ความแตกแยกและการเผชิญหน้ารอบใหม่
รัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ได้บริหารประเทศมาเดือนกว่าแล้ว
เวลานี้ นโยบายและ โครงการประชานิยมสำคัญๆ ที่พรรคไทยรักไทยเคยทำ เช่น พักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน ๓๐ บาทรักษาโรคหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล (OTOP) ธนาคารประชาชน สารพัดโครงการเอื้ออาทร ฯลฯ ล้วนได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการต่อไป
รมต.มหาดไทย ประกาศว่า จะรื้อฟื้นนโยบายผู้ว่าซีอีโอและนโบายการปราบยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล(ฝ่ายอื่น)อย่างเฉียบขาดมาดำเนินการต่อไป
นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะเร่งผลักดันโครงการรถไฟฟ้าในกทม.และชานเมืองสายสารพัดสี ที่เป็นโครงการเดิมของพรรคไทยรักไทย และจะทำโครงการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ(หรือสถานกาสิโนถูกกฎหมาย)ที่รัฐบาลไทยรักไทยเคยเสนอไว้แต่ยังไม่(กล้า)ทำ มาทำให้สำเร็จในรัฐบาลนี้
นับวันสังคมไทยจะเห็นชัดขึ้นทุกทีว่า รัฐบาลนี้แท้ที่จริงแล้ว คือ ตัวแทนของกลุ่มทุนใหญ่ของไทยที่นำโดยครอบครัวชินวัตร-ดามาพงษ์ และจะสืบทอดแนวทางนโยบายทั้งหลายของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปแล้ว
แม้กระนั้น เมื่อประชาชนไทยส่วนใหญ่ ได้เลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล
ทุกฝ่ายในสังคมไทยจึงควรต้อนรับ สนับสนุนและให้โอกาสรัฐบาลใหม่ ที่นำโดยพรรคพลังประชาชน
เราเคยเตือนพปช.ว่า เมื่อปวงชนชาวไทยให้โอกาสพวกท่านแล้ว ขอให้ยืนหยัดมั่นคง ภายใต้ร่มธงสมานฉันท์ ตั้งหน้ากอบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ เยียวยาแก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนผู้ยากไร้ทั่วประเทศ เร่งปฏิรูปประเทศไทยให้ทันสมัย ก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงโดยเร็ว ขอให้สรุปบทเรียนและข้อผิดพลาดต่างๆของรัฐบาลไทยรักไทยในอดีต
อย่าได้ทำความผิดพลาดซ้ำรอยอีก โดยเฉพาะคือ อย่าได้แทรกแซงขัดขวางกระบวนการยุติธรรม
ที่กำลังดำเนินการกับอดีตนายกทักษิณ และอดีตรัฐมนตรีพรรคไทยรักไทยเป็นอันขาด
แต่การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบคดีความของครอบครัวชินวัตร เช่น อธิบดีกรมดีเอสไอ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ ทำให้สังคมไทยกังขาว่า รัฐบาลใหม่กำลังแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ยังไม่นับการที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และประประกาศทบทวนซีแอล จนเป็นชนวนนำไปสู่การต่อต้านและเคลื่อนไหวให้ถอดถอนอยู่ในขณะนี้
ด้วยเหตุดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้ประกาศรวมตัวขึ้นใหม่และจะเริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ศกนี้ ชูธงต่อต้านระบอบทักษิณ"จนถึงที่สุด"ด้วยการต่อสู้ทาง สันติวิธี " ในทุกรูปแบบ "
ในขณะที่กลุ่มนปก.และกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนพปช. ก็ประกาศจะไม่ยอมให้ "กฎหมู่ อยู่เหนือกฎหมาย"และจะนำม๊อบไปต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างถึงที่สุด เช่นเดียวกัน
นั่นเท่ากับ สถานการณ์การเผชิญหน้าของคนไทยสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังที่เคยเกิดขึ้นในปลายสมัยของรัฐบาลทักษิณ ได้หวนกลับคืนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ถอนกลับที่ตั้งของฝ่ายตนโดยสงบหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินทางสากลที่เลวร้ายลงตามลำดับ
ทำให้ชาวไทยวิตกกังวลในความยากลำบากเบื้องหน้าที่เกิดจากราคาน้ำมันสูงขึ้นเรื่อยๆ
และการผลิต การค้าขาย ฝืดเคืองยิ่งขึ้นทุกที
การเผชิญหน้ารอบใหม่ ก็ยิ่งทำให้ ประชาชนวิตกกังวลเพิ่มขึ้น
ห่วงว่าเหตุการณ์ อาจรุนแรงเสียหายและบานปลายยิ่งกว่ารอบที่แล้วมา
ทั้งไม่มีใครรู้แน่ว่า ผลจากการเผชิญหน้ารอบนี้ จะนำไปสู่อะไร
เราเห็นว่า เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลใหม่
ที่จะต้องป้องกันและแก้ไขปัญหาความแตกแยกการเผชิญหน้าครั้งนี้
อย่าได้ปล่อยปละละเลย โดยเฉพาะคือ อย่าเติมเชื้อเพลิงเข้าไปเพิ่มขึ้น
โดยการไปสนับสนุนฝ่ายหนึ่ง จัดการปราบปรามอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่เป็นธรรม
สำหรับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอจงตระหนักว่า
พวกท่านต้องไม่เคลื่อนไหว"ล้ำหน้า"ความรู้สึกนึกคิดของปวงชนชาวไทย
มิฉะนั้น พวกท่านจะไม่ได้รับความสนับสนุนจากปวงชนและโดดเดี่ยวตนเอง ทั้งกลุ่มของท่านก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผชิญหน้าครั้งใหม่นี้ด้วย
ความขัดแย้งแตกแยกของคนไทย ภายในชาติ มีแต่จะทำให้ไทยโดยส่วนรวมอ่อนแอลง
มีแต่ความถูกต้องชอบธรรมต่อทุกฝ่าย
จึงสามารถนำความสมานสามัคคีและศานติสุข กลับคืนสู่สังคมไทยได้
ดังโศลกใน "มหาภารตะ" ที่ว่า "ธรรมย่อมก่อให้เกิดความสงบสุข แต่ไฉนไม่มีผู้ปฏิบัติธรรม?"

