รายงานผลการเสวนาวิชาการ ชำแหละคำวินิจฉัย ศาล รธน.คือดอกผลของตุลาการพิทักษ์รัฐประหาร
วันที่ 21 ก.ค. 2555 ร้านหนังสือ Book Re:public จ.เชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "จากตุลาการภิวัฒน์ สู่ ตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ (รัฐประหาร)" โดยมีวิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย
อ.พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีต สสร. 2540 ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ และ ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้าน Book Re:public เป็นผู้ดำเนินรายการ
ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี กล่าวนำการเสวนาว่า หัวข้อนี้เป็นสิ่งที่สนใจอย่างยิ่ง บทบาทของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ทำนบแห่งความอดทนของประชาชนที่มีต่อสถาบันตุลาการพังทลายลง ไม่ว่าจะเป็นการรับคำร้องของตัวแทนสว. สส. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291
การมีคำสั่งระงับยับยั้งการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ตลอดจนการมีคำวินิจฉัยให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา หรือหากจะแก้ทั้งฉบับ ก็ให้ลงประชามติ ทั้งหมดนำมาสู่คำถามว่าด้วยขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ความจำเป็นในการมีอยู่ และอำนาจอธิปไตยยังเป็นของปวงชนชาวไทยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นความคับข้องใจของยุคสมัยที่ต้องการคำตอบและทางออกอย่างเร่งด่วน
"เหตุที่เรียกว่าเป็นฟางเส้นสุดท้าย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญได้แสดงบทบาทที่อาจจะเรียกได้ว่า ไม่ใช่บทบาทในการผดุงความยุติธรรม หรือพิทักษ์ประชาธิปไตย หากแต่เป็นบทบาททางการเมืองที่อาจทำให้เกิดความกังขาอย่างถ้วนทั่ว
ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีอายุไม่นานนัก แต่เป็นศาลรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ต้องเผชิญแรงต่อต้านภายในตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่า ศาล รธน.เป็นอำนาจที่ 4 ของสถาบันหลักในสังคมไทยหรือไม่ทางบุ๊ครีพับลิก จึงจัดเวทีนี้ขึ้นมาเพื่อจะช่วยชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่มากก็น้อย"
เชื่อศาลเตรียมการ ล้มล้างบรรทัดฐานศาล รธน.ชุดก่อน
(ภาพ อจ.พนัส ทัศนียานนท์ )
อ.พนัส ทัศนียานนท์ กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใจเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่มีมูลเหตุทางการเมืองและเตรียมการมาแล้วตั้งแต่ต้น เห็นได้จากการรับคำร้องไว้พิจารณา ทั้งที่ไม่เข้าตามมาตรา 68 ว่าการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 จะเข้าข่ายการล้มล้างระบอบการปกครองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยปกติศาลยุติธรรมของไทย จะยืดถือบรรทัดฐานที่ศาลได้พิพากษาหรือวินิจฉัยคดีไว้ กรณีนี้มีบรรทัดฐานของศาลรธน.ชุดก่อนไว้ชัดเจน ตอนนั้นได้มีคำร้องต่อศาลรธน.ต่อกรณีที่มีการเสนอให้มีนายกรัฐมนตรีโดยอาศัยมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกว่านายกพระราชทาน ซึ่งมีหัวหน้าพรรคท่านหนึ่งออกมาเสนอเรื่องนี้ ก็มีผู้ไปร้องต่อศาล รธน.ในขณะนั้นว่า ข้อเสนอนี้เป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง
สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็ยกคำร้องนี้ เพราะวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 63 ของรธน.2540 และมาตรานี้เป็นต้นกำเนิดนำมาสู่มาตรา 68 ของรธน.2550 ต่างตรงที่ รธน.2550 ได้ทำให้ร้องเรียนต่อศาลรธน.ทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ทราบเรื่องก็ร้องได้ ขณะที่รธน.2540 ซึ่งตนได้ร่วมร่างในฐานะสสร. จะใช้คำว่า "รู้เห็น" หมายความว่า ต้องมีพยานหลักฐานว่าจะมีการล้มล้างจึงจะเข้าข่าย
อ.พนัส ขยายความว่า การจะร้องเรียนใครตามมาตรา 68 จัดเป็นคำกล่าวหาขั้นอุจฉกรรณ์ เพราะการล้มล้างระบอบการปกครองมันก็คือกบฎ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 โทษสูงสุดคือการประหารชีวิต
ฉะนั้น โดยหลักกระบวนการพิจารณาคดีที่ชอบธรรม (Due process of law) ก่อนจะมีการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งจะไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องร้องนั้น มันต้องมีการสอบสวนตามกระบวนการ ซึ่งกฎหมายทั้งก็เขียนไว้เพื่อให้มีการสอบสวนอย่างรอบคอบเพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองผู้ที่ถูกกล่าวหา
อย่างไรก็ตาม ศาล รธน.ปัจจุบันกลับตีความกฎหมายนี้โดยอาศัยการตีความจากตัวหนังสือว่า เป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะไปยื่นต่ออัยการสูงสุดหรือจะร้องต่อศาลโดยตรงก็ได้ ซึ่งตนเห็นว่ามันมีความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง เพราะมีเหตุจูงใจทางการเมืองที่เรารู้อยู่ว่า ทางฝ่ายที่ต้องการไม่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญมีทั้งหมด 5 ราย ได้แก่
ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ว.สรรหา และผู้ที่เคยเป็นส.ว.สรรหา ซึ่งก็คือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากรธน. 2550 และถ้าไปศึกษาให้ดีจะพบว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะตุลาการศาล รธน.และองค์กรอิสระต่างๆ ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งและเข้าสู่ตำแหน่งอันเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร 2549 ทั้งสิ้น
ชี้คำวินิจฉัยศาลรธน.เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน มุ่งปกป้องฐานอำนาจจากรัฐประหาร 49
"แน่นอนว่า หากมีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กรอิสระ รวมถึงศาลรธน.ด้วย ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ที่แต่งตั้งโดย คมช.ก็จะหลุดออกไปทั้งหมด ซึ่งบุคคลที่มาร้องต่อ ศาล รธน.จึงมีส่วนได้เสีย และสำคัญที่สุด ตุลาการศาลรธน.เองก็เกิดมาจากตั้งครั้งเดียวจากการทำรัฐประหาร 2549
ถ้าหากวิเคราะห์ให้เห็นชัดเจนจะเห็นว่า เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจรัฐประหาร ได้นำมาสถาปนาใน รธน.2550 โดยเฉพาะเจตนาของผู้ร่าง รธน.2550 ต้องการให้มีโครงสร้างลักษณะนี้ เพื่อทำให้การปกครองโดยระบอบรัฐสภา และการบริหารคณะรัฐมนตรีมีความอ่อนแอ เพราะจะโดนขนาบด้วย ศาล รธน.และองค์กรอิสระต่างๆ เหล่านี้ รวมทั้งศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทุกคนก็อออกมาสนับสนุนการตัดสินของ ศาล รธน.ในครั้งนี้ทั้งสิ้น"
อ.พนัส กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่หวังเขาผลคือ หากล้มรัฐบาลนี้ได้ เขาอาจจะมีโอกาสที่จะมีรัฐบาลที่มาจากกลุ่มอำนาจฝ่ายเดียวกัน กล่าวคือ ให้ ศาล รธน.ทำรัฐประหาร ซึ่งตนค่อนข้างมั่นใจว่า ที่ไม่เป็นไปแบบนั้น เพราะมีเสียงคัดค้านต่อต้านอย่างรุนแรง ทำให้บรรดาตุลาการศาล รธน.เกิดความลังเล
โดยเฉพาะคนที่เป็นตัวจักรสำคัญของ ศาล รธน.ซึ่งคือ คุณจรัญ ภักดีธนากุล ได้ถอนตัวจากการพิจารณา ต่อมาก็มีตุลาการอีก 3 ท่านขอถอนตัว นับเป็นเรื่องประหลาดเพราะปกติ ถ้าผู้พิพากษาจะถอนตัว จะไม่มีการลงมติไม่ให้ถอนตัว เพราะเอกสิทธิและมารยาทของตุลาการแต่ละท่าน
"ในเมื่อตัวเองรู้สึกว่ามีส่วนได้เสีย หรือได้ไปแสดงอะไรไว้ที่ทำให้เห็นชัดเจนว่า การพิจารณาของตัวเองจะทำให้เกิดความไม่เที่ยงธรรมชอบได้อย่างแท้จริง โดยหลักและมารยาทของตุลาการ ก็ต้องขอถอนตัวตั้งแต่แรกไม่ต้องรอให้ใครมาคัดค้าน อย่างของคุณจรัญต้องถือว่าเป็นการฉีกหน้ากลางศาล แต่คนอื่นทำทีว่าขอถอนตัว แล้วก็มาลงมติกันว่าไม่ให้มีการถอน
อันนี้มันเหมือนการเล่นละครตบตาชาวบ้านเท่านั้นเอง ดังนั้น พฤติกรรมทั้งหมดที่แสดงออกมา รวมถึงบทบาทและคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2555 ที่มีการสถาปนาตัวเองเป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยอ้างคำในมาตรา 68 สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนคนไทย ถ้าใครจะมาล้มล้าง รธน. ถ้าท่านไม่เห็นด้วยก็หมายความว่า ท่านมีอำนาจในการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นคำวินิจฉัยที่ออกมาจึงพิลึกพิลั่นมาก"
เสนอถึงเวลาเปลื่ยนเป็น "ตุลาการพิทักษ์การรัฐประหาร" แทนตุลาการพิทักษ์ รธน.
สำหรับคำวินิจฉัยของ ศาล รธน.นั้น อดีต สสร. 2540 ตั้งข้อสังเกตว่า ศาล รธน.ได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยไว้ 4 ประเด็น ในข้อวินิจฉัยที่ 1 ศาลได้เห็นชอบเจ็ดต่อหนึ่ง บอกว่า มีอำนาจที่จะรับพิจารณาคำร้อง โดยอ้างฐานะความเป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญโดยอิงกับสิทธิของประชาชน จึงมีสิทธิที่จะเข้าไปตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่
ซึ่งถ้าคนที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายลึกซึ้ง หรือมีใจที่โน้มเอียงอยู่แล้ว จะคิดว่าเป็นเหตุเป็นผลที่ดูดีมาก แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือผลประโยชน์ที่ทุกคนทั้งตุลาการศาล รธน. ผู้ยื่นคำร้องทั้งหมด มันจึงเป็นชื่อของวงคุยในวันนี้ว่า ตุลาการภิวัตน์ สู่ตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่อันที่จริง ต้องวงเล็บไว้ว่า ท่านพิทักษ์การรัฐประหารมากกว่า
เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 แท้ที่จริงแล้วคือ การรับรองความถูกต้องและชอบด้วยรัฐธรรมูญของผลพวงและบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วม หรือรับผลประโยชน์ หรือจากการทำรัฐประหาร 2549 นั่นเอง การที่ท่านบอกว่า เป็นผู้พิทักษรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐธรรมนูญนี้มันเป็นตัวแทนของอำนาจที่เกิดจากการรัฐประหาร 2549 ดังนั้น ในตอนนี้สมควรที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น ตุลาการพิทักษ์การรัฐประหาร ได้
นอกจากนี้ อ.พนัส ยังกล่าวถึงที่มาของคำว่าตุลาการภิวัฒน์ในเมืองไทย โดยระบุถึงจุดเริ่มต้นจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญชุดก่อนที่มีคำสั่งให้การเลือกตั้งเมื่อปี 2548 เป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลที่ กกต. ชุดนายวาสนา เพิ่มลาภเป็นประธาน ได้เปลี่ยนรูปแบบของคูหาใหม่
อย่างไรก็ดีแนะนำให้กลับไปดูจุดเริ่มต้นของการอภิวัตน์ในวันที่ 28 เม.ย.2548 ซึ่งในหลวงทรงมีพระราชดำรัสกับตุลาการศาลปกครอง และผู้พิพากษาศาลยุติธรรมที่เข้าถวายสัตยปฏิญาณ โดยผลจากพระราชดำรัสคราวนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าศาล รธน.รับมาว่า เป็นหน้าที่ของศาลที่ต้องจัดการปัญหาของบ้านเมือง
เมื่อพอ ศาล รธน.รับและตัดสินว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ปรากฎว่ามันยังไม่ชัดเจน ศาลปกครองจึงตามพิพากษาซ้ำว่า ยังเป็นความผิดของ กกต.ชุดดังกล่าว โดยขณะนี้ กกต.กำลังประสบวิบากกรรมจากผลของตุลาการภิวัตน์ คือ รอคำตัดสินจากศาลฎีกา ซึ่งทั้งสองศาลทีผ่านมาก็ตัดสินจำคุก
สำหรับการบัญญัติศัพท์นี้ ยังไม่มีการระบุอย่างเป็นทางการว่า อ.ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้คิดคำนี้ขึ้นมา ขณะที่คนที่ออกมาให้ความคิดเห็นสนับสนุน และบอกย้ำว่าตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งเกิดจากอัจฉริยภาพแท้จริงทางกฎหมายของในหลวงก็คือ บวรศักดิ์ สุวรรณโณและมีชัย ฤทธิ์ชุพันธ์ ซึ่งหาอ่านบทความดังกล่าวได้ในเวบไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
นักวิชาการ กม.ชี้คำวินิจฉัย ศาล รธน. รื้อทิ้งหลักนิติรัฐ-ปชต.

(ภาพ ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย )
ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ เกริ่นนำว่า คำวินิจฉัยของ ศาล รธน.เหมือนจะเป็นคำวินิจฉัยที่ลดอุณหภูมิทางการเมืองพอสมควร เนื่องจากศาลก็มีคำวินิจฉัยไปแล้วว่า กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไม่ได้เป็นการล้มล้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันนี้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แน่นอนทำให้พรรคการเมืองหลายพรรคไม่ถูกยุบตามมาตรา 68 แต่ถ้าพิจารณาคำวินิฉัยให้ดี จะเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยมีปัญหาในเชิงหลักการ ซึ่งมันกระทบกับตัวระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศโดยองค์รวม ส่วนตัวมีความกังวลค่อนข้างมาก เพราะคำวินิจฉัยครั้งนี้ จะนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองในอนาคต
ดร.พรสันต์ อธิบายว่า ท่ามกลางทิศทางของสังคมที่มีการเรียกร้องให้เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้น เมื่อมีการพูดถึงความเป็นประชาธิปไตย หลักการที่ไม่สามารถจะหลีกลี่ยงได้เลยคือ หลักนิติรัฐ เนื่องจากทั้งคู่มีวัตถุประสงค์เดียวกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เป็นเสาหลักที่คำยันซึ่งกันและกัน ถ้าหลักการใดหลักการหนึ่งถูกทำลายไป อีกตัวหนึ่งจะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราพูดถึงประชาธิปไตยเราต้องให้ความสำคัฐกับนิติรัฐด้วย
นิติรัฐ คือ แนวคิดที่ยึดกฎหมายเป็นใหญ่ ปกครองโดยกฎหมาย ซึ่งกฎหมายในที่นี้หมายถึงรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นการกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก โดยที่ตัวรัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้อำนาจของรัฐ ซึ่งอำนาจรัฐหลายคนอาจคิดว่า หมายถึงอำนาจของรัฐบาล ซึ่งให้ความรู้สึกโน้มเอียงไปทางฝ่ายบริหาร ความคิดแบบนี้ก็ถูกต้องในส่วนหนึ่ง
แต่ในเชิงหลักการของนิติรัฐ หลักเกณฑ์ที่ถูกไปบรรจุในตัวรัฐธรรมนูญไมได้ควบคุมอำนาจของฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว หากว่ามันเข้าไปควบคุมอำนาจทั้งหมด หมายความว่าอำนาจรัฐหมายถึง หนึ่ง อำนาจในการตราตัวบทกฎหมาย สอง อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน สาม อำนาจในการพิจารณาคดีความต่างๆ
"ฉะนั้นหลักนิติรัฐที่ผ่านตัวรัฐธรรมนูญ มันจะเข้าไปควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ คนทั่วไปจะคิดว่าตัวรัฐธรรมนูญจะควบคุมเข้าไปกำกับการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ และตัวคณะรัฐมนตรีที่ใช้โดยนักการเมือง แต่ในสายตาของกฎหมาย จะมองว่าใครก็แล้วแต่ที่ถืออำนาจรัฐ รัฐธรรมนูญต้องควบคุมทั้งหมด เพราะอำนาจรัฐอาจจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้
ประเด็นคือว่าวิธีการควบคุมหลักนิติรัฐที่ผ่านรัฐธรรมนูญทำอย่างไร คำตอบคือ มันผ่านหลักการหนึ่งที่เรียกว่า
หลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือหลักความชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่บนหลักการที่เรียกว่า "ไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ"
หมายความว่าการกระทำใดๆ ต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรองรับ หรือให้อำนาจ ซึ่งในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไทย ไม่มีมาตราใดเลยที่ให้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปสำรวจ ตรวจสอบ ความชอบด้วยกฎหมายของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
เมื่อไม่มีการเขียนไว้ย่อมหมายความว่า โดยหลักแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจ แต่เมื่อศาลใช้อำนาจของตัวเองเข้าไปตรวจสอบมันจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐ"
ระบบศาลคู่ของไทย ห้ามศาลก้าวล่วงขอบเขตอำนาจตาม รธน.
ดร.พรสันต์ กล่าวเสริมอีกว่า หากไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้หรือไม่ที่ศาลจะมีอำนาจในการตรวจสอบ ซึ่งก็อาจจะมีได้ โดยต้องขึ้นกับระบบของศาลในแต่ละประเทศว่า ใช้ระบบศาลแบบไหน ซึ่งระบบศาลทั่วโลกจะมีอยู่ 2 ระบบ คือ ศาลเดี่ยว ที่มีศาลยุติธรรมศาลเดียวมีอำนาจในการวินิจฉัยคดีทุกประเภท เช่น อเมริกา และระบบศาลคู่ประกอบไปด้วยศาลยุติธรรม กับศาลเฉพาะหรือศาลชำนาญการพิเศษ
ในระบบศาลเดี่ยวมันมีความเป็นไปได้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดให้ศาลเข้าไปตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะมันไม่มีศาลเฉพาะ แต่ในประเทศไทยใช้ระบบศาลคู่ จึงต้องเป็นคดีเฉพาะจริงๆ โดยที่รัฐธรรมนูญจะมีการกำหนดไว้ว่า คดีประเภทไหนถึงจะพิจารณาในศาลเฉพาะได้ ดังนั้น มองในเชิงหลักการเบื้องต้น หลักนิติรัฐ หรือระบบโครงสร้างของศาล จึงยังไม่เห็น ศาล รธน.ของไทยจะมีช่องทางเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ได้
"อีกประเด็นหนึ่งที่อยากให้คิดทบทวนคือ ทฤษฎีข้อพิพาททางการเมือง มันเป็นหลักการและเป็นทฤษฎีหนึ่งที่เข้าไปควบคุมอำนาจขององค์กรตุลาการไม่ให้ล้ำเส้นเขตแดนของฝ่ายการเมือง กล่าวคือ ในระบบกฎหมายจะมีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าอะไรคือเขตแดนทางการเมือง หรือกิจกรรมทางการเมือง ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นก็ให้ใช้กลไกทางการเมืองเข้าไปตรวจสอบกันเอง กับอีกเขตแดนทางกฎหมายที่จะใช้องค์กรตุลาการ หรือตัวระบบกฎหมายเข้าไปตรวจสอบ"
ย้ำ ตลก.ศาลรธน.มีสิทธิระงับการแก้ไข รธน.ที่เปลี่ยนรูปแบบรัฐ-การปกครองเท่านั้น
ดร.พรสันต์ ย้ำว่า ดังนั้ นเราต้องพิจารณาถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นประเด็นข้อพิพาททางการเมืองหรือไม่ สำหรับตนถือว่าเรื่องทางการเมือง เพราะข้อพิพาททางการเมืองหมายถึงกิจกรรมที่นักการเมืองใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ โดยหลักการฝ่ายนิติบัญญัติจะมีหน้าที่หรือกิจกรรมทางการเมืองคือ การตราประมวลกฎหมาย การแก้ไขตัวบทกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้น ศาลจึงไม่สามารถเข้ามาสำรวจตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตามนักกฎหมายบางท่าน มักจะโต้แย้งกลับมาว่า การที่ศาลเข้ามาตรวจสอบคือเรื่องปกติ เพราะมีการตราตัวบทกฎหมายเช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.ก่อนมีการประกาศใช้ จะมีการตรวจสอบความชอบของรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะเราอนุญาตให้ศาลเข้ามาตรวจสอบก็ต่อเมื่อกำลังจะประกาศใช้
จุดที่แตกต่างจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คือ รัฐสภากำลังดำเนินการพิจารณาในวาระที่สอง กำลังจะไปสู่วาระที่สาม แต่ปรากฎมีคนไปร้องเรียน แล้วศาลสั่งระงับยับยั้งเอาไว้ ซึ่งจะเห็นว่ากิจกรรมของฝ่ายการเมืองยังไม่เสร็จกระบวนการ
นักวิชาการด้านกฎหมายรายเดิม สรุปประเด็นว่า การที่ศาลรับคดีไว้โดยอาศัยมาตรา 68 คำถามมีอยู่ว่า มันถูกต้องตามหลักการหรือไม่ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องพิจารณา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถ้าใช้สามัญสำนึกง่ายๆ การตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมาตราที่พูดถึงการแก้ไขมาพิจารณาเท่านั้น แต่มาตรา 68 ไม่ได้พูดถึง ยิ่งไปกว่านั้นในมาตรา 291 เขียนว่า สามารถเสนอญัตติเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยมีข้อห้าม 2 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง ห้ามแก้ไขเรื่องรูปแบบของรัฐ คือห้ามเสนอเปลี่ยนแปลงเป็นสหพันธ์รัฐ สอง ห้ามเสนอเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง
ดังนั้น หากศาลจะเข้ามาตรวจสอบก็มีเงื่อนไขเพียง 2 ประการนี้เท่านั้น โดยมาตรา 68 และ มาตรา 291 เขียนเพื่อใช้ในกรณีที่แตกต่างกัน แต่การยกมาตราที่ไม่ได้เขียนไว้เพือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเจตนารมณ์คนละอย่างมาจับกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มันจึงทำให้ระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยมันผิดเพี้ยนไปเลย ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้อำนาจของสถาบันการเมือง
ย้ำชัด ตลก.ศาลรธน.ตีความผิดบริบทเชื่อกระทบระบบกฎหมายในระยะยาว
"สมมุติว่า ม.68 เอามาใช้เพื่อตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ มันก็ยังผิดขั้นตอนอยู่ดี ซึ่ง อ.พนัสได้นำเสนอไปแล้ว ที่ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดก่อน เจตนารมณ์ของมาตรา 68 คือการป้องกันระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเอาแบบอย่างจากประเทศเยอรมันนีมาใช้ การจะใช้มาตรานี้ต้องใช้กับกรณีที่มีความร้ายแรงมาก หรือเป็นกล่าวหาที่รุนแรงมาก เพราะเมื่อตัดสินว่าผิดจะอยู่ในฐานะกบฏตามมาตรา 133
ดังนั้น จึงกำหนดให้มีองค์กรที่เข้ามาตรวจสอบและคัดกรองก่อน ที่สำคัญถ้าปล่อยให้คนมายื่นคำร้องต่อศาลโดยตรงศาลก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีเพียงชั้นเดียว ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ หรือยื่นฎีกาใดๆ ต่อได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ประชาชนมายื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรงเพียงกรณีเดียวที่เท่านั้นคือ มาตรา 212
ซึ่งถ้าไปอ่านรายละเอียดจะพบว่า การที่ประชาชนจะมาใช้สิทธิได้นั้น ก็ต่อเมื่อไม่สามารถไปใช้สิทธิเรียกร้องกับองค์กรอื่นๆได้แล้ว นี่คือ การลดภาระของศาลรธน. ฉะนั้น เราจะเห็นว่าเจตนารฒณ์ของกฎหมายชัดเจน คือ ไม่ให้ประชาชนมายื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้"
"เมื่อดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลขยายความว่า มาตรา 68 เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องได้สองทางหนึ่ง อัยการสูงสุด สองยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลให้เหตุผลในการวินิจฉัยที่ดูประหนึ่งว่า เป็นไปตามหลักการและเป็นการตีความเพื่อขยายสิทธิของประชาชน เพราะถ้าปล่อยให้ยื่นที่อัยการสูงสุดเพียงอย่างเดียว เท่ากับการตัดสิทธิ ดังนั้นต้องเป็นการตีความเพื่อขยายสิทธิ
โดยหลักการมันก็ใช่ แต่มันเป็นการตีความที่ผิดบริบท การตีความของศาลแบบนี้ส่งผลให้ระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญรวนอย่างน้อย 2 ประการ
หนึ่ง กรณีอัยการกับศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นตรงกันว่า เป็นการล้มล้างหรือไม่ก็ตาม จะเห็นว่าสององค์กรนี้ทำงานทับซ้อนของการใช้อำนาจหน้าที่เดียวกัน
สอง กรณีที่สององค์กรมีความเห็นที่แตกต่างกัน ศาลเห็นว่าผิดจริงเป็นการล้มล้างการปกครอง ขณะที่อัยการสูงสุดเห็นว่าไม่มีความผิด ดังนั้น การตีความของศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง" ดร.พรสันต์ กล่าวทิ้งท้าย
นิธิ.ชี้ ศาล รธน.ทำหน้าที่รักษาดุลอำนาจของชนชั้นนำตามจารีต
(ภาพ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์)
ด้าน ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิด นักเขียน นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า นักกฎหมายก็เหมือนนักประวัติศาสตร์ หมอที่มีความสัมพันธ์กับคนในวงการของเขา และมีคนที่เขาต้องไว้หน้าตัวเอง การที่ ศาล รธน.กระทำโดยอ้างมาตรา 68 มาระงับไม่ให้รัฐสภาพิจารณาแก้รธน.มาตรา 291 คนเหล่านี้ก็รู้ว่ามันไม่ได้เรื่อง และเขามีหน้าตาที่ต้องรักษาไว้ต่อคนในวงการเดียวกับเขาพอสมควร
ถามว่าทำไมถึงทำ คำตอบมีอยู่ว่า เราอย่าไปคิดถึง ศาล รธน.ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งมีจินตนาการถึงการสร้างองค์กรที่เป็นอิสระให้คานอำนาจกันและกัน แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 และสภาวการณ์การเมืองปัจจุบัน มันคือการต่อสู้ของกลุ่มชนชั้นนำตามจารีตประเพณี ซึ่งรวมคนหลายกลุ่มหลายพวกที่จะรักษาการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย ให้มีดุลอำนาจเหนือฝ่ายประชาชนที่อาศัยกลไกการเลือกตั้ง มาเป็นผู้อำนาจเด็ดขาดหรือมีอำนาจเหนือแต่เพียงผู้เดียว
คือฝ่ายชนชั้นนำตามจารีตกับกลุ่มต่างๆ ต้องเจรจาต่อรองกันในทุกเรื่อง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำหน้าที่รักษาเครือข่ายหรือกลไกอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำตามจารีตประเพณีเอาไว้
อ.นิธิ กล่าวต่อไปว่า เมื่อกลับมาดูเรื่องชนชั้นนำทางจารีตประเพณี โดยเฉพาะต่อประเด็นเรื่อง Network monarchy หรือสถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่าย ที่ Duncan McCargo ได้นำเสนอไว้ในบทความ ซึ่งตนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้เขียนว่า มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายคนเข้าใจว่า สถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่ายในประเทศไทยนั้น มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางและสั่งให้ผู้คนทำสิ่งต่างๆ
กลับพบว่าในเครือข่ายนี้ประกอบด้วยนายทุน ข้าราชการ นักวิชาการ เป็นต้น ซึ่งมันต้องมีการแข่งขันกัน หรือขัดแย้งปะทะทางผลประโยชน์ระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา หรือจะเห็นว่า คนที่เข้าไปอยู่ในเครือข่ายนั้ นไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ของพระมหากษัตริย์หรือเห็นประโยชน์ของกลุ่มอื่นๆ เป็นสำคัญ หากแต่เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง เพื่อที่จะบรรลุประโยชน์ได้เร็วที่สุดหรือง่ายที่สุด
อย่างไรก็ตามมีประเด็นน่าสนใจว่า ทำไมเครือข่ายนี้ แม้ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอดเวลา ยังสามารถดำรงอยู่และเป็นผลักดันสิ่งต่างๆได้ ดังนั้น ต้องมองความสัมพันธ์ของคนในเครือข่ายนี้ทีมีความยุ่งเหยิงภายใน เพราะถ้ามองว่าทุกคนพร้อมที่จะกราบและทำตาม จะเข้าใจสิ่งนี้ไม่ได้
"ขณะที่ฝ่ายชนชั้นนำตามประเพณี ก็พบทิศทางที่น่าตกใจ กล่าวคือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านมาสู่การตัดสินใจของคนหน้าแปลกๆ อย่างพวกเสื้อแดงทั้งหลาย หรือคนบ้านนอก ที่ไม่เคยอยู่ในวงการเมืองหรือมีส่วนในการตัดสินใจมาก่อน คนธรรมดาอย่างพวกเราต่างหากที่เป็นผู้จัดรัฐบาล กรณีอย่างคุณบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไม่กล้าตั้งคุณเนวินเป็นรัฐมนตรี ถามว่าใครเป็นคนสั่งคุณบรรหาร คำตอบพวกคือพวกข้าราชการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือคนกลุ่มเดิมที่เป็นคนกำกับรัฐบาล
บัดนี้ มันมีคนแปลกหน้าจำนวนมหาศาลที่เข้ามา แล้วอ้างสิทธิของตัวในการลงคะแนนเลือกตั้ง ถามว่าชนชั้นนำกลุ่มเดิมจะยอมตามด้วยหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะเขาต้องการที่จะทำให้อำนาจการต่อรองทางการเมืองมีพลัง โดยอาศัยรัฐธรรมนูญปี 2550 ฉะนั้นการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่การกระทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า หรือทำด้วยความโง่เขลา"
"เคยสงสัยหรือแปลกใจกันไหมว่า ตอนที่รัฐบาลเอาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯเข้าสภา กลุ่มที่คัดค้านคือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่ถืออำนาจอยู่ในโครงสร้างการเมืองการปกครองที่ไม่เคยออกมาเคลื่อนไหว แต่ชนชั้นนำทางจารีตประเพณีไม่ได้ขยับอะไรเลย ซึ่งต่างกับกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ แสดงว่ารัฐธรรมนูญปี 50 เป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งกว่าการไม่มีทักษิณ หมายความว่าเขาสามารถที่จะจัดการและควบคุมทักษิณได้ตราบเท่าที่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมือ"
อ.นิธิ อธิบายว่า อย่างที่ทราบกันว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เขาเขียนขึ้นโดยตั้งใจให้ กลุ่มชนชั้นนำตามจารีตเข้ามาแทรกแซงโดยตลอด ต้องมีวุฒิสภาที่ครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง ต้องให้อำนาจแก่ตุลาการ ศาลฎีกาจำนวนหนึ่งในการเป็นผู้ตั้งองค์กรอิสระ ต้องมีองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งจำนวนหนึ่งมากพอสมควร
ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ก็จะถูกแวดล้อมด้วยมือและตีนของกลุ่มชนชั้นนำตามจารีตคอยขนาบข้าง ดังนั้น อย่างน้อยในช่วงนี้ จะยังแตะรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ ยกเว้นว่าจะต่อรองกันเป็นเรื่องๆ และตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 หากฝ่ายชนชั้นนำไม่เห็นด้วย ก็จะไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะเดียวกันนี้อีก
"ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณหรือเชื้อสายของทักษิณ หรือใครก็ตามที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่รัฐบาลในค่ายทหารหรือกองทัพ รัฐบาลมีฐานความชอบธรรมคือคะแนนเสียงประชาชนที่เป็นอิสระจากชนชั้นนำตามตารีต ซึ่งพร้อมจะแข็งข้อได้เสมอ ฉะนั้น ไม่ใช่ว่าเขา(ชนชั้นนำ:ประชาธรรม) จะกลัวหรือเพ่งเล็งคุณทักษิณอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ หรือถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ เขาก็กลัว แต่เผอิญว่ามันยังไม่เป็น เลยยังไม่กลัว
ด้วยเหตุนี้ จึงคิดว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 มีไว้เพื่อกำกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง"
ผุดรัฐประหารโดยศาล แทนเงื่อนไขรัฐประหาร 3 ประการที่ไม่เอื้อ
อ.นิธิ นำเสนอต่อไปว่า หากมองคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในแง่ดีคือ อย่างน้อยที่สุดคื อเขาไม่ได้ใช้วิธีการรัฐประหารด้วยวิธีการที่เคยทำมาแล้ว ซึ่งการทำรัฐประหารในเมืองไทย ต้องใช้กำลังอย่างน้อยสามส่วน คือ ม็อบ กองทัพ และพระบรมราชานุญาต
สำหรับ หนึ่ง พบว่าปัญหาในเวลานี้คือมันสร้างม็อบที่มีพลังแบบเมื่อก่อนไม่ได้ เช่น เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ถูกผลักออกไปจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังพันธมิตรก็ลดน้อยลงเขาก็ปลุกเรื่องเขมร เรื่องพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่สำเร็จสักเรื่อง เมื่อไม่มีมวลชนทีมากพอสนับสนุน ดังนั้น จึงทำรัฐประหารด้วยกำลังทหารไม่ได้
สอง กองทัพ ต้องเข้าใจว่า กองทัพก็เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำทางจารีต ขณะเดียวกัน กองทัพก็ต้องการความเป็นอิสระเหมือนศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการออก พ.ร.บ.กลาโหมในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ นั่นหมายความตอนนี้ไม่มีใครสามารถเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงได้อีก นอกจากกองทัพด้วยกันเอง และตอนนี้กองทัพพอใจกับอำนาจอิสระของตนเองอย่างมาก
นอกจากนี้กองทัพยังต้องการงบประมาณที่เพิ่มขึ้นตามคำขอทุกปี ซึ่งจะเห็นว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ได้ปฏิบัติอะไรต่อกองทัพที่มีความแตกต่างจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ เมื่อกองทัพร้องขออะไรมาก็ให้หมดทุกอย่าง ดังนั้น ตราบเท่าที่มีรัฐธรรมนูญปี 2550 กองทัพไว้วางใจกันได้ว่า กองทัพจะสามารถได้สิ่งต้องการจารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีความคุ้มที่จะเอารถถังออกมายึดอำนาจ
"อย่าไปมองว่า กองทัพเป็นเครื่องมือของคนใดคนหนึ่ง เพราะเขาก็เป็นเครื่องมือของตัวเอง และย่อมทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเอง ก่อนคนที่จะใช้เครื่องมือ ตั้งแต่คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลราบรื่นและดีขึ้นตลอดเวลา"
สาม การรัฐประหารตั้งแต่หลัง 14 ตุลาเป็นต้นมา ต้องได้รับพระบรมราชานุมัติ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวสั่งการให้ไปทำ แต่หลังจากการยึดอำนาจแล้ว ต้องได้ approval (พระบรมราชานุญาต : ประชาธรรม) เช่น การเปิดโอกาสให้เข้าเฝ้า ดังนั้น ทั้งสามส่วน ถ้าไม่ได้รับการร่วมมือตั้งแต่ต้น การทำรัฐประหารด้วยกำลังของกองทัพ จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งยังไม่ใช่จังหวะของช่วงนี้ เหตุดังนั้นจึงจำเป็นต้องระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยวิธีอื่น ซึ่งไม่รู้ว่าใครสั่งการใคร แต่ทิศทางต้องไปแบบนี้
"รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างสมดุลทางการเมืองที่กล่าวไปแล้วที่ปลอดภัย และเขาก็คิดว่า มันยุติธรรมพอสมควร เมื่อคุณมีอำนาจมากขึ้นก็เข้ามาเลือกตั้ง แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องอยู่ในการกำกับบ้าง ไม่ได้ปล่อยให้อิสระ ดังนั้น ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น มีความซับซ้อนมากกว่าความผิดถูกทางกฎหมายและความหน้าด้านของคนไม่กี่คน"
"อย่างไรก็ดีเชื่อว่า มีประชาชนจำนวนมากกว่าเสื้อแดงและไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยที่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่กระนั้นคนกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเป็นผู้นำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากไม่มีเครื่องมือ เช่น พรรคการเมือง และการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ อ.พนัสอธิบายว่า ตัวศาลเองก็เปลี่ยนใจ หลังจากเห็นการเคลื่อนไหวของประชาชนจำนวนมาก แต่การเคลื่อนไหวอย่างเดียว มันแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้"
คนเสื้อแดงไม่อิสระ-ผูกโยงกับแกนนำส่วนกลาง ขาดอำนาจการต่อรองกับเพื่อไทยในการแก้ไข รธน.
สำหรับความเป็นไปได้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตนั้น อ.นิธิ กล่าวว่า คิดว่ามันเป็นความยากที่ต้องอาศัยขั้นตอนอย่างมาก มีเอ็นจีโอกลุ่มหนึ่งเคยคิดว่า ต้องตั้งพรรคการเมืองของตนเอง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะพรรคการเมืองไม่สามารถจะเกิดขึ้นด้วยวิธีของอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว
คำถามต่อไป คือ คนเสื้อแดงจะจัดองค์กรของตนเองในลักษณะที่จะเข้าไปต่อรองกับพรรคการเมืองได้หรือไม่ ตนคิดว่าไม่ได้เช่นกัน จากงานวิจัยของ อ.ปิ่นแก้ว พบว่า ตัวแกนนำของกลุ่มเสื้อแดงที่ฝาง จะมีบางคนที่เชื่อมโยงถึงแกนนำระดับส่วนกลาง ฉะนั้น มันจึงมีองค์กรย่อยๆ ของเสื้อแดงที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันเอง ซึ่งหมายความว่า มันเป็นการให้อำนาจกับคนที่อยู่แกนกลาง
"ไม่ได้หมายความคนเหล่านั้นเป็นคนไม่ดี ผมไม่รู้ แต่แกนกลางเหล่านี้ มีผลประโยชน์ส่วนตัวที่เขาต้องรักษา และไม่สามารถตอบสนองทุกอย่างของเสื้อแดงได้ ขณะเดียวกันเสื้อแดงแต่ละกลุ่ม ก็เล็กเกินที่จะบังคับแกนนำตรงกลางได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ กลไกการควบคุมพรรค หรือการรจัดองค์กรในลักษณะแบบนี้ ทำให้เสื้อแดงไม่มีอำนาจต่อรองในการดำเนินนโยบายของพรรค หรือแม้กระทั่งกลุ่มอย่างเพียงพอ ได้แต่สวมเสื้อแดงออกไปตามที่แกนนำระดับประเทศเรียกร้องให้ออกไปเท่านั้น"
อ.นิธิ กล่าวว่า ลองนึกเปรียบเทียบการชุมนุมของไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง กับสมัชชาคนจน มันเป็นคนละเรื่อง ซึ่งสมัชชาคนจนเป็นองค์กรระดับแนวราบ จะมี"พ่อครัว"ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มย่อยเหล่านี้ มาประชุมกันทุกวัน เพื่อตัดสินใจที่จะทำอะไรต่อไป
ถามว่าการเข้าไปจัดการเปลี่ยนองค์กรเหล่านี้เพื่อต่อรองเชิงนโยบายในระดับที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นระดับของเสื้อแดง หรือพรรคการเมืองที่เสื้อแดงสนับสนุนก็ตาม คิดว่าในอนาคตอันใกล้ยังทำไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่พอจะทำได้คือ เสื้อแดงทั้งประเทศเรียกร้องสิ่งเดียวกันคือว่าต้องการ primary vote
หนุนหลักการ primary vote ดึงอำนาจคืนมาจากพรรคการเมือง
"คุณทักษิณเคยสัญญาในช่วงปลายการดำรงตำแหน่งว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไป จะให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าสำหรับพรรคไทยรักไทยทั้งหมด ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องดี ถ้าพรรคเพื่อไทยจะได้รับการหนุนจากเสื้อแดงต่อไป ต้องยอมให้ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้สมัครในแต่ละเขตเอง
เพราะฉะนั้น ถ้ามีเป้าหมายอันเดียวกันในการเล่นการเมือง อย่าคิดเรื่องการตั้งพรรคการเมือง หรือจัดองค์กรที่จะคุมพรรคการเมืองได้ ต้องขอขั้นแรกให้พรรคเพื่อไทยยอมจัดเลือกตั้งล่วงหน้า ในหมู่สมาชิกพรรค ที่จะส่งใครในแต่ละเขตเข้าสมัครส.ส.ก่อน เพียงแค่นี้ จะพบว่า อำนาจในการควบคุม ส.ส.จะกลับมาอยู่ในมือของเราอย่างชัดเจน"
อ.นิธิ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในทรรศนะส่วนตัวมองว่า การอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา มันเป็นเรื่องปาหี่ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล มันน่าประหลาดใจเมื่อช่วงแรกที่รองประธานรัฐสภามาทำหน้าที่ประธาน ก็มี ส.ส.ประชาธิปัตย์เสนอญัตติว่ าเราพูดกันได้แต่ห้ามมีการโหวต แล้วสมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้งหมดก็นั่งเฉยๆ ไม่มีใครลุกขึ้นค้าน
จากนั้นก็เล่นปาหี่ต่อต้านคัดค้านอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็โหวตแพ้ ซึ่งก็รู้ตัวตั้งแต่ต้นว่า หายไป 13 เสียง ดังนั้นทั้งหมดคือ การเตรียมการเพื่อเล่นละครให้ดูเท่านั้นเอง แต่ควรจะสบายใจได้ อย่างน้อยเมื่อทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องเล่นละคร แสดงว่าประชาชนยังมีกำลังพอสมควรที่จะควบคุมได้ในภายหลัง
ทั้งนี้ยังการเสวนายังมีการซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้นซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามการเผยแพร่เทปบันทึกภาพการเสวนาทั้งหมด 3 ชั่วโมงได้ที่ทาง http://www.youtube.com/user/BookRepubliconTV
ที่มา ประชาธรรม
| Attachment | Size |
|---|---|
| panus.jpg | 48.29 KB |
| pornsun.jpg | 35.49 KB |
| niti.jpg | 32.85 KB |
- Login to post comments
- 900 คนอ่าน


