ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับสุนัย มโนมัยอุดม

tags:

11 มิถุนายน 2551 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.)และอดีตอธิบดีดีเอสไอ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นการกล่าวหาว่า นายสุนัยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท อันมิใช่ความผิดร้ายแรง อีกทั้งผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เป็นข้าราชการระดับสูงและยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่กระทรวงยุติธรรม

ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาได้มีหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาและชี้แจงการไม่ปฏิบัติตาม หมายเรียกรวม 3 ครั้ง โดยยืนยันมาตลอดว่า ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่พร้อมทั้งระบุที่ตั้งของสำนักงานไว้อย่างชัดเจน จึงเป็นข้อแก้ตัวอันควร ถึงเหตุที่ผู้ต้องหาไม่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก พฤติการณ์ยังไม่มีเหตุอันควรเชื่อหรือสันนิษฐานได้ว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ประกอบกับการสอบสวนผู้ต้องหานั้น พนักงานสอบสวนสามารถไปทำการสอบสวนผู้ต้องหาได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียก

กรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้ออกหมายจับนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เห็นพ้องด้วย จึงให้เพิกถอนหมายจับตามคำอุทธรณ์ของผู้ต้องหา 

ความเป็นมาของคดีนี้คือ เมื่อวันที่ 7-8 มี.ค. ศกนี้ พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ วาพันสุ รองผกก.สส.สภ.วังน้อย ในฐานะพนักงานสอบสวน ได้โทรศัพท์มาประสานงานให้นายสุนัยเข้ามอบตัวที่สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

นายสุนัย จึงได้มอบหมายให้ ทนายความไปพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมทั้งมอบตัวอย่างคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ได้พิพากษายกฟ้องคดีที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยื่นฟ้องนายนาม ยิ้มแย้มในข้อหาฐานหมิ่นประมาท เพื่อยืนยันว่าคำกล่าวหานายสุนัยไม่เป็นความผิด จากการตรวจสอบสำนวน ไม่ปรากฏว่ามีประจักษ์พยานใด ยืนยันถึงคำกล่าวของนายสุนัย แต่พนักงานสอบสวน ยังคงยืนยันที่จะเรียกตัวนายสุนัยมาแจ้งข้อกล่าวหา

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มี.ค. นายสุนัยทำหนังสือชี้แจงไปยังพนักงานสอบสวนว่า ข้อความที่กล่าวหานายสุนัย เป็นการคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ ไม่ตรงกับการให้สัมภาษณ์ แต่พนักงานสอบสวน สภ.วังน้อย ยังคงออกหมายเรียก นายสุนัยได้ทำหนังสือชี้แจงการไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก โดยยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญาและเป็นเจ้าพนักงานแสดงความเห็นไปโดยสุจริต พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เนื่องจากเป็นความผิดต่อส่วนตัว

ต่อมาพนักงานสอบสวน ได้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับนายสุนัยถึง 3 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุมัติหมาย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. มีการร้องขอให้ศาลออกหมายจับอีกครั้ง โดยหลังจากศาลออกหมายจับ พนักงานสอบสวนได้แถลงข่าวเรื่องนี้และแจ้งไปยังผู้สื่อข่าวว่า จะมีการจับตัวนายสุนัยหลังกลับจากต่างประเทศที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 4 มิ.ย.

แต่พล.อ.ปฐมพงศ์ เกษรศุภ ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายสุนัย ได้รับทราบว่าจะมีตำรวจมาจับกุมตัวนายสุนัยที่สนามบิน จึงได้ประสานให้ผู้เกี่ยวข้องดูแลอารักขาและนำตัวนายสุนับออกจากสนามบิน โดยผ่านพิธีการของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เนื่องจากขณะนั้น ตำรวจสภ.วังน้อยยังไม่ได้ส่งสำเนาหมายจัยไปให้ต.ม.อย่างเป็นทางการ จึงไม่มีการจับตัวนายสุนัยไว้

นายณฐพร โตประยูร ทนายความของนายสุนัย ได้กล่าวว่า

“คดีนี้ ทีมทนายต่อสู้ว่าตำรวจกระทำการโดยมิชอบหลายประเด็น การรวบรวมหลักฐานเพื่อขอหมายจับนายสุนัย ก็เป็นการรวบรวมหลักฐานเพียงบางส่วน ผมยังทราบมาด้วยว่า มีตำรวจระดับนายพลสั่งการให้ร้อยเวรไปขอหมาย ถ้าไม่ทำก็ออกไป ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ ตำรวจสามารถสอบสวนและส่งสำนวนให้อัยการได้ แต่ยังยืนยันว่าจะจับตัวนายสุนัยให้ได้ ทั้งที่การจับตัวไม่ได้เกิดประโยชน์ จะเป็นการนำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อดิสเครดิตเท่านั้น

ทั้งนี้หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำการโดยมิชอบ ทีมทนายความจะฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย 2,000 ล้านบาท และจะนำเงินไปช่วยเหลือมูลนิธิต่างๆ”

12 มิย.2551 นายสุนัย มโนมัยอุดม ได้แถลงข่าวที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า ตามที่ตนไม่ได้ไปรายงานตัวตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน เพราะเห็นโดยสุจริตว่า หมายเรียกดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีเหตุที่จะขอออกหมายจับได้ ตนเป็นนักกฎหมายซึ่งยึดมั่นในหลักกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมายมาโดยตลอด จึงได้ต่อสู้กับกระบวนการการใช้อำนาจรัฐที่มิชอบ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า การใช้อำนาจรัฐจะต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติไว้ และผู้ใช้อำนาจรัฐจะใช้อำนาจกลั่นแกล้งบุคคลในทางใดทางหนึ่งมิได้

อีกทั้งศาลในฐานะองค์กรที่เป็นกลางและเป็นอิสระ ย่อมอยู่ในฐานะที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อเป็นหลักประกันในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น การดำเนินการของตนในวันนี้ จึงเป็นการชี้ให้สาธารณะชนรับทราบถึงหลักกฎหมายดังกล่าว และเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ข้าราชการทั้งหลายซึ่งปฏิบัติตามกฎหมาย ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมั่นใจ ตลอดจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ที่ใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย ได้ตระหนักและถือปฏิบัติเป็นบรรทัดฐานต่อไปว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะต้องได้รับการปฏิบัติโดยเคร่งครัดจากผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ที่มา-กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 12 มิย.2551

ความเห็น

กรณีตำรวจและศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดมนี้ เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมของตำรวจไทย ซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐที่น่าสะพรึงกลัวและน่าสะเทือนขวัญประชาชนไทยทั่วทั้งประเทศ

ที่ว่า การออกหมายจับไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการออกหมายจับครั้งนี้ ออกโดยไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย กล่าวคือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖ บัญญัติว่า

"เหตุที่จะออกหมายจับได้ มีดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
(๒) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดย
ไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี "

ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท กรณีจึงไม่ต้องด้วยเหตุตาม (๑)

นายสุนัย ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เป็นข้าราชการระดับสูงและยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่กระทรวงยุติธรรม พฤติการณ์ยังไม่มีเหตุอันควรเชื่อหรือสันนิษฐานได้ว่า ผู้ต้องหาจะหลบหนีประกอบกับการสอบสวนผู้ต้องหานั้น พนักงานสอบสวนสามารถไปทำการสอบสวนผู้ต้องหาได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียก กรณีจึงไม่ต้องด้วยเหตุตาม (๒)

ที่ว่า ไม่เป็นธรรม ก็เพราะ ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แม้ว่า เป็นความผิดที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทำให้ผู้กล่าวหาใช้ช่องว่างของกฎหมาย แจ้งความที่ไหนก็ได้ แต่ผู้กล่าวหาและผู้ต้องหาล้วนมีภูมิลำเนาอยู่ที่กทม. ถ้าผู้กล่าวหา(พตท.ทักษิณ ชินวัตร)ใช้สิทธิโดยสุจริต ก็ควรต้องแจ้งความที่กทม.

การไปแจ้งความที่สภอ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา จึงเป็นการกลั่นแกล้งให้ผู้ต้องหา(นายสุนัย)ได้รับความยากลำบากโดยไม่มีเหตุอันสมควร เช่นเดียวกับคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาที่ไปแจ้งความนายสนธิ ลิ้มทองกุลที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งอาจทำให้สังคมมองได้ว่า มีความสนิทสนมหรือสามารถวิ่งเต้นตำรวจที่สภอ.ดังกล่าว ได้หรืออย่างไร

ยิ่งเมื่อคำนึงว่านายสุนัย เป็นตุลาการชั้นผู้ใหญ่มาช้านาน ทั้งขณะที่เกิดการกล่าวหา ก็ยังเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับอธิบดีของกระทรวงยุติธรรม หลักฐานในคดีมีแค่ข่าวที่ตัดมาจากหนังสือพิมพ์รายวัน ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการแถลงข่าวของนายสุนัย ทั้งพฤติการณ์แห่งคดี เห็นได้ชัดว่าเป็นการที่ผู้ต้องหา(พตท.ทักษิณ ชินวัตร)ในคดีที่นายสุนัยกำลังดำเนินคดีอยู่ แจ้งความกลับเพียงเพื่อแก้เกี้ยว กรณีนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลคดีอาญาเลยด้วยซ้ำ

การแสดงความกระเหี้ยนกระหือรือของตำรวจที่จะจัดการกับนายสุนัย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายสุนัยโดยไม่เป็นธรรม เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม กลั่นแกล้งผู้อื่นตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นความชั่วช้าเลวทรามที่อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาช้านานแล้ว

สมควรที่สังคมไทย จะต้องรื้อสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างขนานใหญ่ เพื่อขจัดตำรวจชั่วให้หมดไปจากสังคมไทยเสียที !!!

 

 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้