วิปรัฐบาลชี้ ส.ส.ขอระงับการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะประชาชนได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว
นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. เชียงราย ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือวิปรัฐบาล กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ยังไม่สามารถกำหนดขั้นตอนและวันเวลาได้
เนื่องจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. ที่นำโดย น.พ.เหวง โตจิราการ เพิ่งมายื่นรายชื่อประชาชนกว่า 150,000 รายชื่อพร้อมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ ซึ่งต้องใช้เวลาจำนวนมากในการตรวจสอบรายชื่อระชาชน ทำให้มั่นใจว่า จะยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันสมัยประชุมนี้
นายสามารถ กล่าวอีกว่า การเสนอญัตติของ ส.ส.ต้องยับยั้งไปเพราะประชาชนได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว (ข่าว 1)
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องของคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีที่เป็นส.ส.ไม่ต้องร่วมลงชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมูญ สำหรับกรณีที่มีผู้คัดค้านนั้นเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะโดยภาพรวมมีคนเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ โดยจะนำร่างไปพิจารณาและหากเห็นว่าใช้ได้ ก็จะลงชื่อเพื่อเสนอต่อรัฐสภา และหากไม่เห็นด้วยในส่วนใด ก็จะแปรญัตติต่อไป โดยยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมูญ จะมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามช่องทางของกฎหมาย (ข่าว 2)
ด้านรังสิตโพล เผยปชช.อยากให้รอไปอีก1ปีแล้วค่อยแก้ไขรธน.
นายประเสริฐ กิติรัตน์ตระการ หัวหน้าหลักสูตรผู้นำทางสังคม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แถลงผลสำรวจรังสิตโพล ที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,315 ตัวอย่าง ในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และจังหวัดอื่นๆ รวม 7 จังหวัด พบว่า
ร้อยละ 48.29 เห็นควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ควรรอเวลาอย่างน้อยอีก 1 ปี ร้อยละ 29.58 เห็นว่าไม่ควรแก้ไข และร้อยละ 22.13 เห็นว่าควรแก้ไขโดยเร็ว
ส่วนการแสดงเจตนาการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ของนักการเมืองในปัจจุบัน ร้อยละ 53 เห็นว่า ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของพรรคและนักการเมือง ร้อยละ 13.23 เห็นว่ากระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ส่วนความเห็นเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ร้อยละ 48.97 เห็นว่าควรแก้บางส่วนโดยปรับปรุงจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ร้อยละ 33.84 เห็นว่าควรแก้บางส่วน โดยปรับปรุงจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ร้อยละ 9.28 เห็นว่าควรแก้ทั้งฉบับโดยการเขียนใหม่
ส่วนความเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตรา 237 ร้อยละ 53.18 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 36.75 เห็นว่าควรแก้ไข และร้อยละ 10.07 เห็นว่าไม่ควรแก้ไข ส่วนการแก้ไขมาตรา 259 และ 278 ร้อยละ 47.83 เห็นว่าควรแก้ไข ร้อยละ 34.22 เห็นว่าไม่ควรแก้ไข
นอกจากนี้ ร้อยละ 43.88 เห็นว่าผลกระทบของการผลักดันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จะนำพาบ้านเมืองไปสู่ความแตกแยก ร้อยละ 30.04 เห็นว่า ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง และร้อยละ 26.08 เห็นว่าจะพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบ
นายประเสริฐ ยังกล่าวด้วยว่า รังสิตโพลมีข้อเสนอแนะต่อประชาชนคนไทยและนักการเมือง โดยสรุปว่า ในสังคมประชาธิปไตย การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สามารถจะกระทำได้ แต่ควรคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ และขอเตือนว่า
อย่านำเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองและนำไปสู่การแบ่งฝ่ายประชาชนในชาติโดยเด็ดขาด และหากนักการเมืองผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรคและนักการเมือง จะนำพาบ้านเมืองไปสู่ความแตกแยกอย่างแน่นอน (ข่าว 3)
ที่มา-สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ข่าว1 ข่าว 2 ข่าว 3
ความเห็น
ในที่สุด เมื่อเผชิญกับแรงต่อต้านอย่างรุนแรงจากหลายฝ่าย รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่แสดงความไม่เห็นด้วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กับข้อเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญจากผลโพลหลายแห่ง ที่สำรวจในครั้งหลังๆ ทำให้ที่ประชุมหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลที่ร้านไพซาโนเห็นว่า ข้อเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับของพรรคพลังประชาชน อาจนำไปสู่ความแตกแยกและการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ของสังคมไทย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลล้มได้ หากจัดการไม่เหมาะสม
นายบรรหาร ได้แถลงว่า สภาฯจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 19 พค.ศกนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเสนอก่อนล่วงหน้า 15 วัน ดูเวลาแล้ว ไม่น่าที่จะเสนอได้ทันในสมัยประชุมนี้
เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล ที่จะได้มีเวลาในการทำงานและทำอย่างอื่น (?)ที่สำคัญและเร่งด่วนก่อน สมควรโยนเผือกร้อนนี้ให้พ้นจากมือรัฐบาลให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาดำเนินการต่อไป ภาษาฟุตบอล เรียกว่า เมื่อมีความเสี่ยงและอันตรายว่าอาจเสียประตู ให้ทีมตั้งรับ"เตะลูกออกจากสนามไปก่อน"
ที่นายสามารถ แก้วมีชัย อ้างว่า เมื่อมีประชาชนรวมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ(ที่เหมือนกับร่างฯของพปช. ยังกับแกะ)เข้ามาแล้ว สส.จากพปช.ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอร่างฯเข้ามาอีกนั้น ความจริงคือ การตรวจสอบรายชื่อประชาชน 150,000 คน เป็นเรื่องที่ใช้เวลามาก อย่างน้อยก็ 2-3 เดือน ทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน ที่ต้องแก้ไขใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังจัดทำไม่เสร็จ
การหวังจะให้การแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันใช้กับคดีความในศาล โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยวิธีนี้ น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่ทันท่วงที ดังนั้นเรื่องที่ว่า จะแก้รัฐธรรมนูญด้วยญัตติที่ประชาชนเข้าชื่อกัน จึงน่าจะเป็นแผนลวง เตะลูกออก ซื้อเวลาไปก่อน
แผนจริง คือเสนอร่างแก้ไขฯโดยสส.กับสว.เมื่อสถานการณ์เอื้อมากกว่านี้
ที่พรรคพลังประชาชนกริ่งเกรง คือการเคลื่อนไหวต่อต้านของกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และเสียงคัดค้านจากคนที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก
จนกว่าจะสามารถดึงคนเป็นกลาง แน่ใจว่า ทหารไม่ลากรถถังออกมาล้มพวกเขาอีกและโดดเดี่ยวพวกพันธมิตรฯ ได้ การแก้รัฐธรรมนูญ ก็คงต้องชะลอไว้ก่อน
เพียงแต่คดีทุจริตของคตส.และคดียุบพรรค ยังเดินหน้า งวดเข้าไปทุกวัน
จะทำอย่างไรกันดี ?

