แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ?
เขียนโดย ไท เมื่อ 25 มีนาคม, 2008 - 15:27
tags:
ผมเข้าใจมาโดยตลอดว่า "กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง" แต่ก็เริ่มสงสัยขึ้นมาจาก
(1) กรณีที่พรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ที่คาดว่าจะส่งผลต่อการยุบพรรค เนื่องจากเหตุแห่งการยุบพรรคเกิดขึ้นก่อนการแก้ไขมาตรา 237 การแก้ไขดังกล่าวจึงไม่น่าจะทำให้พรรคพลังประชาชน รวมถึงพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาฯรอดพ้นจากการยุบพรรค
(2) หลังจากคณะปฏิวัติยึดอำนาจการปกค รองก็จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเอง เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงกฎหมายมีผลย้อนหลังได้
ไม่ทราบว่าพี่น้องอารยชนทุกท่านคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไรบ้างครับ
EDDIE


ที่ว่า กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง นั้น หมายถึง การไม่มีผลย้อนหลังไปในทางที่เป็นโทษ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของการบังคับใช้กฎหมายอาญา ที่ว่า "ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ"
แต่ทั้งนี้ กฎหมายที่ออกมาภายหลัง อาจมีผลย้อนหลังไปเป็นคุณ ต่อกรณีที่ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีกฎหมาย ทั้งผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิและสามารถอ้างกฎหมายที่ออกมาภายหลังให้เป็นคุณหรือเป็นประโยชน์กับกรณีหรือคดีของตนได้
เช่น มีกฎหมายว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรคทำผิด ให้ถือว่า พรรคทำผิดด้วย ต่อมามีการยกลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ว่า ดังนั้นผลจากการการแก้ไข ย่อมสามารถใช้กับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนที่มีการแก้กฎหมายด้วย
ความจริง บทบัญญัติที่ว่า เป็นการออกกฎหมายที่ฝ่าฝืนหลักทั่วไปว่าด้วยความรับผิดระหว่างตัวแทนกับตัวการ คือ ปกติ พรรคการเมือง(หรือ บริษัท) ที่เป็นตัวการ จะต้องรับผิดในกิจการที่ตัวแทนทำ ก็แต่เฉพาะการที่ตัวแทนได้ทำไปตามที่ตัวการมอบหมายเพื่อประโยชน์ของตัวการเท่านั้น แต่ตัวการไม่ต้องรับผิดในการกระทำของตัวแทน ที่ได้ทำเป็นส่วนตัวหรือเพื่อตนเอง
เช่น ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย เพราะเห็นว่า การที่กรรมการบริหารพรรคระดับสูง 2คน ใช้เงินจำนวนมาก ว่าจ้างพรรคเล็ก หลายพรรคให้ลงเลือกตั้ง เพื่อหลีกหนีกฎ 20 % นั้น ศาลฯ เชื่อว่า เป็นการใช้เงินของพรรค ทรท. ไม่ใช่เงินส่วนตัว ทั้งพรรค ทรท.เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการว่าจ้างนั้น ในขณะที่กกบห. 2คน ไม่ได้ประโยชน์อะไรเป็นส่วนตัว จึงวินิจฉัยให้พรรค ทรท.ในฐานะตัวการ รับผิดชอบต่อผลจากการกระทำของ กกบห. 2 คน ที่เป็นตัวแทนด้วย
แต่กรณี คุณยงยุทธ เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่า ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเป็นการเฉพาะตัว ดังนั้น ต่อให้ผิด ผลแห่งความผิด ก็ไม่ควรกลายเป็นว่าพรรคพลังประชาชนทำผิด และนำไปสู่การยุบพรรคดังที่พูดกัน
ด้วยเหตผลดังกล่าว รัฐธรรมนูญ ม.237 วรรค 2 ที่ว่า ""...ถ้าการกระทําของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทํานั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทําการเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา 68.." จึงขัดกับหลักนิติธรรมและหลักการปกครองโดยกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย
ที่ 5 อจ.คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาสนับสนุนการแก้ไขนั้น ถูกต้องแล้ว
แต่ความอัปลักษณ์ของ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีหลายเรื่อง การที่พรรคพลังประชาชน จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงมาตรา 237 ก็จะถูกกล่าวหาได้โดยง่ายว่า ทำไปเพื่อตนเองและพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้น จึงควรดำเนินการทั้ง การแก้ไขเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าซึ่งก็อาจมีหลายเรื่องและการแก้ไขทั้งฉบับ โดยอาจใช้วิธีเช่นเดียวกับการแก้ไข มาตรา 211 เมื่อครั้งรัฐบาลนายกฯบรรหาร
ที่สำคัญ จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ไม่พอ จะต้องแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้งฯด้วย
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย กล่าวว่า ขณะนี้ พรรคพลังประชาชน กำลังบิดเบือนเจตนารมณ์ม.237 อย่างรุนแรง เช่นอ้างว่ามาตรานี้ เป็นการลงโทษทำผิดคนเดียวแต่เหมาเข่งเล่นงานทั้งพรรค ทั้งที่องค์ประกอบความผิดในมาตรานี้มีถึง 3 เงื่อนไข คือ
1.ต้องสนับสนุนการกระทำความผิด หรือ
2.รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำ หรือ
3.รู้แล้วแต่ปล่อยปละละเลย
หากไม่เข้า 1 ใน 3 เงื่อนไขนี้ความผิดที่เกิดขึ้น ก็ยังเป็นความผิดส่วนตัว
นอกจากนี้มีการอ้างว่าม.237 มีความต้องการทำลายพรรคการเมือง ซึ่งเจตนารมณ์ที่แท้จริงคือต้องการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความมั่นคงจึงวางมาตรการไว้อย่างเข้มข้น
ข่าวจากนสพ.แนวหน้า 25 มีนาคม 2551
ที่นายสุรชัย ออกมาโต้แย้งตามข่าวที่ว่า ดูเผินๆ ก็ฟังคล้ายกับว่า มีเหตุผล
แต่ที่นายสุรชัย ไม่ยอมชี้แจงคือ การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรค 2 บัญญัติ คำว่า
หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด นั้น ถ้าเป็นตัวหัวหน้าพรรคเอง ก็ยังอาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวแทนของทั้งพรรค แต่ถ้าคนที่สนับสนุนหรือ รู้เห็นเป็นใจหรือรู้แล้วแต่ปล่อยปละละเลยให้ผู้สมัครสส.ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เป็นกรรมการบริหารเพียงคนเดียว
ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่สามารถยืนยันได้ว่า หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง หรือเป็นโครงการของพรรคหรือใช้เงินของพรรค แล้วไปกำหนดให้ทั้งพรรคในฐานะตัวการ ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของกรรมการบริหารเพียงคนเดียว ย่อมเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดระหว่างตัวแทนกับตัวการ และย่อมเป็นการขัดกับหลักนิติธรรมและหลักการปกครองโดยกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย
ในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน พรรคการเมืองเป็นตัวแทนแห่ง-เจตนารมย์ และแนวทางนโยบาย-ของกลุ่มประชาชนในสังคมที่เป็นตัวการ
ดังนั้น กฎหมายและหน่วยงานทั้งหลายของรัฐ จึงต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้พรรคการเมืองทำหน้าที่ของตน เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งมั่นคง มิใช่บั่นทอนให้อ่อนแอหรือกำหนดให้ยุบพรรคการเมืองอย่างง่ายๆแบบที่รัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติไว้
ที่พรรคพลังประชาชน อ้างว่ามาตรานี้ เป็นการลงโทษแบบทำผิดคนเดียว แต่เหมาเข่ง เล่นงานทั้งพรรค ต้องแก้ไข จึงถูกต้องตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย