
ขอต้อนรับการสถาปนาองค์กรของพี่น้องคนงานโฮยาลำพูน
เขียนโดย ศรศิลป์ เมื่อ 18 มกราคม, 2008 - 21:41
tags:
- นิคมอุตสาหกรรมลำพูน ปราการใหญ่ในภาคเหนือของเครือข่ายการผลิตข้ามชาติของทุนนิยมโลก ขับเคลื่อนด้วยแรงงานไทยหนุ่มสาวสามแสนคน โดยมีอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิคส์และเครื่องไฟฟ้าเป็นสาขาอุตสาหกรรมสำคัญที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อวานนี้ (17 ม.ค. 2551) พี่น้องคนงานบริษัท โฮยา กลาสดิสค์ (ประเทศไทย) ซึ่งได้ก่อการลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง และทำการเจรจาต่อรองกับนายจ้างมาหลายระลอกตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. 2550 ได้ประกาศสถาปนา "สหภาพแรงงานอิเล็คทรอนิคส์และเครื่องไฟฟ้าสัมพันธ์" (สอฟส.) และเปิดการประชุมใหญ่สามัญขึ้นเป็นครั้งแรกท่ามกลางบรรยากาศสู้รบ
- คณะกรรมการบริหารสหภาพชุดแรก 21 คนเกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของคนงาน ได้นำการต่อสู้ครั้งนี้อย่างมีจังหวะก้าว ได้ค่อยๆ ยกระดับจิตสำนึกของเพื่อนคนงานพร้อมไปกับการต่อรองเจรจาอย่างยืดเยื้อกับนายจ้าง ค่อยๆ สะสมชัยชนะจากการบรรลุข้อเรียกร้องจำนวนมากทีละส่วน โดยหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งใดๆ อย่างถึงที่สุด
- ในวาระการประกาศสถาปนาสหภาพและประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกนี้ คณะนำของสหภาพได้เชิญปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวแรงงานขึ้นกล่าวให้ข้อคิดและกำลังใจแก่ชาวโฮยาอีกด้วย ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ข้อคิดจาก รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งให้ข้อสังเกตว่า การก่อตั้ง "สหภาพแรงงานอิเล็คทรอนิคส์และเครื่องไฟฟ้าสัมพันธ์" หรือ สอฟส. นี้ เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน เพราะตลอดสามสิบปีของนิคมฯ ลำพูนนี้ สอฟส. นับเป็นสหภาพแห่งที่สอง หลังจาก "สหภาพอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์" (สอส.) ได้จัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกเมื่อปี 2549
- นี่นับเป็นเรื่องน่าประหลาดหรือไม่ สามสิบปีของนิคมอุตสาหกรรมลำพูนที่ยาวนานร่วมหนึ่งชั่วรุ่น เพิ่งมีสหภาพแรงงานจัดตั้งขึ้นเพียงสองแห่งในสองปีหลังนี้เอง!?! แต่หากเราพิจารณาสามทศวรรษที่ผ่านมาของสังคมไทยและโลกโดยรวมแล้ว ย่อมไม่ประหลาดใจเลย
- ในระดับโลก การต่อสู้ระหว่างสองอุดมการ (ทุนนิยม-สังคมนิยม) สิ้นสุดลง เมื่อสหภาพโซเวียตเปลี่ยนธาตุแปรสีเป็นเจ้าจักรวรรดิ์ แผ่อิทธิพลช่วงชิงกับสหรัฐฯ ในทุกภูมิภาค สุดท้ายเข้ารุกรานติดหล่มอัฟกานิสถาน โดยหวังเป็นกระดานหกเข้าควบคุมตะวันออกกลาง และลื่นไถลสู่หายนะเมื่อ "กอร์บอร์ชอฟ" และ "เยลต์ซิน" ได้ช่วยสหรัฐฯ สลายสหภาพโซเวียตจากภายใน ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่ หลังปีกซ้ายจัดนำชาติและปวงชนสู่หายนะทางเศรษฐกิจ-การเมือง ด้วยความผิดพลาดมหันต์ในแนวทาง "ก้าวกระโดดใหญ่" และ "การปฏิวัติต่อเนื่อง-การปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม" ปีกขวาก็ฟื้นฟูอำนาจและกวาดล้างปีกซ้ายทั้งมวลหลังมรณกรรมของ เหมาเจ๋อตง จากนั้นก็ใช้เวลาชั่วเพียงทศวรรษเศษเปลี่ยนจีนซึ่งเคยสนับสนุนขบวนปฏิวัติสังคมนิยมทั่วโลกอย่างไม่มีเงื่อนไข ให้กลายเป็น "หัวรถจักรขบวนใหม่ของระบบทุนนิยมโลก" ยุคสมัยย่อมเปลี่ยนไป เมื่อหัวขบวนสังคมนิยมโลกทั้งสองประเทศพากันปลาบปลื้มครื้นเครงในการ "สมานฉันท์" กับระบบทุนนิยมโลก และจูงมือกันลงสู่ลู่วิ่งของระบบทุนในฐานะมหาอำนาจผู้มาใหม่ เดินตามรอย "เยอรมัน-ญี่ปุ่น" สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่แล้ว
- โลกจึงเข้าสู่ระยะปฏิกิริยาอย่างแท้จริงและทั่วด้าน อุดมการเพื่อมนุษยชาติทั้งมวลจึงต้องหาที่อยู่ใหม่ตามลิ้นชัก ทุกชาติจึงอึงอลไปด้วย "นิทานพ่อรวยสอนลูก" และห่มห่อทุกชีวิตด้วย "ความสำเร็จ รสนิยม สิ่งเริงรมย์" ความมั่งคั่งและบริโภคนิยมจึงกลายมาเป็นอุดมคติหนึ่งเดียวที่ยึดมั่นศรัทธากันทั่วโลก
- ชาติของเราก็เช่นกัน หลังระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบของ "ขบวนอำมาตยาปีกปฏิรูป" เอาชนะสงครามกลางเมืองที่ยาวนานร่วมสองทศวรรษ สลายขบวนปฏิวัติด้วยแนวทางนโยบาย 66/23 เปิดรับการเคลื่อนย้ายทุนระลอกที่สองจากญี่ปุ่นและสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และประกาศยุค "โชติช่วงชัชชวาลย์" ของเศรษฐกิจไทยในพลันที่ก๊าซพุ่งขึ้นจากอ่าวไทย ทุนนิยมไทยก็ยกระดับสู่ขั้นตอนใหม่ ดึงดูดเศษเดนทั้งปวงที่ตกค้างจากยุคปฏิวัติสงครามประชาชนเข้าสู่ระบบทุน และฉลองชัยให้แก่งานศพของการปฏิวัติสังคม
- บรรดาหนุ่มสาวรุ่นใหม่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นไฮโซสามเอสหลุยวีตองส์ ลูกชาวนาจกปลาแดก หรือ คนงานสังสันท์ลาบลู่ จึงล้วนรับเอา โลกาภิวัติแดกด่วน มาเป็น "โลกจินตภาพ" ของตน จึงล้วนไขว่คว้าฝันเดียวกันที่เห็นจากภาพยนต์และมิวสิควิดีโอต่างชาติ จึงอลหม่านอยู่กับการกลุ้มรุมหวีดร้องเทพบุตร-เทพธิดาปั่นกระแสที่ถูกนำเสนอใหม่แทบทุกนาที จึงชุลมุนกับอิสระเสรีทางเพศแบบปัจเจกชนนิยมตามผับ-เทค-ร้านเหล้าเพื่อชีวิต (ของใครวะ)
- แล้วจะแปลกอะไรเล่า ที่จนป่านนี้ พี่น้องชาวชนคนงานลำพูนของเราเพิ่งทำสกอร์ได้แค่สองสหภาพตลอดระยะสามสิบปีของนิคมฯ
- แต่โลกนี้หาใช่จะเป็นไปดังเดิมโดยตลอด คนงานย่อมมีชะตากรรมของตน อย่างที่ ศรศิลป์ เคยกล่าวไว้ใน "อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นแต่เศรษฐกิจชะลอลง ได้ก่อระลอกใหม่แห่งการต่อสู้ของชาวชนคนงาน" เมื่อ 13 ธ.ค. 2550 http://www.arayachon.org/motherland/20071213/309 ที่ว่า
- ความจริงและความจำเป็นที่จะต้องดำรงชีวิตและสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป จะลิขิตให้ผู้เขลาขลาดกลายเป็นนักสู้
- ในวาระอันน่ายินดีนี้ จึงขอต้อนรับ การสถาปนาองค์กรของพี่น้องคนงานโฮยา ด้วยใจปลื้มปิติยิ่งนัก
- และขอขอบคุณ "ประชาไท" ที่ติดตามรายงานการเคลื่อนไหวของพี่น้องคนงานโฮยาลำพูนตลอดมา http://www.prachatai.com/05web/th/home/10909


http://prachatai.com/05web/th/home/10932