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ใต้อำนาจแคว้นปรัสเซียนำโดยพวกนิยมกษัตริย์ และมีโอกาสนำไปสู่รูปแบบระบอบ“สังคมนิยมภายใต้การปกครองของกษัตริย์”
ลัทธิลาสซาล ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อมา โดยนักลัทธิแก้ชื่อดังอีกคนหนึ่ง เอดูอาร์ด เบิร์นสไตน์ ไปไกลถึงขั้นระบุว่า การต่อสู้เชิงรูปธรรมของชาวสังคมประชาธิปไตย จึงไม่มีความจำเป็นต้องมุ่งยึดอำนาจรัฐ ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสร้างวิกฤตทางสังคมและการเมือง
แต่เน้นกระตุ้นการปรับปรุงเงื่อนไขคุณภาพชีวิตของ ชนชั้นกรรมกรภายใต้ระเบียบกติกาสังคมที่ดำรงอยู่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยหลักความร่วมมือกับอำนาจรัฐขณะนั้น ๆ แบบยื่นหมูยื่นแมว
แล้วสงครามระหว่างชนชั้น จะถูกแทนที่ด้วยการประนีประนอมปรองดองกัน พร้อมกับความเป็นธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชนชั้นปกครองมอบให้ จนกว่าจะถึงขั้นเปิดทางให้กับสังคมนิยมโดยปริยายในอนาคตอันยาวไกล ซึ่งท่าทีนี้ เลนินโจมตีว่าเป็นท่าทีแบบ “ไก่คุ้ยกองขยะ” ตะหาก
สังคมนิยมแบบมีกษัตริย์ของลัทธิลาสซาลนี้ มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันกับสังคมนิยมเฟเบียนของอังกฤษ ที่เพียรสร้าง “เทวะแห่งสังคมนิยม” ในกำมือของผู้เชี่ยวชาญ ที่กุมฐานะผู้ชี้ทางสว่างให้แก่ผู้คน อันแตกต่างจาก สังคมนิยมข้างถนน ที่ผ่านกระบวนการต่อสู้ทางชนชั้นจากการปฏิวัติหรือของมวลชน ซึ่งพวกเขาถือเป็นความบ้าคลั่งที่ควรหลีกเลี่ยง
ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวสังคมนิยมก็คือ ลัทธิลาสซาลและเบิร์น สไตน์นี้เอง ทำให้พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมัน อ้างถึง ”ภารกิจรูปธรรมของสังคมประชาธิปไตย” ตกอยู่ใต้ลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ ขาดความกระตือรือร้นต่อจิตใจสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ เฉยเมยต่อการลุกขึ้นสู้ของชาวคอมมูนปารีส ค.ศ. 1871
(ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซ ถือเป็นต้นแบบของชุมชนคอมมิวนิสต์มาจนถึงปัจจุบัน) และยังสนับสนุนให้พวกนิยมกษัตริย์คลั่งชาติ ส่งกองทัพไปปราบปรามคอมมูนปารีส ในฐานะพรรคการเมืองที่ว่านอนสอนง่าย ที่เป็นแค่ไม้ประดับไร้ค่าเท่านั้น
สิ่งที่เลวร้ายกว่าลัทธิลาสซาลในข้อเสนอของ ”คณะกรรมการบริหารกลาง” ก็คือว่า ในขณะที่พวกลัทธิแก้เยอรมัน สร้างสัมพันธ์กับฝ่ายนิยมกษัตริย์แบบ ”ยื่นหมูยื่นแมว” นั้น แต่ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ในไทย กลับไม่เคยบอกแม้แต่คำเดียวว่า
หากมวลชนผู้รักความยุติธรรมและประชาธิปไตยไทย เข้าร่วมมือสนับสนุนให้ทุนผูกขาดใหญ่อนุรักษ์ ช่วยโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณแล้ว จะได้อะไรตอบแทน ? หรือเป็นการร่วมมือฝ่ายเดียว ?
ท่าทีต่อไปแบบลัทธิลาสซาล เช่นนี้ ดูเหมือนจะซ้ำรอยให้เห็น ในแถลงการณ์ของ ”คณะกรรมการบริหารกลาง” ที่ระบุข้อความว่า จะต้องเข้าร่วมสนับสนุน “...ปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศชาติขึ้นมา เป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”
ซึ่งเป็นการพ่วงเอาลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ Chauvinistic Nationalism (ที่เหยียดหยามดูแคลนชาติอื่นๆ) เข้ามานำเสนอ ทั้งที่ขัดแย้งกับแนวคิดสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซในอดีต นำไปดัดแปลงเป็นลัทธิรักชาติ (Patriotism) ในขบวนการปลดปล่อยประชาชาติต่อสู้กับจักรวรรดินิยมมาแล้ว
ท้ายที่สุด การที่”คณะกรรมการบริหารกลาง”ระบุเอาไว้ ในหัวข้อท่าทีที่ 2 “ สร้างความสามัคคีในหมู่สหาย” ด้วยข้อเรียกร้องว่า
”…ความแตกต่างที่มีอยู่ในขณะนี้ สามารถแก้ไขได้ เพราะว่าเป็นความขัดแย้งภายในของประชาชน ขอแต่ให้เราหันหน้าเข้าหากัน ด้วยความจริงใจ เริ่มต้นจากความเป็นจริง ไม่อคติ ไม่ทิฐิ รับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกัน และกันสำรวจค้นคว้าความเป็นจริงด้วยท่าทีที่เป็นวิทยาศาสตร์ และทรรศนะวิภาษวิธี..”
ก็เป็นข้อเรียกร้องที่สอดคล้องกับทฤษฎี ”รู้รักสามัคคี” ที่บรรดาเครือข่ายราชสำนักพยายามเผยแพร่ เพื่อมอมเมาประชาชนให้ลืมประเด็น เรื่องความยุติธรรมทางสังคมอย่างยิ่ง โดยการปฏิเสธสาระของความเป็นปฏิปักษ์และการต่อสู้ทางชนชั้น
และยังสอดคล้องกับ แนวคิดสังคมนิยมเพ้อฝันของลัทธิปรูดอง ที่ขัดแย้งกับท่าทีให้ ” ศึกษาเพื่อยกระดับลัทธิมาร์กซ ” นเป็นถ้อยคำที่พูดให้สวยหรูอย่างสุดขั้ว
ผู้เขียนเอง เห็นด้วยกับทัศนะของ ศิวะ รณยุทธ์ ที่อยู่ในข้อเขียน สองก้าวข้าม เพื่อปฏิวัติประชาธิปไตย : ยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ยุทธวิธีที่หลากหลาย ( 29 ธันวาคม 2552) ที่วิเคราะห์ความขัดแย้งของสังคมไทยออกมาเป็น 3 ระดับ(ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครอง ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน และความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง)
และวางจุดหนักไปที่ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดสังคมไทย กับประชาชนเป็นความขัดแย้งหลัก เพื่อจะหาว่าศัตรูหลักของประชาชนไทยนั้นเป็นใคร
มิใช่มองเห็นความขัดแย้งหลักคือ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองด้วยกันเอง แล้วเสนอแนะให้ประชาชนเข้าไปสนับสนุนทุนผูกขาดศักดินา ที่มีฐานะครอบงำสังคมแบบรัฐซ้อนรัฐ อันเป็นยุทธศาสตร์ “เลือกเป้าผิด” ที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง”เสนอ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงข้อสรุปที่มีต่อ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ผู้เขียนขอยกเอาข้อความบางส่วน ในแถลงการณ์ของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ มาร์กซ-เองเกลส์ ได้วิพากษ์พวกนักลัทธิสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เพ้อฝัน ที่มุ่งสร้าง “สังคมนิยมจากเบื้องบน” และปฏิเสธ “สังคมนิยมจากเบื้องล่าง” เอาไว้ว่า
“ ผู้สร้างระบบเหล่านี้(-หมายถึงพวกสังคมนิยมเพ้อฝันอย่าง แซงต์-ซิมอง ปรูดอง ฟูริเยร์ โอเวน และคนอื่น ๆ-) แม้ได้มองเห็นความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น ได้มองเห็นบทบาทของปัจจัยทำลายในตัวสังคมที่ปกครองอยู่ แต่พวกเขามองไม่เห็น ความเป็นฝ่ายกระทำทางประวัติศาสตร์ใด ๆ ทางด้านชนชั้นกรรมาชีพ มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ ที่ชนชั้นนี้มีอยู่โดยเฉพาะ
เนื่องจากการพัฒนาของความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น มีจังหวะก้าวควบคู่กันไปกับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ฉะนั้น ผู้สร้างระบบเหล่านี้ จึงไม่อาจมองเห็นเงื่อนไขด้านวัตถุของการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไปแสวงหาวิทยาศาสตร์สังคมบางอย่าง และกฎของสังคมบางอย่างเพื่อสร้างเงื่อนไขเหล่านี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของสังคม ก็จะต้องเข้าแทนที่ โดยการเคลื่อนไหวทางประดิษฐ์คิดค้นโดยส่วนบุคคลของพวกเขา เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของ การปลดแอกก็จะต้องเข้าแทนที่โดยเงื่อนไขของการเพ้อฝัน
การจัดตั้งเป็นชนชั้นขึ้น ทีละขั้นของชนชั้นกรรมาชีพ ก็จะต้องแทนที่โดยองค์การจัดตั้งของสังคม ที่พวกเขาเป็นผู้ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ในสายตาของพวกเขาเห็นว่า ประวัติศาสตร์ของโลกในวันข้างหน้านั้น จะเป็นประวัติศาสตร์แห่งการโฆษณา และดำเนินแผนสังคมของพวกเขาให้ลุล่วงไปเท่านั้นเอง
จริงอยู่ พวกเขาก็สำนึกถึงเหมือนกันว่า แผนของพวกเขานั้นที่สำคัญคือ เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกร ซึ่งเป็นชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุด ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าชนชั้นกรรมาชีพ เป็นเพียงชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุดชนชั้นหนึ่งเท่านั้น
แต่เนื่องจากการต่อสู้ทางชนชั้น ยังไม่ขยายตัว และเนื่องจากฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงสำคัญว่า ตัวเองนั้นอยู่เหนือความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น พวกเขาต้องการจะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกทั้งปวงในสังคม รวมทั้งสมาชิกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดด้วย
ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะวิงวอนต่อสังคมทั้งสังคม โดยไม่จำแนกอยู่เสมอ และที่สำคัญก็คือ วิงวอนต่อชนชั้นปกครอง พวกเขาเข้าใจว่า ขอแต่ให้คนทั้งหลาย เข้าใจระบบของพวกเขา ก็จะยอมรับว่าระบบนี้ เป็นแผนที่ดีที่สุดของสังคมที่ดีงามที่สุด
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปฏิเสธการปฏิบัติการทางการเมืองทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการทางการปฏิวัติทั้งปวง พวกเขาหวังจะบรรลุวัตถุประสงค์ของตน โดยผ่านวิถีทางสันติ และพยายามที่จะแผ้วถางทางให้แก่คำสอนศาสนาคริสต์ เกี่ยวกับสังคมที่ใหม่ โดยผ่านการทดลองขนาดเล็กบางอย่างที่ไม่มีทางเกิดผลสำเร็จได้….”
ข้อความของมาร์กซ-เองเกลส์ที่ยกมานี้ ช่วยให้ข้อสรุปของผู้เขียนชัดเจนว่า กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็น “คณะกรรมการบริหารกลาง”นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว หาใช่นักลัทธิมาร์กซ หรือ นักสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ตามแนวทางของลัทธิมาร์กซตามที่อ้างแต่อย่างใด
ใครอยากจะเดินตามก้นบุคคลเหล่านี้ ในฐานะสาวก หรือผู้ปฏิบัติงาน อย่างเซี่อง ๆ เหมือนอย่างที่พวกเขา พยายามจะประจบเอาใจจีน (ดังเจตนาที่ปิดไม่มิดในแถลงการณ์ของพวกเขา โดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่า จีนจะพึงพอใจที่จะให้คบหาพวกเขาอยู่ต่อไปหรือไม่ ?)
ก็อาจจะพบได้ในที่สุดว่า ปลายทางของบทบาทนักลัทธิมาร์กซจอมปลอมทีดำเนินบทบาท”ไม้ประดับไร้ค่า”นั้น หากไม่ใช่ความว่างเปล่า ก็จะเป็นหายนะทางปัญญา
.................................
หมายเหตุผู้เขียน
1) ข้อเขียนนี้ อาจจะยาวไปบ้าง แต่ผู้เขียนเห็นว่า มีความจำเป็น เพราะ เทอดสยาม ชูธรรม ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต้องพูดหรือวิจารณ์ โดยไม่ต้องมีรายละเอียด
2) คำว่า กากเดนลัทธิเหมา หมายความว่า ความคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน ภายใต้บรรยากาศที่เป็นรูปธรรมของสังคมจีน เป็นสิ่งที่ชาวลัทธิมาร์กซต้องศึกษาและเคารพ เพราะมีคุณูปการอย่างมหาศาลหากศึกษาเป็น ใช้เป็น
แต่กากเดนลัทธิเหมา หมายถึง บุคคลที่ไม่เคยเข้าถึงความคิดเหมา แต่ชอบอ้างอย่างผิด ๆ ถูก ว่ าเป็นความคิดเหมา เพื่อรองรับความชอบธรรมของตนเอง ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงอาจจะเป็นพวกปฏิเสธความคิดเหมาเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น คำว่า กากเดนลัทธิมาร์กซ-เลนิน-เหมา ในบทความนี้ ก็มีความหมายทำนองเดียวกันกับหมายเหตุข้างต้น
..................
เทอดสยาม ชูธรรม
กุมภาพันธ์ 2553
ผู้ที่สนใจหารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสารต่อไปนี้
ตำนานยิวเร่ร่อน – เป็นนิทานปรัมปราของพวกตะวันตกในคัมภีร์คริสศาสนาฉบับเก่า ที่แพร่หลายไปทั่วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหาอ่านได้จากเว็บไซท์ทั่วไป หรือที่ http://www.answers.com/topic/acts-19 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนยิวคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ริมทางที่พระเยซูถูกทหารโรมัน บังคับให้แบกไม้กางเขนไปยังแดนประหาร แล้วก็กล่าวคำบริภาษพระเยซูตามกระแส ทำให้ถูกสาปจากความผิดบาปของตนเองให้ไม่รู้จักตาย แต่มีชีวิตอยู่อย่างระเหเร่ร่อนจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก
Karl Marx, Critique of the Gotha Programme 1875, http://www.marxists.org/archive/marx/works
Karl Marx, The Poverty of Philosophy http://www.marxists.org/archive/marx/works
คาร์ล มาร์กซ์ และ เฟรเดอริค เองเกิลส์ แถลงการณ์ชาวพรรคคอมมิวนิสต์, www.marxists.org/thai/archive/marx-engels
V I Lenin, The Development of Capitalism in Russia 1899 http://www.marxists.org/archive/lenin/works
V I Lenin, What Is To Be Done? Burning Questions of our Movement, 1902 http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/
เหมาเจ๋อตุง, สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง -8 เล่มชุด, ชมรมหนังสือแสงตะวัน
Eduard Bernstein, Ferdinand Lassalle as a social reformer (1893), http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works
Rosa Luxemburg, Lassalle and the Revolution, 1904 http://www.marxists.org/archive/luxemburg
Immanuel Wallerstein, The Sinking Dollar (May 15, 2009), http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein, The Politics of Economic Disaster (Feb. 15, 2009), http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein, What Was the Point of the G-20 Meeting?, April 15, 2009 http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Immanuel Wallerstein Wall Street is Really Predicated on Greed, (April 1, 2008), http://fbc.binghamton.edu/257en.htm
Eduard Bernstein, Patriotism, Militarism and Social-Democracy (1907), http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works
Anthony Sampson, The Money Lenders (1982), Viking Adult
Hal Draper, The Two Souls of Socialism (1966), http://www.marxists.org/archive/draper
David Riazanov, Lassalle and Bismarck(1928), http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928

