ศาลฎีกาสั่งจำคุกทนายความของพตท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน 3 คนๆละ 6 เดือน (ปรับปรุง 3)
วันที่ 25 มิถุนายน 2551 ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุก นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ นางสาวศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความและนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯของพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร คนละ 6
เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาลโดยไม่รอลงอาญา คดีถึงที่สุด อุทธรณ์อีกไม่ได้
(พิชิฎ ชื่นบาน) (ศุภศรี ศรีสวัสดิ์)
(ภาพจากผู้จัดการออนไลน์ )
ที่ห้องพิจารณาคดี ศาลฎีกา สนามหลวง วันที่ 25 มิ.ย.51 เวลา 15.00 น. นายมงคล ทับเที่ยง รองประธานศาลฎีกา นายวีรพล ตั้งสุวรรณ และนายอิศเรศ ชัยรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีที่มีทนายความอดีตนักการเมือง นำถุงขนมใส่เงิน 2 ล้านบาทมามอบให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.51
องค์คณะได้ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำสั่ง คดีดำ ลอ.1/2551 หมายเลขแดงที่ 4599/2551 ความแพ่ง ระหว่างนายอนันต์ วงศ์ประภารัตน์ เลขานุการศาลฎีกา ผู้กล่าวหา และนายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-3 เรื่องละเมิดอำนาจศาล
คดีนี้สืบเนื่องจากนายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ทำหนังสือบันทึกลงวันที่ 10 มิ.ย.51 ถึงนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกาว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.51 เวลา 9.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มารายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งวันดังกล่าวนายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ศาลฎีกาฯ
หลังจากนั้น หม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุช นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เข้ามาสอบถามเรื่องที่ทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ นำสิ่งของซึ่งเป็นถุงกระดาษสีขาวปิดสก็อตเทปใสมิดชิด มาให้เจ้าหน้าที่ว่าจะรับไว้ได้หรือไม่ โดยเมื่อเปิดถุงแล้วพบธนบัตร 1,000 บาท จำนวน 2 ตั้งๆละ 10 มัด รวมประมาณ 2 ล้านบาท นายอนันต์จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งคืน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาถึงศาลเพื่อรายงานตัว
จากการไต่สวนหม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุช นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ความว่า ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาถึง นายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้นางสาวศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แจ้งต่อม.ล.ฐิติพงศ์ ว่าให้ไปพบเพื่อจะปรึกษาคดี
ม.ล.ฐิติพงศ์ จึงไปพบที่ห้องพักทนายความ ซึ่งภายในห้องมีเพียง 2 คน โดยม.ล.ฐิติพงศ์ นั่งโต๊ะตรงข้ามกับนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งได้หยิบถุงกระดาษส่งให้ พร้อมบอกว่า “ระยะนี้ต้องมาติดต่อบ่อย เห็นใจเจ้าหน้าที่ เลยเอาของมาฝาก ให้ไปแบ่งกัน”
จากนั้น ม.ล.ฐิติพงศ์ จึงได้เดินไปหานายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่ไม่อยู่ เนื่องจากเดินทางไปประชุมที่รัฐสภา จึงไปพบนายอนันต์ ที่ตรวจงานอยู่ นายอนันต์จึงสั่งให้เปิดถุง เมื่อพบว่าเป็นเงิน จึงสั่งให้คืนเจ้าของไป เพราะการรับถุงไว้น่าจะเป็นการไม่ชอบ อาจละเมิดอำนาจศาล และเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน โดยได้มีการถ่ายรูปธนบัตร และถุงไว้เป็นหลักฐาน
ศาลฎีกาประชุมตรวจสำนวนแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.51 เวลา 9.30 น. นายพิชิฏ นางสาวศุภศรี และนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ขึ้นไปยังชั้น 4 เพื่อยื่นคำร้องการรายงานตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จำเลยในคดีทุจริตซื้อขายที่รัชดาภิเษก หลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศ ซึ่งมีม.ล.ฐิติพงศ์ เป็นผู้ดูแลสำนวน โดยนางสาวศุภศรี เสมียนทนายของนายพิชิฏ ซึ่งเป็นทนายเจ้าของคดี ได้นำคำร้องยื่นต่อศาลก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯเพื่อรายงานตัว โดยนางสาวศุภศรีได้มาแจ้งกับ ม.ล.ฐิติพงศ์ ว่า นายธนา ให้ไปพบ เพื่อปรึกษาคดีที่ห้องพักทนายความ ทั้งที่นายธนายืนห่างเพียง 1 วา
และเมื่อเข้าไปพบ นายธนา กลับยื่นถุงกระดาษซึ่งปิดผนึกมิดชิด ภายในบรรจุเงิน 2 ล้านบาท โดยไม่บอกว่าภายในบรรจุอะไร เพียงแต่ให้เอาแบ่งกัน ซึ่งจากการไต่สวนนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 อ้างว่า เมื่อคืนวันที่ 9 มิ.ย. เวลา 21.00 น. นายบุญชาญ อักษรสุวรรณ ได้นำเงินจำนวน 2 ล้านบาท ที่ได้ซื้อบ้านผู้ถูกกล่าวหาในราคา 5.3 ล้านบาท มาให้ และได้เตรียมนำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารในวันรุ่งขึ้น โดยให้ภรรยาซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณหญิงพจมาน นำเงินบรรจุใส่ถุงกระดาษปิดผนึกมิดชิด
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ให้ภรรยา ไปซื้อช็อคโกแลตและห่อในลักษณะเดียวกัน เพื่อเตรียมมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลในวันที่ 10 มิ.ย.51 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องรายงานตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่างๆในคดี
ขณะที่วันเกิดเหตุ ได้นำถุงขนมวางไว้ที่นั่งด้านหลังเบาะรถ ส่วนห่อเงินได้ใส่ไว้ที่กระโปรงหลังท้ายรถ แต่ตนได้หยิบถุงผิดไป เมื่อทราบจึงแจ้งให้นายพิชิฏทราบเพื่อทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ โดยนายพิชิฏ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้โทรศัพท์หา ม.ล.ฐิติพงศ์ พร้อมกล่าวคำขอโทษ แต่ม.ล.ฐิติพงศ์ แจ้งว่าได้ทำบันทึกถึงผู้บังคับบัญชาแล้ว
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า นายธนา รู้หรือควรรู้ว่าในถุงมีเงินอยู่หรือไม่ ในการไต่สวน ม.ล.ฐิติพงศ์ ให้การว่านายธนา เป็นผู้หยิบถุงเงินที่ปิดมิดชิดมอบให้โดยไม่แจ้งว่าเป็นสิ่งใด ก่อนจะเปิดพบเป็นเงิน ผู้บังคับบัญชาจึงได้สั่งให้ส่งคืนไป โดยมีเจ้าหน้าที่ศาลนำถุงส่งคืนกับมือนายธนา พร้อมถามว่า รู้หรือไม่ว่าข้างในมีอะไร นายธนา ได้ตอบว่า รู้ และเดินกลับไป โดยไม่มีท่าทีอิดเอื้อนตอบกลับ ซึ่งเป็นพิรุธ
เห็นว่า หากเป็นไปตามที่นายธนากล่าวอ้าง ว่าหยิบถุงผิดไป โดยคนขับรถเป็นผู้นำถุงผิดมาให้ตน โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าของ 2 สิ่งลักษณะห่อเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติว่าจะมีการหยิบผิด และเมื่อเจ้าหน้าที่ทักท้วงก็ต้องเปิดดูและตรวจสอบสิ่งของ แต่กลับไม่ดำเนินการ อีกทั้งหากนายธนา จะนำช็อคโกแลตมามอบให้จริง ก็ควรจะนำไปมอบให้ที่เคาน์เตอร์อย่างเปิดเผย เพื่อความบริสุทธ์ใจ จึงเชื่อว่านายธนาได้รู้อยู่แล้วว่าในถุงกระดาดังกล่าวมีเงิน 2 ล้าน
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อว่า นายพิชิฏ และน.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกลาวหาที่ 1และ2 มีส่วนรู้เห็นหรือให้ความร่วมมือในการกระทำของนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 หรือไม่ จากการไต่สวน ม.ล.ฐิตพงศ์ ได้ความว่านายพิชิต เป็นทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ส่วน น.ส.ศุภศรี เป็นเสมียนทนายและเลขานุการส่วนตัวของนายพิชิฎ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ส่วนนายธนา เป็นผู้ติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ
วันเกิดเหตุผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ได้มายื่นคำร้อง ขณะที่ น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มาแจ้ง ม.ล.ฐิติพงศ์ ให้ไปพบนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ปรากฏว่า ทั้งนายพิชิต และ น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-2 อยู่ในเหตุการณ์ด้วย อีกทั้งเมื่อ ม.ล.ฐิติพงศ์ เดินเข้าไปพบนายธนา ที่ห้องพักทนายความแล้วเดินออกมาพร้อมถุงกระดาษ นายพิชิต และน.ส.ศุภศรี ก็ได้เห็นเหตุการณ์ วิสัยของคนทำงานร่วมกัน นายพิชิต จะต้องสอบถามและซักไซ้หรือบอกกล่าว ให้รู้กันว่าจะนำชอคโกแลตมาให้เจ้าหน้าที่ศาลโดยไม่ต้องปิดบัง ซึ่งนายพิชิฎ เป็นหัวหน้าคณะทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน
การกระทำของนายธนา นอกจากจะเป็นเรื่องร้ายแรงแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดีและกระทบต่อวิชาชีพของนายพิชิฎ แทนที่จะซักไซ้ไล่เรียง ให้เกิดความชัดเจนหรือนำถุงสิ่งของที่ถูกต้องมา เปลี่ยนมอบให้หรือต่อว่านายธนา แต่ นายพิชิต กลับทำตามคำร้องขอของนายธนา โทรศัพท์มากล่าวขอโทษกับ ม.ล.ฐิติพงศ์ พร้อมทั้งสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว
พฤติการณ์ของนายพิชิตชัดแจ้งว่า มีส่วนร่วมถือเป็นตัวการร่วม ส่วน น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แม้เป็นเสมียนทนายความ แต่ก็ร่วมรู้ในเหตุการณ์ โดยเป็นผู้เรียก ม.ล.ฐิติพงศ์ ให้ไปพบกับนายธนา พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่า น.ส.ศุภศรี มีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายธนา และแบ่งหน้าที่กันทำจึงฟังได้ว่าทั้ง นายพิชิต และ น.ส.ศุภศรี เป็นตัวการร่วมกับนายธนา
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า ทั้งสามกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่าการนำถุงกระดาษใส่เงิน 2 ล้านบาทให้ ม.ล.ฐิติพงศ์ ถือว่าเป็นเหตุจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของศาลฎีกาฯ กระทำการอันมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ อาจเชื่อมโยงเป็นประโยชน์ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก
การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามซึ่งกระทำการร่วมกัน จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพานิชย์ ม.31 (1) 33 ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 และน่าจะมีมูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ ตามประมลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงาน
การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม เป็นการกระทำที่อุกอาจท้าทายละเกิดขึ้นที่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศ อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม ประกอบอาชีพทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย ย่อมตระหนักดีกว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันศาลยุติธรรมและจะส่งผลกระทบกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการปฎิบัติหน้าที่ของบุคคลากรในอำนาจตุลาการ
จึงเห็นสมควรลงโทษสถานหนัก เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคนละ 6 เดือน ส่วนความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงานนั้น ให้นายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ผู้กล่าวหาคดีนี้ ไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
นายพิชิฏ ชื่นบานและนางสาวศุภศรี ศรีสวัสดิ์ซึ่งมาศาล ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดเพื่อขอประกันตัว แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต โดยระบุว่าเหตุเกิดที่ศาลฎีกา คำสั่งศาลฎีกาถึงที่สุด
ในขณะนี้นายพิชิฏ ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ส่วน น.ส.ศุภศรี ถูกส่งตัวเข้าทัณฑสถานหญิงกลางบางเขนแล้ว สำหรับนายธนา ตันศิริไม่ได้เดินทางมาศาล โดยยื่นคำร้องต่อศาลอ้างเหตุปวดศรีษะ ศาลไม่อนุญาตและถือว่าศาลได้อ่านคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาลให้นายธนารับทราบแล้วและให้ออกหมายจับนายธนา ตันศิริเพื่อบังคับคดีต่อไป
ผู้จัดการออนไลน์ได้รายงานข่าวว่า นายธนา ตันศิริ ได้เดินทางเข้าไปรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 12.00 น.ของวันที่ 25 มิ.ย.อันเป็นวันพิพากษา โดยระบุว่าเกิดอาการเครียดจัด และนายธนาได้ใช้ใบรับรองแพทย์ส่งไปแจ้งยังศาลฎีกาว่า ขอเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ลุมพินี ได้สั่งอายัดตัวนายธนาไว้แล้ว โดยใช้กำลังฝ่ายสืบสวนเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องผลัดละ 2 คน จำนวน 3 ผลัดตลอด 24 ชม.
ด้านนายสิทธิโชค ศรีเจริญ ประธานกรรมการมรรยาททนายความ สภาทนายความฯ กล่าวว่า หากทนายความคนใด ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ทางศาลจะส่งชื่อมาให้สภาฯ จากนั้นคณะกรรมการมารยาททนายความ จะมีการประชุมเพื่อมีมติเพิกถอนใบอนุญาตของทนายความทั้ง 3 คนต่อไป
ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 69 ของ พ.ร.บ.ทนายความฯถือเป็นโทษสถานเดียว และทำให้ทนายความที่ถูกลบชื่อ ว่าความไม่ได้อีกและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แต่เมื่อพ้นกำหนด 5 ปีไปแล้ว ทนายความคนดังกล่าว สามารถยื่นขอจดทะเบียนเป็นทนายความได้อีก แต่ในทางปฏิบัติ ทางสภาทนายความยังไม่เคยอนุญาต
ที่มา-นสพ.ผู้จัดการ เดลินิวส์ โพสต์ทูเดย์ และ ไอเอ็นเอ็น ข่าว1 ข่าว2
ข้อมูลเพิ่มเติม 1.ข่าวศาลฎีกา-องค์คณะไต่สวนสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลฯ 2.คำสั่งศาลฎีกาฉบับเต็ม คดีหมายเลขแดงที่ 4599/2551 ฐานละเมิดอำนาจศาล
ความเห็น
ในที่สุด รายชื่อของผู้เกี่ยวข้องกับการนำถุงขนมใส่เงินสด 2 ล้าน ไปให้เจ้าหน้าที่ธุรการของศาลฎีกา ก็ได้เปิดเผยตัวออกมาแล้วว่า เป็นทนายความ เสมียนทนายความและผู้ประสานงาน ในคดีที่พตท.ทักษิณ ชินวัตรและคุณหญิงพจมาน ชินวัตรเป็นจำเลยคือ คดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ
อนึ่ง มีข่าวเก่าว่า ในวันที่ 10 มิย.ศกนี้ ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ดินรัชดาฯด้วย
เพื่อพิทักษ์รักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม และเพื่อกำราบความโอหังบังอาจ ในการใช้เงินติดสินบน เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง การที่ศาลฎีกามีคำสั่งลงโทษทนายความและเสมียนทนายความ ฐานละเมิดอำนาจศาลในอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกคนละ 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญานั้น จึงเป็นคำสั่งที่ถูกต้องเหมาะสมและสมควรได้รับการยกย่องจากสังคมไทย
แต่เรื่องยังไม่จบเพียงแค่นี้ ศาลฎีกายังมีคำสั่งให้เลขานุการศาลฎีกา ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน(ตำรวจ)ให้ดำเนินคดีอาญาข้อหาติดสินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 144 กับผู้ต้องหาทั้งสามและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น เจ้าของเงิน ตัวการ ผู้ใช้จ้างวาน หรือผู้สนับสนุนให้กระทำความผิดด้วย
ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 144 บัญญัติว่า " ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา จังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ " ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ร้ายแรงและมีอัตราโทษสูง
คดีนี้ น่าเชื่อว่า 3 คนที่ถูกศาลลงโทษ ไม่น่าจะทำการได้ตามลำพัง โดยเฉพาะคือ โดยฐานะและสภาพความเป็นอยู่ ไม่น่าจะสามารถออกเงินสดจำนวน 2 ล้านบาทที่อยู่ในกล่องขนมได้ โดยพฤติการณ์และรูปคดี จึงน่าจะมีตัวการ ผู้จ้างวานใช้และผู้สนับสนุน ที่โอหังบังอาจกระทำความผิด ที่เย้ยฟ้าท้าดินกลางเมืองเช่นนี้ได้
ดังนั้น เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม จึงต้องกระชากตัวไอ้โม่งเจ้าของเงินและตัวการ ผู้จ้างวานใช้และผู้สนับสนุน ออกมารับโทษในคดีติดสินบนให้จงได้ เพื่อมิให้เป็นตัวอย่างที่ชั่วร้ายในสังคมไทยอีกต่อไป
สังคมไทย ควรต้องจับตาและติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการล่าช้า การล้มคดีและการบิดเบี้ยวต่างๆของผู้เกี่ยวข้องต่อไป
- อัลคาโปน ติดคุกเพราะคดีหมูๆ ไม่ใช่ฆ่าคนตาย ค้าเหล้าเถื่อน ค้าผู้หญิง หัวขบวนทักกี้และเมีย ก็อาจติดคุกอย่างคาดไม่ถึงด้วยคดีติดสินบนสองล้านที่ดูเหมือนเล็กๆ นี้
- Login or register to post comments
- Login or register to post comments

