รัฐบาลสมัครกำลังเพลี่ยงพล้ำถอยร่นทางการเมืองครั้งใหญ่
และแล้ว บ่ายวันที่ 20 มิถุนายน 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พันธมิตรฯ) ก็สามารถนำประชาชนที่ร่วมชุมนุม แบ่งเป็น 4 ขบวน เคลื่อนพลเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ได้สำเร็จ โดยไม่มีการปะทะหรือความรุนแรง ดูข่าวและภาพการเคลื่อนขบวนประชาชนได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์และที่ ประชาไท
พันธมิตรฯ ได้ย้ายเวทีปราศรัยจากเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปที่สะพานชมัยเมรุเชษฐ์หน้าทำเนียบรัฐบาลและจัดรูปขบวนการชุมนุมของประชาชนใหม่ ตามภาพด้านล่างนี้
(ภาพจากเว็บไซท์ผู้จัดการ-http://pics.manager.co.th/Images/551000007911401.JPEG )
เดิมสมัครได้ปฏิเสธการบรรจุญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าชื่อกันเสนอญัตติตามรัฐธรรมนูญ เข้าสู่การพิจารณาของสภาในสมัยการประชุมวิสามัญครั้งนี้ โดยอ้างว่า ไม่มีเวลาและไม่มีความจำเป็น เนื่องจาก รัฐบาลเพิ่งทำงานและสมัยประชุมวิสามัญของสภา จะปิดในสัปดาห์หน้า
สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เข้าชื่อกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นรวม 8 คน แต่สมัครก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ ที่จะสนับสนุนให้ สภาพิจารณาญัตติดังกล่าวในสมัยประชุมวิสามัญครั้งนี้ ด้วยเหตุผลเช่นเดิม
เมื่อพันธมิตรฯรุกใหญ่เข้าล้อมทำเนียบได้สำเร็จ ทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองอย่างสูงต่อรัฐบาลสมัคร เพื่อใช้หนทางรัฐสภา แก้ปัญหาวิกฤติที่กำลังตีบตัน พรรคพลังประชาชน(โดย?) ได้เปลี่ยนจุดยืนและท่าทีทางการเมือง เป็นสนับสนุนให้วุฒิสภาพิจารณาญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติได้ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2551และสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีสมัครและรัฐมนตรีอื่นรวม 8 คนได้ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2551 ปรากฎตามข่าวในกรุงเทพธุรกิจ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 158 เมื่อมีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือมีการลงมติแล้ว เมื่อพรรคประชาธิปัติย์ได้ยื่นญัตติดังกล่าวโดยชอบแล้ว การปล่อยญัตติค้างไว้ จะทำให้นายกฯ ไม่มีอำนาจยุบสภาตลอดเวลาที่ญัตติยังไม่ได้พิจารณา ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลในยามวิกฤติเช่นนี้
ตามข่าวเดิมการนำขบวนประชาชนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เป็นการยกระดับการเคลื่อนไหวจากสถานะยันเป็นการรุกใหญ่ การที่พันธมิตรฯบรรลุเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้ โดยไม่มีความรุนแรง ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสมัคร โยกคลอนอย่างรุนแรง เข้าสู่สถานะที่ "แม้มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ปกครองไม่ได้ แม้อ่อนแอ แต่ยังไม่ล้มลง"
" สภาพอึดอัดคับข้อง จึงครอบงำไปทั่วทั้งสังคมไทย ด้วยไม่แน่ใจว่า สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางใด " จึงดำรงอยู่ต่อไป ล่วงเข้าสัปดาห์ที่ห้า ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ ที่ย่ำแย่ของสังคมไทย กดดันคุกคามต่อทุกสถาบันในสังคมไทย ซึ่งถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้โดยเร็ว สังคมไทย ก็จะเกิดความเสียหายโดยรวม
สังคมไทยกำลังกังวลใจว่า ทางออกจากวิกฤติการเมืองครั้งนี้ คืออะไร ? ที่ยังหาทางออกไม่ได้ เป็นความอับจนปัญญาของสองฝ่าย รวมทั้งชนชั้นนำอื่นๆของไทย ใช่หรือไม่?
เมื่อสมัครยืนกราน ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งสภาพการณ์ไม่เอื้อให้เกิดรัฐประหาร การปรับครม.อื่น ก็ดูจะไม่มีประโยชน์ การยุบสภาไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ ทั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากสภาทางออกจากภาวะตีบตันทางการเมือง ยังเหลืออะไรอีก ?
ไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน อาหารและสินค้าพุ่งสูงขึ้นไม่ขาดสาย เกิดสภาวะ"ข้าวยากหมากแพง"โดยทั่วไป สารพัดม๊อบ กำลังระดมพลเข้ากทม. ในขณะที่รัฐบาลสมัครไม่อยู่ในฐานะและสภาพที่จะแก้ปัญหาอะไรได้
ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า สมัครได้ใช้คนของเขา เจรจาเรื่อง"ค่าสนับสนุนโครงการเมกกะโปรเจ็ค"โดยพลการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ สำหรับ(เจ้าของ)พรรคพลังประชาชน สมัครเป็นคนที่มีแนวคิดขวาจัด ดื้อรั้น ควบคุมยาก ทั้งสมัครและเฉลิม ทำงานไม่เป็น ไม่มีผลงาน เป็นโรคโอษฐภัย เป็นสายล่อฟ้าที่สุ่มเสี่ยงสูง เอาแน่นอนอะไรไม่ได้
ที่แน่ๆในเฉพาะหน้านี้ รัฐบาลสมัคร กำลังเพลี่ยงพล้ำถอยร่นทางการเมืองครั้งใหญ่ ออกอาการย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด ได้รับความสนับสนุนน้อยลงเรื่อยๆ
สมัครอาจแพ้โหวตในญัตติไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ชนะโหวต แต่เมื่อผ่านงบประมาณแล้วค่อยยุบสภา หรือ... ?
รหัสนัยจาก'ทักษิณ' ที่ว่า หลัง 2 ก.ค.บ้านเมืองคลี่คลาย? คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหญ่ ที่กำลังมาถึงในสัปดาห์หน้า ใช่หรือไม่ ?การคัดค้านมติครม.สมัคร ที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ว่าเป็นการเสียอธิปไตย เสียดินแดน เป็นการชูธงทางการเมืองผืนใหม่ ปลุกปั่นลัทธิชาตินิยมที่คับแคบ คลั่งชาติและล้าหลัง ขึ้นมาในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าอาจดึงคนแบบเดียวกันมาสนับสนุนได้เพิ่มขึ้นบางส่วน แต่ก็ยากที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ ที่มีใจเป็นธรรม
การยกระดับเป้าหมายของการชุมนุมขึ้น เป็นการขับไล่รัฐบาลสมัคร เป็นธงทางการเมืองที่ล้ำหน้ามวลชนและโดดเดี่ยวตนเองของพันธมิตรฯ ประชาชนส่วนใหญ่ ย่อมไม่สนับสนุน ทำให้พันธมิตรฯโดดเดี่ยวทางการเมือง และยากลำบากในการเดินหน้าต่อไปหรือหาทางลงจากเวทีด้วย
ในปัจจุบัน โลกและสังคมไทยได้พัฒนาก้าวไปข้างหน้า มีปัญหาที่หลากหลาย สลับซับซ้อนและเชื่อมโยงถึงกัน ต่างจากเมื่อก่อนมาก รัฐบาลสุรยุทย์และรัฐบาลสมัคร ได้พิสูจน์ตนเองแล้วว่า ไม่มีวิสัยทัศน์ที่จะนำไทยให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ชนชั้นนำและกลุ่มอภิสิทธิชนของสังคมไทย ไม่ว่ากลุ่มใดไม่อาจยึดครองผูกขาดและใช้อำนาจรัฐตามอำเภอใจตนเหมือนดังเช่นในอดีต
ในสถานการณ์เช่นนี้ บรรดาคนไทยที่รักประชาธิปไตยและความก้าวหน้า จึงควรสามัคคีกัน เร่งจัดตั้งกองกำลังที่เป็นอิสระของตนเอง ฝึกซ้อมสวนสนามและใช้กองกำลังของตนเอง ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าและระยะยาวของตนเองอย่างแท้จริง
ขอผองเพื่อน จับตาเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด
การเมืองไทย กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ ระยะหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้งหนึ่งแล้ว !!!

