
ขบวนจารีต-อำมาตยาถูกเป่านกหวีดหมดรอบ คราวนี้ถึงรอบขบวนทักษิณ
ปี 2550 เป็นปีที่บรรดาผู้ติดตามร่มธงทางการเมืองของ ขบวนจารีต-อำมาตยา ต้องผิดหวังอกหักถึงขั้นแทบเสียสติด้วยความบ้าคลั่งกับลีลา ท่าดีทีเหลว ของ เหล่าวีรบุรุษ 19 กันยา ท่ามกลางการเย้ยหยันอย่างครื้นเครงของบรรดาผู้ติดตามร่มธงทางการเมืองของ ขบวนอภิชนทุนทักษิณ
เรามาดูกันต่อไปว่า ปี 2551 นี้ บรรดา วีรบุรุษขบวนอภิชนทุนทักษิณ จะแสดงลีลาชิงชาติ และฟื้นอำนาจได้เนียนเพียงไร ท่ามกลางมรสุมใหญ่ทางเศรษฐกิจทั่วโลก และการถอยร่นกลับ เข้ากุมปืนในถ้ำของ เหล่าขุนศึก ของขบวนจารีต-อำมาตยา
หลังจากผ่านรอบการปะทะย่อยในการช่วงชิงความได้เปรียบในวุฒิสภาใหม่ การต่อสู้ที่ละเอียดอ่อน ที่สุดจะมาถึงในเดือนเมษายน ในการโยกย้ายใหญ่กลางปี ซึ่งในเบื้องต้นนี้คงมี การประนีประนอม กันในระดับหนึ่ง หลังการคำรามใส่กันและขีดเส้นเขตแดนของกันและกัน
เท่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์นับพันปี การชิงชาติในหมู่อภิชนไทยไม่อาจจบลงด้วย การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีแต่ว่าจะด้วยแบบที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสถาปนาความเหนือกว่า อย่างเด็ดขาด และเข้าทำลายกวาดล้างเครือข่ายและกลไกของฝ่ายตรงข้าม หรืออีกแบบหนึ่ง ที่ฝ่ายเหนือกว่าเข้ากุมอำนาจ และรอจนบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญในฝ่ายตรงข้ามล่วงลับ ตามอายุขัย แล้วจึงกวาดล้างซากตกค้างที่ยังหลงเหลือ แต่ไม่ว่าแบบใด เมื่อระฆังชิงชาติ ได้ถูกลั่นไปแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องเดินไปจนสุดทาง ได้ทั้งหมดหรือไม่ก็เสียทั้งหมด
อย่างไรก็ดี สังคมไทยในทศวรรษ 2550 นี้สลับซับซ้อนยิ่งกว่าอดีตร้อยเท่าพันทวี ประกอบไปด้วย ชนชั้น ชั้นชน กลุ่มเชื้อชาติ กลุ่มศาสนา กลุ่มอำนาจ ตลอดจนสำนักคิดต่างๆ สับสนกว่าสมัยใดๆ กลุ่มวิศวกรการเมืองผู้จะมาบรรลุการจัดสร้างจัดวาง ระเบียบใหม่-สมดลใหม่ ย่อมต้องทรงศักยภาพยิ่งกว่าในสมัยบรรพชน
ปี 2550 ขบวนจารีต-อำมาตยาตกยุค ก็ได้เสนอหน้าออกมาอย่างไม่รู้จักเจียมตน ทั้งๆ ที่เคย เสียหน้าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไปแล้วในสมัยรัฐบาลธานินทร์ หลังสังหารหมู่นร.นศ.ปชช. เมื่อ 6 ตุลา 2519 ซึ่งการเสนอหน้าครั้งล่าสุดก็ตอกย้ำให้ปวงชนเข้าใจอย่างซาบซึ้งถึง ความจอมปลอม อันเป็น ธาตุแท้กมลสันดาน ของอภิชนสายนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น ในกระบวนการ ชำระล้าง มโนทัศน์ไพร่-ทาส ออกจากสมองของปวงชน
สำหรับปี 2551 นี้ ขบวนอภิชนทุนทักษิณ ที่เสนอตัวเป็น แนวหน้าของโลกาภิวัติทุนข้ามชาติ (อันเป็นด้านมืดมิดแห่งโลกาภิวัติ) ก็ได้โอกาสเสนอหน้ารอบใหม่ เพื่อรื้อฟื้นอำนาจที่ถูก ช่วงชิงไป โดยขบวนจารีต-อำมาตยาตกยุค เมื่อขบวนทักษิณขึ้นเวทีให้แสงสปอตไลท์ส่องอีกรอบ ปวงชนก็จะได้เรียนรู้ให้ลึกซึ้งขึ้นถึง ประชาธิปไตยตลกหลังคารถ ว่าจะมีอรรถรสเช่นไร เป็น ประชาธิปไตยที่กินได้ ตามคำอวดอ้างหรือไม่ เป็นประชาธิปไตยของทุนหรือเป็นประชาธิปไตย ของประชาชนคนทำงานทั้งปกคอขาว-น้ำเงิน และเกษตรกร
สุดท้ายนี้ ด้วยอารยธรรมอันอุดมแห่งชนชาติ เราสามารถอรรถาธิบาย ชะตากรรมข้างหน้า ของ สองฝ่ายอภิชนไทยด้วยคำพังเพย-สำนวนไทยอันงามงดได้ว่า "สนิมย่อมเกิดแต่เนื้อในเหล็ก" และ "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

