ธปท.ประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% แล้ว มีผล 3 มี.ค.2551

tags:

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30%ของเงินทุนนำเข้าระยะสั้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.นี้ หลังจากเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่เงินไหลเข้าออกเริ่มมีความสมดุล

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ได้แถลงข่าวเมื่อเย็นวันที่ 29 กพ. 2551 ว่า

ธปท. ได้ประกาศใช้มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นมาตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2549 เพื่อชะลอเงินทุนนำเข้าระยะสั้น และลดการเก็งกำไรค่าเงินในทิศทางเดียว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวน จนอาจนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจในวงกว้างได้ โดยเฉพาะในช่วงที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง ขณะที่การส่งออกขยายตัวดีและเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น ได้ชะลอแรงกดดันจากการเก็งกำไรค่าเงิน และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและเคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธปท. ตระหนักว่า มาตรการดังกล่าวมีผลต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องระดมเงินทุนจากต่างประเทศ จึงได้มีการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการมาเป็นลำดับ และได้สื่อสารมาโดยตลอดถึงความตั้งใจที่จะใช้มาตรการนี้เป็นการชั่วคราว และจะยกเลิกเมื่อสถานการณ์เหมาะสม

ธปท. ได้พิจารณาปัจจัยด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรอบคอบแล้ว และเห็นว่าขณะนี้สถานะการณ์เหมาะสมที่จะยกเลิกการใช้มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นได้ เนื่องจาก

- ข้อมูลเศรษฐกิจของไตรมาสที่ 4 ปี 2550 และเดือนมกราคม 2551 ชี้ให้เห็นว่า อุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน และการส่งออกที่ผ่านมาขยายตัวในเกณฑ์สูง ประกอบกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง

- ปริมาณเงินตราต่างประเทศเข้า-ออกมีความสมดุลมากขึ้น จากการเกินดุลการค้าเริ่มชะลอตัวลงในเดือนมกราคม 2551 ประกอบกับปริมาณเงินลงทุนของไทยในต่างประเทศ ได้ปรับสูงขึ้นตามการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการอนุญาตให้บุคคลในประเทศ ฝากเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551

- ภาคการผลิตและการส่งออกได้ปรับตัว รองรับการเปลี่ยนแปลงค่าเงินได้ดีขึ้นจากการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การจัดการ และการกระจายตลาด

- ธปท. มีเครื่องมือมากขึ้นในการดูแลสภาพคล่องและค่าเงิน ภายใต้ พรบ. ธปท. ฉบับใหม่ นอกจากนี้ แผนของกระทรวงการคลังในการปรับปรุงโครงสร้างและบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก พรบ. หนี้สาธารณะที่จะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ จะช่วยเพิ่มความสมดุลของเงินทุนเคลื่อนย้าย

- ในระยะหลังนี้ มีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า จะมีการยกเลิกมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น ผู้เกี่ยวข้องต่างๆในตลาด ก็ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามการคาดการณ์ดังกล่าว จนทำให้ประสิทธิผลของมาตรการลดลงตามลำดับ

เพื่อให้มีมาตรการรองรับการบริหารจัดการการไหลเข้า-ออกของเงินทุนหลังจากการยกเลิกมาตรการฯ รวมทั้งมีมาตรการติดตามข้อมูลและป้องกันการเก็งกำไรค่าเงิน ธปท. จึงเห็นควรออกมาตรการเสริม ดังนี้

1) สนับสนุนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มวงเงินให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( กลต.) เป็น 30 พันล้านดอลลาร์ สรอ. เพื่อจัดสรรให้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจัดการกองทุน รวมทั้ง บุคคลธรรมดา (ลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล หรือผ่านบริษัทหลักทรัพย์) ในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ

2) ปรับปรุงมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทที่สำคัญ คือ

2.1) ปรับหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินบาทของสถาบันการเงินในประเทศ จากผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ โดยลดวงเงินที่สถาบันการเงินในประเทศ สามารถกู้ยืมเงินบาทจากผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ โดยไม่มีธุรกรรมรองรับ (underlying) ทุกอายุสัญญาโดยมียอดคงค้างแต่ละสถาบันการเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อกลุ่มผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ เพื่อจำกัดช่องทางการเก็งกำไร

2.2) ปรับหลักเกณฑ์การจำกัดการปล่อยสภาพคล่องเงินบาทของสถาบันการเงินในประเทศให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ โดยให้สถาบันการเงินในประเทศปล่อยสภาพคล่องเงินบาทแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศที่ไม่มีธุรกรรมรองรับ (underlying) โดยมียอดคงค้างแต่ละธนาคารไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อกลุ่มผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ เพื่อเพิ่มความต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศ

3) ปรับปรุงโครงสร้างบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ โดยแยกประเภทบัญชีเงินบาทออกเป็นบัญชีเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงินอื่น (Non-resident Baht Account for Securities: NRBS) และบัญชีเพื่อวัตถุประสงค์อื่น (Non-resident Baht Account: NRBA) เพื่อประโยชน์ในการติดตามการไหลเข้าออกของเงินทุน ทั้งนี้ เงินบาทในแต่ละประเภทบัญชีสามารถโอนระหว่างบัญชีประเภทเดียวกันได้ แต่ไม่ให้โอนข้ามประเภทบัญชี

นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการปรับตัว และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ธปท. จึงจัดให้มีโครงการสนับสนุนเป็นการชั่วคราว ดังนี้

1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการรายย่อยระยะเวลา 3 ปี โดยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน ผ่านสถาบันการเงินในวงเงินรวม 40,000 ล้านบาท

2) โครงการรับซื้อต่อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ที่ผู้ประกอบการรายย่อยขายผ่านสถาบันการเงิน เป็นเวลา 6 เดือน

ธปท. เชื่อมั่นว่า มาตรการต่างๆ ข้างต้นภายใต้การดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ (Managed Float) ที่ใช้ในปัจจุบัน สามารถดูแลค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและไม่ผันผวนจนเกินไป

ค่าเงินบาทตลาดในประเทศล่าสุดอยู่ที่ 31.96/32.00 ขณะที่ในตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 30.10/60

ที่มา-เนชั่นและกรุงเทพธุรกิจ

ด้าน ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการบรรยายพิเศษ "เศรษฐกิจไทยในอีก 2 ปีข้างหน้า" ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะเผชิญกับ วิกฤตเศรษฐกิจขาลงอย่างต่อเนื่องไปอีก 2 ปี จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ

โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ซับไพรม์) ในสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะหดตัว จากที่ไม่สามารถใช้นโยบายการเงินในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมองว่าสหภาพยุโรป (อียู) จะเป็นภูมิภาคต่อไปที่จะเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากมีการลงทุนในสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ประกอบการไทย การลดความสำคัญของตลาดสหรัฐฯ และอียูลง เป็นนโยบายที่ทำถูกต้องแล้ว แต่หากเป็นไปได้ ควรมีการค้าขายด้วยเงินสกุลอื่นๆ แทนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะค่าเงินในสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินบาทของประเทศไทยแข็งค่า ผู้ประกอบการไม่มีกำไร และค้าขายไม่ได้ในที่สุด

ที่มา-ผู้จัดการออนไลน์

 

ความเห็น

เรื่องมารตราการกันสำรอง 30 % ได้ถูกวิพากษ์วิจารย์มานานแล้วว่า เป็นมาตราการที่ไม่เข้าท่าและ ไม่ได้ผล ทำให้เงินบาทแยกเป็น 2 ตลาดคือในประเทศ(on-shore)กับต่างประเทศ(off-shore) เกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาทขึ้นระหว่างส่วนต่างของทั้ง 2 ตลาด ขัดขวางการลงทุนของต่างชาติจนเกินสมควรและทำลายบรรยากาศในการลงทุน

ดังนั้น จึงเป็นมาตราการที่ผิด ไม่ควรใช้และควรจะยกเลิกไปตั้งนานแล้ว

ทว่า ประสพการณ์จากวิกฤติทางการเงินเมื่อปีพศ.2540 ทำให้ธปท.ได้บทเรียนว่า อย่างไรเสียก็จะปล่อยให้เงินทุนระยะสั้น เคลื่อนไหวเข้าออกไทยอย่างเสรี ไร้ขีดจำกัดไม่ได้ เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของไทย เล็กมากเมื่อเทียบกับปริมาณเงินร้อนที่เคลื่อนตัวอยู่ในตลาดเงินทุนโลก

ถ้าเงินทุนระยะสั้นปริมาณมหาศาลเหล่านี้ สามารถเข้าออกไทยได้อย่างเสรี ก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบอบเศรษฐกิจการเงินของไทย คือเมื่อเข้ามามาก ก็จะผลักดันค่าเงินบาท ราคาหุ้น ราคาสินทรัพย์ฯลฯ ของไทย ให้พุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นฟองสบู่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อออกไป ก็จะส่งผลในทางกลับกัน ทำให้ระบอบเศรษฐกิจจริงของไทย ขาดเสถียรภาพอย่างรุนแรง ดังนั้น จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและควบคุมโดยใช้มาตราการที่เหมาะสม

มาตราการที่ธปท.ควรจะพิจารณานำมาใช้เพิ่มเติม คือ

1.การลดอัตราดอกเบี้ยของไทย(ปัจจุบัน one day repo rate = 3.25 % pa.)ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยมาตราฐานของสหรัฐ(ปัจจุบัน fed fund rate = 3.00% pa.)  25 จุด(basis point ) ในขณะที่ ทิศทางของค่าเงินสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดแรงจูงใจสำหรับผู้ถือครองสินทรัพย์สกุลดอลล่าห์สหรัฐ ในการนำเงินเข้ามาในไทยเปลี่ยนเป็นถือสินทรัพย์สกุลบาทแทน เพื่อป้องกันสินทรัพย์ของตนเสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ

2. มาตราการเก็บภาษีขาออกสำหรับเงินทุนปริมาณมากที่เข้ามาและออกไปในระยะสั้น  โดยไม่มีธุรกรรมรองรับ หรือต้องขออนุญาตในการนำเงินทุนเข้ามาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

3.แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ ให้คนไทยและนิติบุคลสัญชาติไทย สามารถถือครองและเปิดบัญชีเงินตราต่างประเทศ โอนและนำเงินตราต่างประเทศไปลงทุนในต่างประเทศได้อย่างเสรีเพิ่มขึ้น

 

 

 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้