เมื่ออหิงสาไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

tags:

มีหลายเหตุผลที่ผมหลีกเลี่ยงการเขียนเรื่องการเมือง แต่เหตุการณ์ 7 ตุลา 51 ทำให้ผมเริ่มอดทนไม่ได้เมื่อวานหลังการปะทะที่ทำให้คนตาย 2 คนและบาดเจ็บ 400 กว่าคน

สนธิ ลิ้มทองกุลขึ้นมาปราศรัยว่า อหิงสาอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง อาจจะต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง ผมคิดว่านั่นคือการเปิดเผยตัวตนของผู้นำพันธมิตร ที่ยินยอมทำทุกอย่างเพื่อการโค่นล้มระบอบทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการและทางออกในระยะกลางถึงยาว

กลยุทธ์ของพันธมิตรในการเคลื่อนไหวคือ การใช้จิตวิทยาหมู่เรียกร้องให้มวลชนออกมาเดินถนน โดยอ้างสถาบันและเหตุผลต่างๆ ในลักษณะวาทศิลป์ เมื่อมีคนจำนวนมากก็สร้างเงื่อนไข ให้รัฐใช้ความรุนแรง เช่นการยึดสถานที่สำคัญ ปิดทางเข้าออกรัฐสภา จนกลายเป็นความรุนแรงที่กระทำโดยทั้งสองฝ่าย

ผมยังไม่เชื่อว่าตำรวจใช้อาวุธสงคราม แต่ฝ่ายพันธมิตรเอง โดยเฉพาะการ์ดที่นิยมความรุนแรงเป็นพื้นฐาน กลับใช้ทั้งหอก (ด้ามธงเหลาแหลม) ปืน ไปจนถึงระเบิดปิงปอง นี่เป็นการประกาศสงครามกลางเมืองต่อรัฐที่ถูกข้อจำกัดทางกฎหมายบีบ ให้ต้องตอบโต้ ผลก็คือ อาวุธร้ายแรงของพันธมิตร น่าจะเป็นตัวการหลักที่ทำให้พันธมิตรเอง ได้รับบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านความไม่ชอบธรรม เป็นสิ่งน่ายกย่อง แต่การใช้ชีวิตคนเป็นเดิมพัน และการเดินหน้าโดยไม่มีจุดหมายที่แน่ชัด ในทางสร้างสรรค์เป็นสิ่งน่ารังเกียจ ยิ่งประกอบกับการใช้สื่อและข้อมูลที่บิดเบือน ปลุกปั่นผู้คนในระยะยาวจนกลาย เป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์ ยิ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมสมัยใหม่ที่ต้องก้าวไปสู่ความโปร่งใสและเป็นกลางด้านข้อมูล

การปฏิเสธกฏกติกาโดยอ้างว่า กฏเดิมถูกครอบงำและบิดเบือน ไม่สามารถนำไปสู่การสร้างกฏใหม่โดยปราศจากการนองเลือด ความเป็นไปได้ในการสร้างกฏใหม่นั้นริบหรี่ถ้าพันธมิตรเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากฏใหม่นั้นคืออะไร

และที่สำคัญที่สุด ความจริงใจในการเคลื่อนไหวยังเป็นที่น่าสงสัย ผมยังไม่เห็นเหตุผลว่า ทำไมคนไม่กี่คนถึงต้องพยายามล้มล้างคนคนหนึ่งมาก เสียจนยอมทำทุกอย่าง นอกเสียจากเขามีผลประโยชน์แอบแฝง หรือไม่ก็เป็นพระที่คลั่งธรรมะและศีลธรรม จนเท้าไม่ติดดินซึ่งเป็นความจริงของชีวิตและสังคม

ความหน้าด้านน่าอายของรัฐบาล ยังคงเป็นวิกฤติที่ควรแก้ไข แต่แนวทางนั้น ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการก้าวเดินไปข้างหน้าสู่สังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่ถอยหลังและปฏิเสธโลก ตอนนี้คนชนบทอาจไม่มีความรู้และข้อมูลเพียงพอ ที่จะเลือกผู้แทนที่มีคุณภาพ แต่นั่นเป็นความผิดหรือที่เขาจนและขาดโอกาส เป็นความผิดของเขาเท่านั้นหรือ ที่เขาไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่เกื้อหนุนให้เขาสามารถคิดอย่างกว้างขวางรอบด้านและคิดไกล

ของทุกอย่างมีธรรมชาติและที่มาที่ไป การปฏิเสธเสียงของคนจนคือ การปฏิเสธคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ที่อยู่ในสังคมร่วมกัน ชนชั้นนำแทนที่จะรักษาอำนาจไว้กับตัว ด้วยความเชื่อว่าตนเองรู้ดีกว่า ทำไมไม่หาทางทำให้ชาวชนบทออกเสียงได้อย่างมีคุณค่า และมีระบบป้องกันไม่ให้คนเลวเข้ามามีอำนาจเบ็ดเสร็จ รวมทั้งการตรวจสอบที่ครบถ้วนเข้มข้น

หรือท้ายที่สุดคนชั้นกลางนี่แหละที่เห็นแก่ตัว เพราะพวกเขาต่างก็ต้องการ รักษาสถานะของตนเองโดยการเรียกร้องให้ตนเท่านั้น ที่มีอำนาจการตัดสินใจ

ที่มา - บลอกชิตพงษ์ กิตตินราดร

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้