สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ : วิกฤติรัฐธรรมนูญ

tags:

"เราดูเฉพาะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเราจึงเขียนว่า รัฐธรรมนูญนี้จะนำไปสู่วิกฤติของชาติ ทุกครั้งที่เกิดการปะทะของสองอำนาจก็มาจากรัฐธรรมนูญ พฤษภาทมิฬก็รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญคือตัวแทนของการจัดวางอำนาจ ผมไม่ปฏิเสธว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นดอกผลของการรัฐประหาร และมีนัยสำคัญที่จะจัดการปัญหาบางอย่างในทางการเมืองที่มีพลังไม่น้อย ถ้าพลังน้อยๆ มันยอมไปหมดแล้ว แต่นี่เขามีพลังอำนาจทุน พลังอำนาจมวลชนพื้นฐานของเขาอยู่ คนออกแบบในการเคลื่อนไหวเขาก็มีอยู่"

นักวิชาการผู้ร้อนแรงทางความคิด พันธมิตรฯ ผู้ดุเดือดเลือดข้น นักต่อสู้เพื่อประชาชนคนยากจนโดยไม่เคยลดละ แต่โดยตัวตน อาจารย์สมเกียรติไม่ใช่คนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่นักเลงอันธพาลที่ท้าตีท้าต่อย ฉะนั้น เมื่อถูก ส.ส.ผู้ทรงถ่อยโดดถีบกลางสภา จึงเรียกเสียงประณามจากทุกสารทิศ เป็นความอัปยศอดสูของสถาบันผู้แทนปวงชน ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะขัดแย้งทางความคิดเช่นไร ก็ไม่ควรใช้ความรุนแรง นั่นคือหลักการประชาธิปไตย

อย่างไรก็ดี ในวิกฤติที่เกิดขึ้นวันนี้ ใช่หรือไม่ว่าความรุนแรงกำลังจะทวีขึ้น ด้วยอารมณ์ที่ยั้งไม่อยู่ของทุกฝ่าย-ไม่เพียงแต่ผู้ทรงถ่อยรายเดียวเท่านั้น รุนแรงลามปาม เราบอกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกับเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่มีการขว้างปาพันธมิตรฯ

"มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการออกแบบ เราไม่คาดคิดว่ามันจะลุกลามมา ถึงรัฐสภา เราดูการอภิปรายของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จักรภพ เพ็ญแข ที่พาดพิงมาถึงพันธมิตรฯ และก็พุ่งเป้าไปที่สนธิ ลิ้มทองกุล หลังจากนั้นการประชุมก็มีการเยาะเย้ยกระแนะกระแหนพันธมิตรฯ ใน ส.ส.อีก 4 ท่านก็รวมเป็น 5 ท่าน และคนสุดท้ายก็คือ นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ"

"ทุกครั้งที่เขาอภิปราย ผมก็ต้องนั่งฟังว่าเขาจะพูดอะไร เพราะรัฐสภาชุดนี้ ไม่ยอมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พรรคร่วมรัฐบาลยังตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะลงประธานกรรมาธิการชุดไหน เลยทำให้ยืดเยื้อ ก็เปิดให้ ส.ส.หายใจได้ เรื่องราวต่างๆ ปัญหาราคาพืชผลการเกษตร ปัญหาหนี้สิน ภัยแล้ง เปิดโอกาสให้ ส.ส.หารือประธาน หารือตั้งแต่ 2-3 เรื่องมาจนเป็นชั่วโมง ตอนนี้ชั่วโมงครึ่ง ช่วงแรกที่เปิดประชุมยังไม่เข้าสู่วาระ ก็หารือประธานอยู่นั่นแหละ เขาก็ใช้ช่องหารือมาพูดพาดพิงพันธมิตรฯ

อย่าง นพ.ประสิทธิ์ พูดตำหนิอธิการบดีธรรมศาสตร์ที่อนุญาตให้ใช้หอประชุมใหญ่ พอช่วงที่สองก็เอ่ยชื่อผมว่า ถ้าไม่มีความสุขก็ให้ออกมาตั้งพรรค ให้คุณสนธิเป็นหัวหน้าพรรค ผมเป็นเลขาธิการ สุริยะใสเป็นโฆษกพรรค ระบุชื่อเลย แล้วร่ายยาวว่าพันธมิตรฯ ไปสัมมนา 28 มี.ค.ที่หอประชุมใหญ่ไม่ใช่การสัมมนา แต่เป็นการด่ารัฐบาล แล้วยังไปตำหนิงิ้วธรรมศาสตร์ว่ามีคำว่าธรรมศาสตร์ อะไรทำนองนี้"

"ผมก็ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า อย่ากระแนะกระแหนผมเลย ถ้าคิดว่าผมทำผิดรัฐธรรมนูญก็โปรดถอนถอนผมซะ ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 270 ถอดถอนผม ก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่าการไปดึงพันธมิตรฯ มามันไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล เพราะในสภามันต่อสู้กันระหว่างฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ดึงพันธมิตรฯ มาเป็นจำเลย แล้วก็ซัดกันทุกวัน แทนที่จะมาต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชาชนกลับดึงพันธมิตรฯ มา ผมบอกว่าถ้ามีอะไรก็ไปคุยกันข้างนอกได้ เพราะเป็นเรื่องของการเมืองภาคพลเมืองเขาหาว่าผมท้าทายเขาให้ออกไปข้างนอก"

"หลังจากอภิปรายเสร็จผมก็ไปคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคข้างนอก ชั้น 2 ที่เป็นห้องอาหาร ไปถึงโต๊ะคุณนิพนธ์ บุญญามณี ดร.พีรยศ คุณรัชดาภรณ์ แก้วสนิท ผมก็กำลังจะหาเก้าอี้อยู่ หันกลับมาทางนี้.... ไอ้สัตว์ ไอ้เหี้ยสมเกียรติ มึงจะเอาอะไรวะ - ถีบเลย โดนตรงหัวเหน่า ผมเซนิดหนึ่ง แล้วก็จะตามด้วยหมัด คุณนิพนธ์ที่เพิ่งยืนจับมือกับผมก็เลยเอามือไปรับและพยายามผลักให้ไปติดกำแพง จากนั้นคนนี้ก็ด่าผมเป็นชุดใหญ่ ไอ้ ส.ส.หน้าอวัยวะเพศชาย ไอ้ ส.ส.หน้าอวัยวะเพศหญิง

ตรงนั้นมี ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินตั้งหลายคน แล้วพรรคประชาธิปัตย์ตามมา ร่วม 20 คนอยู่ตรงนั้น ผมก็เฝ้ามองเขาด่าไม่พูดสักคำ คุณนิพนธ์ก็พยายามจะบอกเขาว่า ที่นี่เป็นสภานะ ยังมีด่ามาอีก ชุดนี้พี่รัชดาภรณ์แกบันทึกไว้ทั้งหมด จากนั้นคุณโกวิท ที่อยู่ใกล้ๆ เลยมาเป็นคู่ต่อกรกับเขา ทางนั้นก็บอกว่า มึงรู้จักไหมกูเป็นใคร โกวิทก็พูดทำนอง - รู้ คนที่ปลอมใบสุทธิ คนที่ตบเตะเมีย ซัดกันไปซัดกันมา ระหว่างนั้นมือซ้ายเขาพยายามควานหาส้อม ประมาณ 15 นาทีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ให้อลงกรณ์มาเอาตัวผมไป เขาก็ยังด่าๆ คนก็มุงเต็มไปหมด"

"หลังจากนั้นผมก็มานั่งกับคุณสุเทพ คุณเทพไท ผมก็ถามเลขาฯ คนนี้เป็นใคร ผมไม่รู้จักจริงๆ นะ เขาเลยบอก อ๋อ รู้จักประวัติแล้ว แต่ตัวผมไม่รู้จัก ช่วงนั้นคุณสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ก็เอาตัวออกไปข้างนอก ประมาณ 7-8 นาทีกลับมาอีกแล้ว พร้อมถุงอันหนึ่ง คุณนิพนธ์ยืนยันว่าเป็นถุงคล้ายๆ คัตเตอร์ ผมนั่งอยู่ห้องกาแฟกับสุเทพ กับเทพไท เขามายืนห่างผม 2 วา คราวนี้ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลยืนล้อมเขา ก็เถียงกับอลงกรณ์ หลังจากนั้นคุณชัย ชิดชอบ ก็เอาตัวออกไป เหตุการณ์ทั้งหมดผมว่าเกิดขึ้นราวๆ 30 นาที เป็นการด่าผมมากกว่า 50 ครั้ง มี ส.ส.ผู้หญิงยืนอยู่ไม่ต่ำกว่า 6-7 ท่าน"

"ความรุนแรงทางวัฒนธรรมอำนาจ มันได้ไหลมาสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว คล้ายๆ ความรุนแรงที่อยู่หน้าหอประชุมธรรมศาสตร์ ซึ่งผมอภิปรายตอบโต้ นพ.ประสิทธิ์ ที่ท่านใช้คำว่าถ่อย ม็อบที่มาจัดตั้งอ้างว่าเป็นสัมมนา ประธานวินิจฉัยว่าไม่สุภาพ นพ.ประสิทธิ์ก็ถอน ผมก็ชี้แจงว่า ศัพท์ที่ท่านประธานให้ถอนนั้น มันมี 2 ม็อบ ม็อบไหนเป็นอย่างที่ท่านประธานวินิจฉัย เพราะมันมีม็อบที่ขว้างปาก้อนหิน ขวดน้ำเข้ามา ไปทำร้ายกลุ่มสันติอโศก  โห-ตอนนี้เขาเดือดมาก แล้วผมก็บอกว่ามีปัญหาอะไรก็ไปคุยกันข้างนอกได้ หลังจากนั้นคุณการุณถึงมา ความรุนแรงเป็นแบบจำลองที่มุ่งหมาย และก่อนที่การุณเข้ามาหาผมเขาคุยกับผู้อาวุโสของพรรครัฐบาลมาก่อน"

"อันนี้ก็คือที่มาของวัฒนธรรมอำนาจหรืออำนาจ 2 กระแสมาปะทะกัน โดยมีชนวนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเขามีความรู้สึกว่าพันธมิตรฯ เปิดแนวรบกับเขาเร็วเกินไป ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้มีมติว่าจะแก้ทั้งฉบับหรือบางข้อ แต่มีคนของเขาไปแสร้งถามสังคมว่าจะแก้มาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค และ 309 พันธมิตรฯ ก็เอาอันนี้ไปพูดถึง 3 ครั้ง และคุณสนธิยังพูดเรื่องคนบางคนที่คิดเป็นใหญ่เป็นประธานาธิบดี พันธมิตรฯ คราวนี้คนมาค่อนข้างมาก การที่ประชาชนตื่นตัวอย่างนี้ทำให้เขาต้องออกแบบให้ นพ.ประสิทธิ์กล่าวหามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวหาม็อบถ่อย งิ้วธรรมศาสตร์ ผมจึงคิดว่า เขาได้นำเรื่องราวการต่อต้านรัฐธรรมนูญมาสู่ใจกลางของสภาผู้แทนราษฎรแล้วเป็นสัญญาณว่า แนวรบเขาเริ่มทำงานแล้ว"

"การกลับมาของอดีตนายกฯ เร็วกว่ากำหนด ถ้าเราอ่านในหมู่พันธมิตรฯ ก็คือ เขามาควบคุมสถานการณ์เอง เพราะสมัครดูเหมือนจะสร้างความขัดแย้งในพรรคสูง ประกาศไม่เอามาตรา 309 ซึ่งหัวใจก็คือมาตรา 309 อันอื่นเป็นอุปกรณ์ประกอบ 237 ยุบพรรคก็ไม่ได้กระทบอดีตนายกฯ เราเห็นสัญญาณแล้วว่าพวกนี้ไม่เพียงแต่จะมาเปิดแนวรบกับผมคนเดียว

เขายังเปิดแนวรบกับคุณพจนาถ แก้วผลึก คุณหมวย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพันธมิตรฯ พัทยา โดนขู่โดนท้าทายตลอด พรรคก็รับรู้ ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์มีมติสอดคล้องกับพันธมิตรฯ ปฏิเสธการแก้รัฐธรรมนูญใน 2 มาตรา แล้วสัญญาณตรงนี้บ่งบอกอะไร เปิดแนวรบกับทุกคนที่ต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ยกตัวอย่างสมัครพูดว่าไม่แก้ 309 ชูศักดิ์ ศิรินิล โต้กลับ เป็นหัวหน้าพรรคต้องยอมรับมติพรรค กุเทพ ใสกระจ่าง สั่งสอนหัวหน้าพรรคเลย นี่สะท้อนว่า เขาจะเปิดแนวรบกับทุกคน เพียงแต่ว่าจะเลือกใช้ใคร ถ้ากับสมัครเขาใช้กุเทพ ใช้การุณมาปฏิบัติการกับผม เป็นแบบจำลองของการเมืองพลเมืองนอกสภามาสู่สภา ความขัดแย้ง 2 ซีกอย่างนี้เคยเกิดมาแล้วในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ พล.อ.ชวลิตเป็นหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ พล.อ.สุจินดาอภิปรายพาดพิงเรื่องสภาเปรซิเดียมและเกิดการโห่กัน และครั้งนี้ก็เป็นการโห่ครั้งที่ 2 พอคุณการุณพูดในสภาว่าอาจารย์ครับๆ ผมมาประชุมที่พรรค อ.อภิสิทธิ์เดินมาหาผม อาจารย์ครับๆ เป็นโจ๊กในที่ประชุมพรรคเลย"

อ.สมเกียรติบอกว่า บรรยากาศในสภาตอนนี้แยกข้างชัดเจน

"ขนาดผมให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ ส.ส.พรรครัฐบาลเดินมา เฮ้ยพูดอะไรนักหนา น่ารำคาญ-อยู่ตลอดเวลา"

ตั้งแต่เข้าสภาพี่คุยกับ ส.ส.พลังประชาชนบ้างไหม ?

"ผมยังไม่ได้คุยกับใครสักคน แม้แต่นักเรียนรุ่นเดียวกับผม ส.ส.อีสานรู้จักเกินครึ่งเพราะเคลื่อนไหวมวลชนมาด้วยกัน ผมยังไม่อยากคุยกับเขา ระยะที่เขาฟักตัวอะไรบางอย่าง ระยะที่เขาออกแบบทางการเมืองอะไรบางอย่างและอย่าลืมว่าผมขึ้นพูดทีไรผมถูกประท้วงทุกที ครั้งแรกที่ผมบอกว่าน่าจะให้คนที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ แสดงวิสัยทัศน์ ร.ต.ท.เชาวรินประท้วงผมเลยว่าผมพูดผิด ผมบอกต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ร.ต.ท.เชาวรินท่านก็กรุณาสั่งสอนว่า ประชาชนมีส่วนร่วมตามตรา 87 มันเริ่มตั้งแต่วันลงคะแนนแล้ว เขามองการเมืองว่าสิ้นสุดแล้ว คุณไม่ต้องมายุ่ง

หลังจากนั้นผมก็ประท้วงรัฐมนตรีจักรภพที่มาอาศัยเวทีสภาโจมตีพันธมิตรฯ ผมจะขออ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย ประธานก็ไม่อนุญาต มาล่าสุดหลังจากที่ผมเกิดเหตุกับการุณ จตุพรก็อภิปรายพาดพิงผมอีกบอกว่าผมใช้คำพูดไม่เหมาะสม ไปด่ารัฐมนตรีมหาดไทยว่าไอ้

ผมก็ชี้แจงว่าผมพูดจริงเพราะว่ารัฐมนตรีท่านนี้ ด่าไอ้ 5 พันธมิตรฯ ผมนับได้ 4 ครั้ง มาด่าผมก่อนและผมมีเทปด้วย การจะต่อสู้กับรัฐมนตรีมหาดไทยคนนี้ต้องมีหลักฐาน ตัวละครเอกๆ มันล้วนผ่านการออกแบบมากับผมเกือบหมดแล้ว จักรภพ จตุพร ก็ยังเหลือตัวละครในสภาที่ชอบใช้กำลัง ในส่วนใช้สติปัญญาตอบโต้กันก็ใช้หลายคนแล้ว"

อ.สมเกียรติ บอกว่าส่วนตัวรู้จักกับ ส.ส.อีสานพรรคพลังประชาชนมากกว่า 50 คน ทั้งผู้นำครู แกนนำเกษตรกร

"บางคนผมเคยไปนอนบ้านเขาตั้งหลายครั้ง นักเรียนรุ่นเดียวกันก็หลายคน ตอนที่ผมถูกถีบยังมี ส.ส.ที่เรียนมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกันยกมือทักทาย แต่ไม่กล้าเดินจากฝั่งของพรรคพลังประชาชนมา บรรยากาศในสภาผมมีความรู้สึกว่ามันมีความหมางเมินกันนะ มันไม่เหมือนเพื่อนที่จะผลักดันภารกิจทางนิติบัญญัติให้เป็นผลประโยชน์ของชาติ

มันจะเอาเรื่องราวต่างๆ ของระบอบทักษิณมาพูดกันมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นญัตติอะไร การกระจายเม็ดเงินสู่ชนบท ส.ส.เชียงใหม่ก็อัดรัฐบาลสุรยุทธ์ว่าไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนคิด ประชาธิปัตย์ประท้วง ประธานก็วินิจฉัยว่า คำว่าไม่รู้เอาสมองส่วนไหนคิดเป็นเพียงไม่สุภาพ พูดต่อได้ ก็พยายามอัดรัฐบาลสุรยุทธ์ว่าทำงานไม่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ยกย่องอดีตนายกฯ เลยเป็นบรรยากาศของพันธมิตรฯ กับอดีตนายกฯ 2 คน จะถูกประดับประดาในการประชุมสภาแทบทุกครั้ง

ผมก็มีความรู้สึกว่าเนื้อหาหรือประเด็นวาระทางสังคมในสภามีน้อยเกินไป พูดเรื่องระบอบทักษิณมากเกินไป โดยเฉพาะพูดในเชิงสรรเสริญเยินยอและเชิดชู คล้ายๆ อาลัยอาวรณ์ และก็พูดถึงพันธมิตรฯ ในแง่ลบมาก เวทีเราจึงเป็นสภาที่ใช้สติปัญญาด้านนี้หนักไปสักหน่อย และก็ใช้คนมาถีบอาละวาดผมในฐานะอันธพาลทางการเมือง"

"ผมก็คิดว่าสภานี้ไร้เหตุผล อ.อมร จันทรสมบูรณ์ บอกว่าประเทศไทยควรจะปฏิรูปทางการเมืองโดยวิธีที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญนิยม ข้อหนึ่งซื้อเสียง ข้อที่สองสภาไทยเป็นสภาไร้เหตุผล จริงเลย ไร้เหตุผลไม่พอ มันเป็นสภาของอันธพาล ใน 200 ประเทศ พบว่ามีไม่เกิน 5 ประเทศที่มี ส.ส.ทำร้ายร่างกาย คือเราสู้ในสภาแล้วกระแสมันไม่สิ้นสุด ผมว่าสภาผู้แทนฯ เรามันเปรอะไปแล้ว"

อารมณ์ที่ตอบโต้กัน ถ้าเรามองมุมกลับ ฝ่ายรัฐบาลหรือประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลเขาก็โกรธแค้นพันธมิตรฯ เพราะคิดว่าพันธมิตรอยากให้เกิดความรุนแรง อยากให้เกิดรัฐประหารอีก หรือว่าอยากให้ใช้มาตรา 237 ยุบพรรค ซึ่งเขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม

"มี 3 ประเด็นในคำถามนี้ ผมมีความรู้สึกว่าประเด็นยุบพรรคเป็นเรื่องสาระใจความ เพราะว่ามีพยายามเคลื่อนไหวเรื่องนี้มานาน แต่ไม่สามารถที่จะตัดตอนทางคดีซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของระบอบนี้ พยายามจะตัดคดีไม่ให้ถึงศาล มันมีรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่าถ้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดต้องยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 5 ปี และ กกต.ท่านหนึ่งยังชี้แนะว่าอย่างไรก็ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความวินิจฉัย เขาเรียกว่ากฎหมายค้ำคอ

และตอนที่จะเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เราหนักก็คือ พอชื่อตุลาการรัฐธรรมนูญ 4 คนออกมา นายกฯ สมัครมาบอกว่าเลือกมาได้อย่างไรมีแต่กลุ่มปฏิปักษ์กับรัฐบาล เรามาวิเคราะห์กันในพันธมิตรฯ ว่านี่เป็นอาการของการจนมุมเรื่องกฎหมายและเวลา เราเห็นความเครียดอย่างหนักของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพรรคชาติไทย มัชฌิมาฯ มีสูงมาก ถ้าเราตัดตอนกรรมการบริหารเหล่านี้มันก็จะมีความเครียดเพิ่ม 2 เท่า เพราะกรรมการบริหารถูกเพิกถอนปั๊บ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีเสียงข้างมาก อันนี้ก็คืออาการจนตรอกหรือจนมุมในเรื่องความผิดและเงื่อนเวลา"

"ส่วนประเด็นว่าพันธมิตรฯ จะนำความรุนแรงมาหรือไม่นั้น พันธมิตรฯ วิเคราะห์ว่า เราจะไม่ก่อเรื่องนี้ แม้จะมีคนเรียกร้องให้ชุมนุมที่รัฐสภาและสนามหลวง มีบางคนหยิบยกขึ้นมาให้ชุมนุมใหญ่ เราก็ปฏิเสธ แม้ครั้งต่อไปก็คงใช้หอประชุม เพราะเรารู้ว่าแนวรบนี้มีแรงยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้น เราจึงมีการออกแบบว่า เอาเรื่องงิ้วเข้าไปแทรกหน่อย อย่าขึ้นเวทีปราศรัยกันนะ เอานักวิชาการมานั่งหน่อย 5 คน 10 คน เอาเอ็นจีโอมานั่ง ซึ่งแน่นอนอาจจะพูดถึงระบอบทักษิณบ้าง ความขี้ริ้วขี้เหร่ของรัฐบาลชุดนี้บ้าง"

"แต่ประเด็นการรัฐประหารเป็นประเด็นที่เราในแกนนำและองค์กรเครือข่ายพูดกัน เป็นพิเศษ เพราะมันมีสัญญาณบางอย่างว่าจะรัฐประหารตัวเองโดยใช้กลไกกฎหมายที่มีอยู่ คือ พ.ร.บ.กอ.รมน. เข้ามาจัดการ เราเรียกว่าการรัฐประหารเงียบโดยใช้โครงสร้างอำนาจนิยมที่อยู่ในกฎหมายแล้ว เข้ามาจัดการ เรียกว่ามีโอกาสรัฐประหารตัวเองสูงมาก"

"การรัฐประหารมี 2 สาเหตุในประเทศไทย สาเหตุแรกก็คือสาเหตุที่รัฐบาลบริหารประเทศแล้วโกงกินชาติบ้านเมืองและไป แทรกแซงในกองทัพ ถูกรัฐประหารทุกที และเป็นข้ออ้างข้อแรกเสมอด้วย สาเหตุที่สอง ประชาชนขัดแย้งกันอย่างหนัก โดยจะนำไปสู่ความรุนแรง หากปล่อยไปจะเกิดมิคสัญญี อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่ใช้เป็นข้ออ้างใน 19 ก.ย. เชื่อว่าพันธมิตรฯ กับกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณจะมีการปะทะกัน แต่เราวิเคราะห์แล้วเราหลีกเลี่ยงที่สุด แม้แต่องค์กรแนวร่วมที่จะประชุมวันเสาร์ก็ไปที่สวนลุมฯ ที่มีบริเวณรั้วล้อมรอบ

คุณไชยวัฒน์ คุณประสงค์ นักวิชาการจำนวนหนึ่งที่เรียกว่า สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ทุกคนจะหาที่สัมมนาที่มีรั้วรอบขอบชิด เรารู้ว่าเราจะไม่ไปปล่อยให้การ์ดพันธมิตรฯ ของเราไปปะทะกับกองกำลังที่จัดตั้งมา เรารู้ว่า นปก.ก็จะไปขอใช้ธรรมศาสตร์ พันธมิตรฯ อาจจะต้องให้ผู้ประสานงานแถลงว่าเคารพเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของเขา จะไม่ไปก่อกวน เพื่อให้แบบอย่างกับสังคม"

"ถ้าพูดสรุปเหตุผลของอาการยุบพรรคเป็นเหตุผลเบื้องปลาย แต่เหตุผลอย่างแรกก็คือการจะตัดตอนคดีต่างๆ ที่กำลังสรุป เรามีข้อมูลว่าอดีตผู้นำประเทศมีความหนักใจในบางคดีมาก ถึงขนาดที่คนนี้หลุด คนนี้ติด ในบทวิเคราะห์ของทีมงานกฎหมายเขา เราก็รับรู้ ยิ่งมาซ้ำเติมด้วยคดีที่ค่อนข้างหนักแน่นที่สุด คดีปล่อยกู้ให้พม่า และการที่สมัครต้านหรือไม่ทำตามเขาในมาตรา 309 ทำให้พวกนี้ต้องเร่งสร้างสถานการณ์

เพราะมาตรา 309 เป็นมาตราเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขารอดพ้นคดีโดยไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณา ของศาล ซึ่งเราปรึกษานักกฎหมายอาวุโสในกระทรวงยุติธรรม ถ้ายกเลิกมาตรานี้ได้แม้แต่คดีที่อยู่ในศาลถ้ายังไม่พิพากษาก็จะต้องถูก จำหน่ายคดีไปหมด"

ใครตีความอย่างนั้นเพราะ อ.จรัญ อ.สมคิด ก็ไม่ได้บอกว่ามาตรา 309 เกี่ยวกับ คตส.

"ข้อมูลที่เราประชุมกันมันมีกระแสอย่างนี้ ซึ่งเราก็ยืนยันว่าตอนนี้รัฐบาลนอมินีเริ่มหมดความจำเป็นแล้ว เขาจะลงมาควบคุมและกำกับเองแล้ว ตอนแรกดูเหมือนว่ามีความจำเป็น แต่เวลาออกแบบอะไรไม่เป็นอย่างที่ออกแบบ เช่นออกแบบให้เปลี่ยนหัวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วเอาคนนี้ขึ้น โอเคคนละครึ่ง เปลี่ยนให้ แต่เอาอีกคนขึ้น ไม่ทำตามคำบงการของเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

เราต้องยอมรับว่า อำนาจที่แท้จริงกลับมาแล้ว กลับมาในเชิงวางโครงสร้าง ออกแบบ และควบคุม แล้วรัฐบาลนอมินีเริ่มหมดความจำเป็นแล้ว อาการป่วยของผู้บริหารประเทศ สะท้อนให้เห็นว่ารู้สึกว่าจะต้องกลับมาให้สอดคล้องกับเจ้าของอำนาจบ้าง เช่น พอหายป่วยก็มาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญว่าเราต้องเดินหน้าเพื่ออนาคตของชาติ เพื่อคนรุ่นหลัง ผมไม่ลงสมัครอีกแล้ว

มันสะท้อนว่าถ้าคุณไม่ทำตามเรา ระวังโฆษกพรรคจะถล่มคุณอีกนะ และอาจจะเป็นประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลอภิปรายกันเอง ถ้ายังแสดงความเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป ผมจึงบอกว่าตอนนี้แนวรบในสภาจะทำให้เกิดอาณาจักรแห่งความกลัว ว่าพร้อมแล้วที่จะเปิดแนวรบทุกพื้นที่ ทุกสถาบันทั้งสถาบันการเมืองภาคพลเมือง การเมืองรัฐสภา"

ที่ว่าพันธมิตรฯ ไม่ก่อความรุนแรง ดูการเสวนาในธรรมศาสตร์ก็ไม่มีปัญหา แต่ทำไมต้องใช้คำว่ากลียุค ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ?

"การออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของเราบอกว่ากลียุคใกล้เข้ามาแล้ว เราวิเคราะห์ว่าทันทีที่ไปแทรกแซงตุลาการกลียุคจะเกิด เพราะว่าอำนาจที่หนึ่ง อำนาจนิติบัญญัติมันถูกแทรกแซงเป็นของเขาหมดแล้ว อำนาจที่สอง อำนาจบริหารเป็นของเขาแล้ว เหลืออำนาจที่สาม เราก็วิเคราะห์ว่าตั้งแต่อำนาจที่สามเข้าไปสั่งให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.เป็นโมฆะ ครั้งที่สองไปสั่งให้จำคุก กกต.ชุดวาสนา ครั้งที่ 3 ยุบพรรค แสดงว่าอำนาจตุลาการได้ยื่นมือไปจัดการพวกนี้

แล้วเรารับรู้ว่ามันกำลังแทรกเข้ามาใน กกต. เราเห็นการแปรธาตุของกกต.บางคน ก่อนที่เราจะออกแถลงการณ์ เราก็ยืนยันว่าเหลือ 2 คนแล้ว เอาไปได้ 3 แล้ว ตอนหลังถึงกลับมา มันเป็นการต่อสู้ช่วงชิงของอำนาจที่จะเข้าไปจัดการในองค์กรตุลาการ ซึ่ง กกต.ต้องยอมรับว่าเป็นองค์กรตุลาการนะ เพราะวินิจฉัยตัดสินได้เลย เป็นที่สุดด้วยเวลาเพิกถอนสิทธิ ให้ใบแดง"

"และเรารู้ว่ามีความพยายามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง เลยเป็นเหตุผลที่สรุปกันในหมู่แกนนำพันธมิตรฯ ว่าถ้าไปตัดตอนองค์กรตุลาการอย่างที่เรารู้ข้อมูลมา เราต้องออกแถลงการณ์ว่ากลียุคมาแล้ว และท่านจำลองบอกว่าขอให้เพิ่มข้อหนึ่งได้ไหม เรื่องกระบวนการยุติธรรมให้กล้าหาญและรวดเร็ว ตอนแรกใช้ศัพท์มากกว่าสถาบันยุติธรรมนะ ใช้ศัพท์ตรงๆ เลย แต่เราติงไป เราสะท้อนว่าถ้าปล่อยให้ระบบยุติธรรมยืดเยื้อต่อไปโอกาสจะแทรกแซงสูง เหมือนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเคยติดสินบนศาลรัฐธรรมนูญตอนยุบพรรค เราเลยใช้คำว่ากลียุคมาแล้ว"

"พอใช้คำนี้สังคมรู้สึกว่า เอ๊ะทำไมพันธมิตรฯ ออกมาเร็วจัง มันจะเกิดจริงหรือ อันนี้เราก็ยอมรับว่าเราได้ตรึกตรองพอสมควร หลังจากเขายึดพรมแดนนิติบัญญัติบริหารหมดแล้ว เราถือว่าฐานที่มั่นสุดท้ายคือตุลาการ เราจะต้องสนับสนุนให้เกิดความเที่ยงธรรมและความเป็นอิสระ เพราะเรารู้ว่าสถาบันหนึ่งที่จะไม่กล้ากลับมาทำในระยะเวลาอันแสนสั้นก็คือ กองทัพ ถ้ากองทัพมาทำจะมาซ้ำเติมประเทศชาติซ้ำสอง

เราวิเคราะห์ว่ากองทัพหมดความชอบธรรมที่จะมายุ่งเกี่ยวหรือฉวยโอกาส เราเลยมุ่งมาที่สถาบันยุติธรรมเป็นหลัก ช่วงนั้นวิเคราะห์ได้อย่างนั้นจริงๆ เพราะเขาเข้ามาก็จัดการดีเอสไอ ตามมาด้วยกรมประชาสัมพันธ์ แล้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พอเรารับรู้ข้อมูลว่าพยายามกินพรมแดนมาทางศาลเราก็ออกแถลงการณ์ ไม่ลังเลเลยตอนนั้น"

การรัฐประหารในเงื่อนไขที่ 2 คือประชาชนขัดแย้งกันอย่างหนัก ก็ถูกมองว่าเข้าทางพันธมิตรฯ อยากให้เป็นอย่างนั้น

"การรัฐประหารมี 2 ส่วน ส่วนแรกเกิดจากทหารทำล้วนๆ โดยฉวยสถานการณ์ความรุนแรง อันนี้ประชาชนคิด วัฒนธรรมอำนาจมาปะทะกัน ทหารฉวยโอกาส พันธมิตรฯ ก็เข้าใจเลยหลีกเลี่ยงการชุมนุมใหญ่ ไม่ต้องการให้เป็นเหตุชนวน เพราะที่ผ่านมาเราถูกใช้ว่าเป็นชนวน สายล่อฟ้า จนเรารู้สึกว่าต้องระมัดระวัง ขนาดนักวิชาการที่เป็นที่ปรึกษาเรายังบอกว่าพูดหอประชุมวันที่ 28 มี.ค.ล้าหลังมวลชนมาก ใจมวลชนไปไกลแล้ว ยังมาพูดเรื่องปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อารมณ์ประชาชนไปไกลแล้วกับรัฐบาลชุดนี้ กับการฟื้นคืนชีพของระบอบทักษิณ

เราก็บอกแบบนี้มันไม่ได้ การใช้วัฒนธรรมอำนาจไปปะทะกันเร็วเกินไป โดยประเทศไม่ตระเตรียมการออกแบบการใช้อำนาจหลักของชาติ คือตุลาการ ทหารก็รัฐประหารทุกที และก็ล้มเหลวทุกที ก็เป็นไปได้ที่คนจะคิดว่าเกิดความรุนแรงเกิดการรัฐประหารตามมาทันที แต่เราต้องถามว่า 28 มี.ค.เราก่อความรุนแรงไหม หรือใครก่อ"

"สองก็คือการลุกขึ้นของประชาชน ซึ่งผมเชื่อว่ายังเกิดขึ้นครั้งเดียวในประเทศไทยคือ 14 ต.ค. 2516 เขาถึงใช้นายกฯ พระราชทาน เป็นการปฏิวัติของขบวนนิสิตนักศึกษา หลังจากนั้นแม้แต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬก็ยังเปลี่ยนอำนาจโดยวิธีปะทะกันรุนแรง แล้วก็ไปลาออก แล้วเอาคนใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็ได้คุณอานันท์รอบ 2 ชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติแบบเดิมโดยนิสิตนักศึกษา ประชาชนลุกขึ้นสู้ ขนาดนั้นก็ยังเกิดความรุนแรงจากรัฐบาลเผด็จการ เพราะฉะนั้นการคิดรัฐประหาร ทั้งจากกองทัพหรือขบวนการนักศึกษาประชาชน มันจะมีอำนาจมาต้านเสมอ การเปลี่ยนแปลงแนวนี้ทั้ง 2 กระแสหนีความรุนแรงไม่พ้น มันยากที่เราจะสรุปผลสุดท้ายที่มันเกิดขึ้นถ้าไม่ใช้อำนาจตุลาการ"

ที่ฝ่ายไทยรักไทยหรือพลังประชาชนแค้นมาก คือการที่คุณสนธิเล่นเรื่องวัดพระแก้ว แล้วก็ประธานาธิบดี มันเป็นการยั่วยุ

"ผมคิดว่าแนวรบด้านนี้ทุกคนมีเหตุผลในการเสนอชุดความคิดออกไป เพราะตอนนั้นคนที่พูดเรื่องประธานาธิบดีคนแรกคือหลวงตามหาบัว ที่มีรายการเทศน์ครั้งแรก หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูด กระทั่งสนธิมาพูดว่ามีบางคนมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นประธานาธิบดี พิภพมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญฮิตเลอร์ ฉบับไวร์มา ที่เอารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้วข่มขืนประเทศ มันเป็นการอธิบายที่เจ็บปวดมาก ถ้าเรามีความรู้สึกว่าไม่อยากเป็นประธานาธิบดีก็อาจจะไม่ต้องเดือดร้อน แต่ผมไม่ได้ปกป้องคนที่พูดนะ คนที่พูดต้องมีหน้าที่อธิบายต่อสังคมเอง และก็เป็นคำพูดในสถานการณ์ที่จะสู้รบทั้ง 2 ครั้ง

ครั้งแรกคือหลวงตามหาบัวเทศน์ ครั้งสองคุณสนธิเพิ่งมาพูด แล้วคุณพิภพมาย้ำเรื่องรัฐธรรมนูญฮิตเลอร์ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่สถาปนาอำนาจระบอบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ คนที่พูดต้องทำหน้าที่อธิบายกับสังคม แต่ผมยอมรับว่าคำพวกนี้เสียดแทงมาก จนเป็นชนวนเร่งเร้าให้วัฒนธรรมสองอำนาจปะทะกันเร็วขึ้น"

การพูดเรื่องเหล่านี้ทำให้ประชาชนฝ่ายพันธมิตรฯ เกลียดทักษิณรุนแรง อีกฝ่ายเขาก็โกรธอย่างรุนแรง

"ผมเห็นว่าเป็นคำพูดที่ตรงใจดำและสร้างความเคียดแค้นได้ทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็บอกว่า โห มันมักใหญ่ใฝ่สูงขนาดนี้เหรอ ฝ่ายโน้นก็บอกว่า โห มันกล่าวหากันขนาดนี้เหรอ ผมเข้าใจนะ มันเป็นชุดข้อมูลที่ทรงพลังในการก่อตัวของวัฒนธรรมสองอำนาจ"

แต่ท้ายที่สุดรัฐประหารแล้วอัยการสั่งไม่ฟ้อง

"ผมคิดว่าเป็นการรัฐประหารที่ในแง่คุณค่าราคาถูกมาก แต่ในแง่บทเรียนราคาแพงมาก และเป็นการรัฐประหารที่เพิ่มปัญหาของชาติ ไม่ใช่แก้วิกฤติชาติ จนกระทั่งเกิดอาการสองฝักสองฝ่าย แม้กระทั่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งด้วยกันนะ พอมาปั๊บเป็นวัฒนธรรมอำนาจสองกระแส ซึ่งเงาทะมึนตอนนี้เป็นเงาที่ส่อให้เห็นว่าประเทศจะเกิดวิกฤติ เงาทะมึนที่กำลังก่อตัวอย่างช้าๆ และมั่นคงของวัฒนธรรมสองอำนาจ"

ตุลาการภิวัตน์? มองในมุมเรา ตุลาการภิวัตน์เป็นกลไกที่รัฐประหารวางไว้พร้อมกับรัฐธรรมนูญเพื่อทำลายทักษิณ ทำไมพันธมิตรฯ ต้องเชียร์ตุลาการภิวัตน์

"เราพูดหลักวิชา พลังของความขัดแย้งมันก่อตัวทุกปริมณฑล และสมัครก็ออกอาการว่าเลือกตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นปรปักษ์กับรัฐบาล ทั้งๆ ที่เขาพยายามที่จะเข้ามาทำลาย คตส. ชุดการเคลื่อนไหวนี้ดำรงอยู่ค่อนข้างจะมั่นคง นายกฯ ไม่เอาด้วยเรื่อง คตส. กลับมาเจอองค์กรชุดที่ 2 เห็นโครงหุ่นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

มี อ.จรัญ ที่เคยใช้ศัพท์ตุลาการภิวัตน์ ท่านเคยพูดว่าขอให้ไว้ใจศาล ศาลจะหาทางออกให้กับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นแนวรบตอนนี้มันเป็นแนวรบของ ระบอบอำนาจนิยมโดยทุนกับแนวรบด้านตุลาการ เพราะเราไม่เห็นกระบวนสิ้นสุดของมัน เราอยากจะให้สิ้นสุด ทหารมารัฐประหารคิดว่าจะสิ้นสุดแล้ว มันก็ฟื้นคืนชีพเร็วอย่างน่าประหลาดใจมาก และมีพลังพอสมควรด้วย มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่อำนาจจะสิ้นสุด เพราะอย่างน้อยที่สุดอำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่คนต่อต้านน้อยที่สุด อาจจะวิพากษ์วิจารณ์กันลับหลังบ้าง ทางออกที่เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายอยู่ที่ตุลาการ แต่ฝ่ายโน้นเห็นตุลาการรัฐธรรมนูญก็ดูท่าจะไม่รอดแล้ว ถ้าเป็นเรื่องยุบพรรคท่าจะไม่รอด ถ้าเป็นคดีก็ยากจะเข้าไปกินพรมแดนศาล ผมคิดว่าอาการกระวนกระวายนี้ก็น่าสงสารเหมือนกัน"

แต่ถ้าอำนาจตุลาการไม่เป็นธรรม มันก็จะเกิดความรุนแรงป่าเถื่อนตอบโต้ทั้งใต้ดินบนดิน

"ผมคิดว่าสังคมมันส่อเค้าตรงนี้อยู่แล้ว เพราะเราต้องเข้าใจกฎของการต่อสู้ของขั้วที่ขัดแย้งกัน ถ้ามีพลังพอกันมันต่อกรกันไปยาว ถ้ามีพลังด้อยกว่าจะถูกทำลาย ฉะนั้นแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้าสมัยก่อนจึงต้องตั้งพรรคปฏิวัติพรรคมวลชนที่ให้ มีอำนาจไปคาน แต่ตอนนี้การประลองกำลังกันไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก ฉะนั้นการปะทะกันของสองอำนาจและแนวโน้มความรุนแรงจะเกิดขึ้นมีค่อนข้างสูง"

ถ้าเรามองหัวอกเขา คนที่จะโดนยุบพรรค คนที่เลือกเขามา เขารู้สึกว่ามาตรา 237 ไม่เป็นธรรม มันก็อาจจะเกิดจลาจล

"ข้อเท็จจริงทางสังคมก็คือการเลือกตั้งของรัฐไทยหรือพรรคการเมืองไทย การจ่ายเงินให้ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไปซื้อเสียง ไม่ใช่รู้เฉพาะตัว ส.ส. มันเป็นเงินพรรค ส่วนหนึ่งมาจากเงินหัวหน้าพรรค เงินกรรมการบริหารพรรค เงินนอกระบบที่บริจาคเข้ามา ฉะนั้นจะปฏิเสธว่าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคไม่รู้นี่ไม่ได้ กฎหมายเลยบัญญัติว่ากรรมการบริหารพรรค ผิดเลยต้องยุบ มันเป็นเงินที่ล้วนมาจากฝ่ายนำของพรรคทั้งสิ้น อันนี้ก็คือข้อพิจารณาเชิงเหตุผล

ถ้าจะบอกว่าไม่เป็นธรรม เอาแค่รับรู้ขั้นส่งเงิน คนซื้อเท่านั้นที่จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง อันนี้ก็ต้องเป็นประเด็นทางสังคมแล้ว ส่วนยุบพรรคแล้วจะเกิดจลาจลก็มีคำพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่พรรคไทยรักไทยอ้างว่ามีสมาชิก 14 ล้านคน คำพิพากษาระบุเลยไม่เกี่ยวกับสมาชิก แต่กรรมการบริหารต้องรับผิดชอบ"

จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ ส.ส.ปชป.ก็โดนศาลฎีกาตัดสินว่าซื้อเสียง โดยที่พรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง

"ผมพูดเรื่องปรากฏการณ์ที่เป็นจริง ประเด็นข้อกฎหมายมันเพิ่งประกาศใช้หลัง ประชามติ ผลของกฎหมายนี้ก็เลยกินพรมแดนไปสู่พรรคบางพรรค แต่ความเห็นส่วนตัวผมไม่ว่าพรรคใดต้องถูกยุบหมด" ฟังเหมือนกับเราไม่ยอมรับความนิยมของประชาชนต่อไทยรักไทย "ยอมรับนะถ้าได้มาโดยอำนาจไม่ทุจริตการเลือกตั้ง ความนิยมเขาก็มีแต่ไม่มืดฟ้ามัวดินขนาดนี้ เพราะผมเชื่อว่าถ้ามีกลไกเข้าไปจัดการมัน มันเปลี่ยนแปลงได้"

อย่างบางตำบลในโคราช เขาประกาศไม่เอาพรรคอื่นเลย พี่ก็รู้เพราะหาเสียงมาเอง

"มันขึ้นกับกลไกของการทำงาน โคราชผมลงประชาธิปัตย์ได้ที่ 2 แพ้ไทยรักไทยแต่ชนะชาติพัฒนา แล้วภาคตะวันออกที่โละทิ้งหมดมันเกิดจากอะไร มันเกิดจากการออกแบบที่บางทีเงินก็ไม่ได้ผล ส.ส.ภาคตะวันออกเราไม่รู้จักชื่อเขามาก่อนเลย เราเลยมองว่าการเลือกตั้งมันมีตัวแปรหลายอย่าง อาจจะเกิดจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร พลังอำนาจเงิน ความนิยม ผมไม่ปฏิเสธว่าไทยรักไทยมีความนิยม แต่ถ้าไม่ออกแบบจริงๆ โคราชทำไมแพ้เพื่อแผ่นดิน ในพิมายเพื่อแผ่นดินชนะหมด มันไม่ใช่ตัวแปรความนิยมอย่างเดียว"

ประเด็นคือ พรรคพลังประชาชนหรือประชาชนที่นิยมเขารู้สึกโกรธที่มีความพยายามโค่นล้มเขา ด้วยกลไกทางกฎหมาย ใช้กฎหมายไปพลิกผลการเลือกตั้ง ถ้าโค่นล้มกันด้วยเรื่องการทำงานบริหารประเทศ ราคาข้าวของแพง ทำงานไม่เอาไหน ฯลฯ นั่นยังรับได้

"พันธมิตรฯ ไม่เคยจะคิดโค่นรัฐบาลเลยนะ มีแต่พูดเรื่องว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ และเวลาตรวจสอบรัฐบาลก็ตรวจสอบนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา หน้า 28 บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ผ่านประชามติ รัฐบาลจึงจะทบทวนและศึกษาโดยใช้หลักประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ แต่เขาไม่ทบทวนและไม่ศึกษา จู่ๆ อำนาจตัวจริงมา เรื่องเงื่อนเวลาทำให้เจ้าของอำนาจที่เป็นตัวจริงเริ่มแสดงบทในการควบคุมและ จัดวางโครงสร้างใหม่ เพราะฉะนั้นการถอยร่นของรัฐบาลนอมินีก็จะต้องปักหลัก บางเรื่อง โต้แย้งบางเรื่อง จากเดิมเคยบอกว่า 309 ไม่เอา"

"จริงอยู่ จะพูดว่าการปะทะกับรัฐบาลเร็วเกินไป เขายังไม่ได้บริหาร และยังไม่มีเรื่องเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ พูดง่ายๆ ว่าเราดูเฉพาะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเราจึงเขียนในคำแถลงว่ารัฐธรรมนูญนี้จะนำไปสู่วิกฤติของชาติ ทุกครั้งที่เกิดการปะทะของสองอำนาจก็มาจากรัฐธรรมนูญ พฤษภาทมิฬก็รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญคือตัวแทนของการจัดวางอำนาจ

ผมไม่ปฏิเสธว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นดอกผลของการรัฐประหาร และมีนัยสำคัญที่จะจัดการปัญหาบางอย่างในทางการเมืองที่มีพลังไม่น้อย ถ้าพลังน้อยๆ มันยอมไปหมดแล้ว แต่นี่เขามีพลังอำนาจทุน พลังอำนาจมวลชนพื้นฐานของเขาอยู่ คนออกแบบในการเคลื่อนไหวเขาก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จึงต้องระวัง มีกระบวนการที่ต้องอาศัยแนวร่วมมากขึ้น จะไปโดดเดี่ยวเหมือนเก่าไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นการต่อสู้ที่มีลักษณะคู่ขัดแย้งอย่างเดิมอีก"

ย้อนไปตอนที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญ ภาคประชาชนในพันธมิตรฯ ก็ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาหลักๆ ที่เพิ่มอำนาจให้อำมาตยาธิปไตย เพิ่มบทบาทตุลาการ

"คนไม่พอใจในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมากมาย รวมทั้งผมด้วย อย่างผมน่าจะมี 3 มาตราหลักๆ ที่มาของวุฒิสภามันไม่ใช่โครงสร้างอำนาจที่ยึดโยงประชาชนได้ และกระบวนการสรรหาก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว ไม่ได้ดีกว่าการเลือกตั้ง สายแรงงานก็ไม่ได้เข้าสักคน เป็นข้าราชการที่เกษียณไปแล้ว หรืออำมาตยาธิปไตยที่มีสายเชื่อมโยงกับกรรมการสรรหาบางคนก็เป็นสิ่งที่เรา ไม่อาจจะรับได้"

"อันที่สอง องค์กรอิสระตรวจสอบไม่ได้เลย ถูกยกเป็นองค์กรภาคพื้นสวรรค์หมดเลย เป็นแดนสุขาวดีของพวกเขาที่เข้าไปได้ ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และส่วนที่สามคือส่วนของการทำหน้าที่ของการให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป และบางอย่างยังมีองค์กรที่มีที่มาไม่เหมาะสม คณะกรรมการสรรหาองค์กรนี้ประกอบไปด้วยการสยายปีกของตุลาการที่มากขึ้น"

"สมัยก่อนนักศึกษาธรรมศาสตร์เดินขบวนต่อต้านรัฐบาลถนอม ว่าไปออกประกาศคณะปฏิวัติให้คณะปฏิวัติเหนือศาล ศาลก็กล่าวหาว่าฝ่ายบริหารมากินพรมแดนศาล แต่ตอนนี้ตุลาการไปกินพรมแดนองค์กรอำนาจอื่น อันนี้เป็นตรรกะ การไปกินพรมแดนของใครมากเกินไปก็จะเกิดวิกฤติอีก ทั้ง 3 อำนาจควรจะเป็นอิสระต่อกัน ตอนนี้ก็มีข้อเรียกร้องของตุลาการบางท่านให้ศาลกลับเข้าสู่กรมกอง เราก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะดูการสรรหาที่ผ่านมาก็มีข้อโต้แย้งอยู่ มาก เพราะฉะนั้นการทบทวนรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่สุด

โอเค เราไม่ควรยื้อ 1 2 3 4 พรรคนี้จะเอาอย่างนี้ แต่เราควรจะทบทวนด้วยหลักวิชา ถ้าพูดเรื่องกินพรมแดนกันก็ไม่มีใครพูดถึง ต่อไปเราจะให้ 3 อำนาจอิสระ มันไม่ใช่แก้ 3 มาตราแล้ว มันต้องแก้เป็นสิบๆ มาตรา มาตราไหนที่ศาลไปเกี่ยวข้องกับองค์กรหนึ่งมันต้องถอดปลั๊กออก คุณไปเสียบกระแสไฟฟ้าไว้ทุกอำนาจไม่ได้หรอก นี่คือการทบทวนรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยกับรัฐบาล ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติของคนทั้งประเทศ ถ้าจะแก้ไขต้องศึกษาและทบทวน ตอนนี้ไม่ใช่ทบทวน แต่มันแก้เลย ขั้นตอนมันมีอัตราเร่งสูงสุดเร็วเกินไป"

ในหลักการพี่ก็ไม่เห็นด้วย เห็นว่าควรแก้รัฐธรรมนูญ แต่ฟังเหมือนกับอยากให้ยุบพรรคก่อน

"ไม่ใช่ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ยุบพรรคถูกต้องแล้ว แต่ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญตอนสรรหาศาลรัฐธรรมนูญ หรือสรรหา กกต. สรรหา ป.ป.ช. มันเป็นการสรรหาที่ใช้แรงงานของศาลมากเกินไป มันไปกินพรมแดนขององค์กรอื่น เราไม่เคยมีการดึงอดีตนายกรัฐมนตรีหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาประชุม กันแล้วสรรหามาให้เราสัก 1 ใน 4 และเอามหาวิทยาลัยหามา 1 ใน 4 องค์กรสหภาพสหพันธ์อีก 1 ใน 4 แล้วคุณสมบัติที่เขาออกแบบมานี่ คุณกับผมชาตินี้ไม่มีทางได้เป็นเลยนะ

เป็นองค์กรภาคพื้นสวรรค์จริงๆ ไม่ใช่แค่กินอำนาจพรมแดนองค์กรอื่น แต่ยังกีดกันประชาชนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ถ้าเราจะรื้อกันจริงผมว่ามันเป็นการรื้อเพื่อปฏิวัติเชิงโครงสร้าง เชิงระบบคิดของสังคมไทยในรัฐธรรมนูญเลย ที่เราเรียกว่าปฏิรูปหลักปกครองประเทศ ไม่ใช่ปฏิรูปตัวบท หลักการปกครองประเทศยอมไหมเอาแต่ศาลมาสรรหา แล้วคุณก็สรรหาวางไว้ทุกที่เลย แม้กระทั่งวุฒิสภา"มันก็คือการวางสถาบันตุลาการไว้ทำหน้าที่ทำลายระบอบทักษิณ ทุกคนรู้ว่าผิดหลัก แต่คิดว่าจะใช้ชั่วคราว

"ผมไม่อยากพูดเรื่องตุลาการไปเล่นงานใคร เป็นเรื่องการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อสยายปีกขององค์กรตุลาการ และไม่ใช่ไปเล่นงานระบอบทักษิณ มันเล่นได้ทุกระบอบ ไม่อย่างนั้นพรรคชาติไทย มัชฌิมาฯ จะมาโวยวายเหรอ แล้วมาตรา 122 ยังเขียนอีก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยและไม่ให้ผล ประโยชน์ขัดกัน พอผลประโยชน์ขัดกันมาแก้กฎหมายฉบับนี้แล้วได้ประโยชน์ นี่ล็อกขั้นที่สอง แก้ยาก"

สมมติ ส.ส.จะแก้ระบบเลือกตั้ง จากเขต 3 คนเป็นเขตคนเดียว ผลประโยชน์ขัดกันไหม

"นี่ไง คำว่าผลประโยชน์ขัดกัน มันเป็นนิยามที่กว้างมาก การใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยไปอยู่ที่องค์กรตีความทางกฎหมาย ซึ่งก็คือศาลรัฐธรรมนูญ การตีความจะถูกโยนภาระไปให้ศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุด แล้วยังเปิดช่องให้ทุกคนไปใช้ได้ ไม่ใช่เฉพาะองค์กร ซึ่งจะทำให้เกิดการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์สูงสุด ทันทีที่คดีดังๆ เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ"

ภาพรวมตอนนี้คือ รัฐธรรมนูญจากการรัฐประหารวางอำนาจตุลาการไว้เล่นงานทักษิณ แต่พันธมิตรฯ กำลังสนับสนุนเขา

"ผมไม่ได้เชียร์เรื่องศาลรัฐธรรมนูญที่จะไปเล่นงานใคร รวมทั้งองค์กรอิสระ เรากำลังเชียร์ให้เขาทำหน้าที่ให้ถูกต้อง กล้าตัดสินใจบางเรื่องที่เป็นปัญหาค้างคาของชาติ เพราะฉะนั้นองค์กรเหล่านี้จะต้องเป็นองค์กรที่โปร่งใสและเปิดเผย การเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนจะให้มีเฉพาะศาลเดียวไม่ได้ สังคมจะได้ตรวจสอบว่าตุลาการเรื่องซุกหุ้นทำไมงดออกเสียงจำนวนมาก พวกนี้จะต้องได้รับการตรวจสอบจากสังคม

แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คนไทยโชคร้าย ตรวจสอบองค์กรอิสระไม่ได้เลย ผมต้องเรียกองค์กรภาคพื้นสวรรค์ แต่ผมไม่อยากให้โยงว่าพันธมิตรฯ มุ่งที่จะใช้องค์กรใดองค์กรหนึ่งจัดการบางคนหรือระบอบทักษิณ แต่เรากำลังจะบอกว่าใครที่กินพรมแดนมาก่อนในศาล คดีความติดสินบนตุลาการ เราอยากจะถอดตุลาการนี้ให้เป็นอิสระ สังคมไทยก็นึกไม่ออกจึงโยนภาระไปให้ศาล ศาลทำหน้าที่อภิวัตน์สังคมไทย แต่อย่าลืมว่าศาลต้องมีความรับผิดชอบถ้าเกิดอะไรขึ้นในสังคม"

ตุลาการภิวัตน์ถูกตีความว่าไม่ใช่ความเป็นกลาง

"มันเป็นการชี้ขาดโดยศาลที่มีความกล้าหาญ แต่ถ้าที่มามีปัญหามันก็จะทำให้เกิดปัญหาในสังคมไทยอีก การวินิจฉัยชี้ขาดขั้นสุดท้ายของศาลจึงเป็นกระบวนการทดสอบทางสังคม ถ้าผมถามกลับมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เขาใช้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการาวๆ 90 คนเลือกเข้ามาทำคดีระบอบทักษิณ 9 คน สังคมไม่ยอมรับเขาเชียวหรือ ผมยอมรับ แต่ผมติงอย่างเดียวว่าศาลกินพรมแดนองค์กรอื่นมากเกินไป มันมีข้อเรียกร้องให้ทหารกลับกรมกอง ก็ต้องมีข้อเรียกร้องให้ตุลาการกลับ ศาล"

เมื่อฝ่ายทักษิณ ฝ่ายพลังประชาชน รู้สึกว่าเขาถูกเล่นงานด้วยกลไกนี้ ความรุนแรงมันก็จะปะทุ

"เป็นความรู้สึกที่รับรู้ได้ พอตุลาการจะเข้าไปจัดการก็ต้องถามกลับอีกว่าถ้าไม่ใช้ตุลาการชุดนี้คุณจะใช้ อะไร กรณีซื้อเสียงแล้วจะยุบพรรคจะใช้กลไกอะไร ต้องเสนอมา เสนอทางออกให้สังคม จะเอาองค์กรไหนไปพิพากษาว่ามีความผิดอาญา สังคมไทยอาจจะต้องยอมรับว่าเพิกถอนสิทธิจำเป็น ยุบพรรคก็จำเป็น คนที่ซื้อเสียงก็จำเป็นต้องได้รับโทษทางอาญา ถามว่าจะเอาองค์กรไหนล่ะ"

หาคนกลาง ทางออกของชาติ สมมติในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าทุกฝ่ายสมานฉันท์ร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หลักสากลไม่มีรัฐธรรมนูญ ที่ไหนเขายุบพรรคง่ายๆ เรายอมรับไหมถ้าต้องตัด ม.237 ออกไป

"ถ้าไม่มียุบพรรคก็เห็นด้วยนะ แต่ต้องให้ ส.ส.ไม่สังกัดพรรค ให้เป็นธรรมชาติ คุณจะลงอิสระก็ได้ พรรคก็ได้ เพราะพรรคเป็นการรวมตัวโดยกลไกธรรมชาติของพลเมืองทางการเมือง สิทธิทางการมืองของพลเมือง ถ้าอย่างนี้ไม่มีประเด็นข้อนี้เลย เราไม่ต้องไปบังคับให้เขาสังกัดพรรค แล้วถ้ายังไปออกกฎหมายห้ามสืบทายาทในวุฒิสภาด้วย มันผิดธรรมชาติ อย่างนี้เห็นด้วยชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นด้วยที่จะทบทวนทั้งระบบ"

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนให้แก้ทั้งฉบับ พี่เห็นด้วยไหม

"ถ้าทบทวนทั้งฉบับ แล้วให้ประชาชนมีส่วนร่วม เห็นด้วยอย่างไม่ลังเลเลย เพราะผมเองก็บอกแล้วว่ามี 3 เรื่องที่ไม่เห็นด้วย แต่คุณอาจจะมี 10 จุด คนนี้อาจจะมี 20 จุด อีกคนบอกว่าไม่เอาเลย และผมก็เชื่อว่าพันธมิตรฯ เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่กระทำได้ และขั้นลงประชามติเรายังเห็นด้วยกันอยู่ไหมว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญบทบัญญัติที่ประชาชนเสียประโยชน์ต้องผ่านการประชามติ นี่คือทางออกที่เป็นสันติที่สุด มองรัฐธรรมนูญเป็นองค์รวมของชาติ เป็นหลักการปกครองประเทศ อย่าเป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง กฎหมายลักษณะนี้มันไม่ยั่งยืน"

สมมติตั้งโต๊ะร่วมกันทุกฝ่าย เราก็ต้องยอมแลกบางอย่างกับพรรคพลังประชาชน

"ไม่ต้องแลกหรอก มันดูทุกมาตราเลย ถ้าสมมติยุบพรรคเราก็เสนอไปว่าไม่สังกัดพรรค พอไม่สังกัดพรรคเขาจะยอมไหม ส.ส.มันก็จะแตกซ่านเลย ถ้าไม่เอาองค์กรอิสระที่มาจากศาลที่มือยาวไปทุกองค์กรควรจะตั้อะไรก็มาดูกัน อธิการบดียังจะเอาอยู่ไหม"แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ มีโอกาสจะปะทะกันมากกว่า "ผมคิดว่าเงื่อนเวลามันจะนำไปสู่การเผชิญหน้ากันค่อนข้างหนักหน่วง เพราะตอนนี้คดีนับวันพิพากษา"

หมอดูยังรู้เลยว่าจะรุนแรง

"เรื่องความรุนแรงยากที่จะสรุป แต่ก็พออ่านสถานการณ์ได้ แต่ว่าความรุนแรงถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ใช้ ใช้อยู่ฝ่ายเดียว ฝ่ายใช้ความรุนแรงก็จะแพ้ ฉะนั้นพันธมิตรฯ จะต้องสุขุมและก็ไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างรอบคอบ อารมณ์เร่าร้อนของพี่น้องประชาชนอาจจะต้องจัดที่จัดทางให้แสดงออก ดินแดนโล่งแจ้งอาจจะไม่เหมาะอีกแล้ว เพราะว่าวันนี้เราไม่ได้ต่อสู้กันด้วยเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว มันต่อสู้ด้วยวัฒนธรรมทางอำนาจ 2 กระแส ที่จากเผชิญหน้ากันมาสู่การปะทะ แล้วอีกฝ่ายจะฉวยโอกาสเข้ามาแยก 2 ฝ่ายออกจากกัน ฝ่ายหนึ่งกระเจิงไปต่างประเทศ ตั้งพรรคใหม่ อีกฝ่ายก็ไม่สมหวัง ทหารหน่อมแน้ม จุดลงตัวของสังคมจึงเป็นการเมืองใหม่ที่สร้างสรรค์ที่ไม่ควรให้ชนเผ่าเดียว กันขัดแย้งกันนาน ความขัดแย้งมันควรมีอยู่ระยะหนึ่งแล้วนำไปสู่การเมืองเชิงสร้างสรรค์"

มันไม่เป็นอย่างนั้น ทั้งสองฝ่ายก็อยากให้เกิดอะไรที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงปุบปับ

"ผมเข้าใจอาการทั้ง 2 ฝ่าย ว่าระยะเวลาตั้งแต่ 4 ก.พ.2549 มันควรจะพบจุดจบได้แล้ว ตอนนี้อาจจะมีข้อเรียกร้องที่เร่งเร้ามากไปสักหน่อย เร็วไป อีกฝ่ายก็อยากได้รับความเร็วสูง อีกฝ่ายก็อยากช้าเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจะตัดสินคดีแล้ว ความพอดีของคนในชาติ ตรงนี้ต้องได้รับการจัดวาง ผมว่ายังมีสถาบันที่ทำหน้าที่นี้ได้ ถ้ามีการตั้งคณะกรรมการกลางแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ให้ทั้ง ส.ส. ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้ทั้งพันธมิตรฯ และระบอบทักษิณเข้าไปเกี่ยวข้อง จะถือว่าเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์"

จะหาใครได้?

"ผมว่ามีอยู่ อาจจะเป็นอดีตนายกที่อาวุโสที่ทำงานเชิงวิชาการ อ.หมอประเวศ เคยเสนอสภาอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีบทเรียนทางประวัติศาสตร์ สื่อมวลชน กลุ่มวิชาชีพ ที่ตัวละครเหล่านี้จะไม่โผล่ไปทั้ง 2 ค่าย คำว่าสมานฉันท์มันไม่เป็นประโยชน์ รัฐบาลนี้บรรจุในข้อแรกเลย 1.1 แต่ก็ทำไม่ได้ ก็ลองไม่ยุ่งดูสิ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ต้องไปยุ่ง ให้คณะกรรมการที่เป็นกลางเขาเสนอ ปล่อยไปสัก 3 เดือน"

แต่ปล่อยเวลาไปก็เท่ากับพันธมิตรฯ คิดว่าต้องชนะก่อน ?

"มันต้องมีการจัดการกันทางกฎหมาย ความรู้สึกของพันธมิตรฯ เพราะมองว่าระบบทุนนิยมสามานย์จะมีจุดจบที่กฎหมาย เพราะว่ากองทัพไม่สามารถสร้างจุดจบได้แล้ว ก็เหลือฐานที่มั่นสุดท้ายคือระบบนิติรัฐของชาติ ซึ่งถ้าอีกฝ่ายบอกว่านี่ ไม่ใช่นิติรัฐแต่เป็นการออกแบบทางกฎหมายก็ต้องมาว่ากันโดยไม่ต้องไปยึดบุคคล ให้คนที่เป็นกลางเข้ามา ให้ 90 วัน ดูสิว่าประเทศชาติมีทางออกไหม ผมไม่เชื่อว่าประเทศนี้มีแค่ 2 ฝ่าย ระบอบทักษิณกับพันธมิตรฯ ถ้าเราบอกว่าหาไม่ได้ แสดงว่าประเทศเราอับจนปัญญา"

ความรุนแรงมากขนาดนี้ พวกพี่จะน่าเป็นห่วง อาจจะไม่โดนสั่งเก็บแต่ก็โดนแท็กซี่ตีหัวได้ง่ายๆ "ตอนนี้อารมณ์ของคนถูกจัดวางไว้ค่อนข้างจะรุนแรง และมันลามไปถึงสภาผู้แทนราษฎร ต่อไป อาจจะถึงวุฒิสภา เพราะมีระบบตัวแทนอยู่ในนั้น ดังนั้น ถ้าไม่ให้ระบบตัวแทนก่อตัวและเขม็งเกลียวจัดตั้งวางโครงสร้างกันมากเกินไป สังคมต้องรีบเสนอทางเลือกใหม่ และคนที่นิยมความรุนแรงจะถูกประชาชนปฏิเสธเอง ผมว่าทางนี้เป็นทางที่ดีที่สุด ลองใช้สื่อของรัฐให้เป็นประโยชน์สักครั้ง ให้พวกกลางๆ ออกมาบ้าง หรือสื่อมวลชนที่เลือกข้างโดยไม่ยึดตัวบุคคล ก็ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในเสนอทางออกของชาติ"

"เวลานี้แนวรบทางด้านปัญญาของสภาผู้แทนราษฎรจะน้อยลง แนวรบด้านอื่นจะมากขึ้น สภาฯ มันต้องพูดเรื่องอภิปรายญัตติ ผลประโยชน์ของชาติ ตอนนี้มันเริ่มย่อตัวเองมาเป็นความขัดแย้งและผลประโยชน์ส่วนบุคคลแล้ว"

อารมณ์คนมันสูงขึ้น? "สูงจนแทบไม่นั่งกินข้าวกันในสภาแล้ว โต๊ะละพรรคเลย เมื่อก่อนยังเฮ้ยเป็นไงวะ พรรคพวก อภิปรายกันยังจับมือกัน ขอโทษนะ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย นั่งกินข้าวโต๊ะใครโต๊ะมัน ผมดูแล้วว่าต้องคุยวาระทางออกของชาติ ชุดความคิดคอลัมนิสต์ต่างๆ ก็พยายามเสนอทางออก แต่น่าเศร้าที่สภา เราไม่หาทางออกโดยตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาและทบทวนตามนโบายรัฐบาลที่แถลงไว้ ในหน้า 28 ถ้าตั้งอย่างนี้ใครไปเคลื่อนไหวก็ขาดความชอบธรรม พันธมิตรฯ ไปแถลงการณ์ก็ขาดความชอบธรรม รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ให้ ส.ส.ไปยุ่งเลยนะ ให้ขบวนการธงเขียวอย่างเดียว

เอาละจะบอกว่ามันไม่ดี แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้คุ้มราคาทางสังคม การแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับที่พึงปรารถนาของสังคมไทย มันควรจะไปได้ เพราะวิกฤติครั้งนี้มันเป็นวิกฤติรัฐธรรมนูญ มันต้องมีชุดความคิดเสนอว่า คุณอย่าไปบ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มากไปเลย โปรดดูฉบับนี้ที่เราร่างมาอย่างหาทางออกให้ชาติ ผมไม่อยากให้ประเทศไทยจมปลักกับการสู้รบระหว่างวัฒนธรรมสองอำนาจ"

ที่มา- หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์  6 เมษายน 2551

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้