ขอต้อนรับรัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคพลังประชาชน
บัดนี้ รัฐบาลใหม่ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำและมีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งขึ้นสำเร็จแล้ว !
อุปสรรคต่างๆและการขัดขวางใดๆ จากกลุ่มปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ได้ล้มเหลวลงแล้ว
นี่คือ ชัยชนะของกลุ่มอำนาจเก่าพรรคไทยรักไทย ที่มีเหนือกลุ่มอำนาจที่เก่ายิ่งกว่า ซึ่งนำโดย กลุ่มเจ้าและกลุ่มอมาตยาที่เป็นพวกอภิสิทธิชนของสังคมไทยมาช้านาน
นี่คือ ชัยชนะของกลุ่มทุนยุคใหม่ที่นำโดยครอบครัวชินวัตร-ดามาพงษ์ ที่มีเหนือกลุ่มทุน อนุรักษ์นิยม กลุ่มทุนขุนนางนายหน้าและกลุ่มทุนอื่นๆที่ล้าหลังกว่าในสังคมไทย
นี่คือ ชัยชนะของพลังชนชั้นผู้ยากไร้ในชนบทและในเมือง ที่มีเหนือพลังของชนชั้นกลางในกทม. และในเมืองใหญ่ทั้งหลาย
เวลานี้ เริ่มมีเสียงเพลงเก่าๆ แบบที่เคยได้ยินจากลุ่มพันธมิตรฯ(เพื่อการรัฐประหาร) เริ่มดังขึ้นอีก แล้ว ทำนองว่าประชาธิปไตยมิได้มีความหมายแค่การเลือกตั้ง จอมเผด็จการฮิตเล่อร์ ก็มาจากการ เลือกตั้ง เป็นต้น ยิ่งเป็นเสียงที่มาจากคนที่มีชื่อเสียง เช่นนายอานันท์ ปันยารชุน สังคมไทยก็ย่อม เงี่ยหูรับฟัง
การพูดแบบที่ว่า ไม่มีวันผิด เพราะระบอบประชาธิปไตย แท้จริงมิได้มีความหมายแค่การเลือกตั้ง เท่านั้น แต่ถ้าใช้คำพูดดังกล่าว มาต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทย ที่พวก ตัวไม่ชอบใจ นั่นก็เป็นการบิดเบือนหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยเช่นเดียวกัน
แม้รายชื่อรัฐมนตรีที่ประกาศออกมา อาจมีหลายรายชื่อที่ถูกวิพากษ์วิจารย์ว่าไม่เหมาะสม ด้วย เหตุต่างๆนานา กระทั่งนายกฯสมัครก็ยังยอมรับว่า "อาจมีขี้เหร่บ้าง" แต่เมื่อคำนึงว่า ในระบอบ ประชาธิปไตย "เสียงของประชาชาชน คือเสียงสวรรค์" ดังที่เราเคยได้เรียกร้องให้ เคารพปวงชน เคารพประชาธิปไตย ดังนั้น สังคมไทยจึงควรต้อนรับ สนับสนุนและให้โอกาส รัฐบาลใหม่ ที่นำโดยพรรคพลังประชาชน
เราขอเตือนกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ(เพื่อการรัฐประหาร) กลุ่มเจ้าและกลุ่มอมาตยาให้ ยอมรับผลการเลือกตั้ง ยอมรับเจตจำนงของปวงชนชาวไทย สงบสำรวมตัวในที่ตั้ง อย่าได้ออกมากระโดดโลดเต้น โหวกเหวกโวยวาย ต่อต้านรัฐบาลใหม่แบบข้างๆคูๆ เช่นที่แล้วมา
สำหรับรัฐบาลใหม่ ขอจงตระหนักว่า ปวงชนชาวไทยได้ให้โอกาสพวกท่านแล้ว ขอให้ยืนหยัดมั่นคง ภายใต้ร่มธงสมานฉันท์ ตั้งหน้ากอบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ เยียวยาแก้ไขความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประชาชนผู้ยากไร้ทั่วประเทศ เร่งปฏิรูป ประเทศไทยให้ทันสมัย ก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงโดยเร็ว
ขอให้พวกท่านสรุปบทเรียนและข้อผิดพลาดต่างๆของรัฐบาลไทยรักไทยในอดีต อย่าได้ทำ ความผิดพลาดซ้ำรอยอีก โดยเฉพาะคือ อย่าได้แทรกแซง ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ที่กำลัง ดำเนินการกับอดีตนายกทักษิณ และอดีตรัฐมนตรีพรรคไทยรักไทยเป็นอันขาด มิฉะนั้น เรื่องนี้อาจ ก่อชนวนแห่งความหายนะครั้งใหม่ก็ได้
ภายใต้สถานการณ์ที่ระบอบทุนนิยมของโลกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา เผชิญหน้ากับวิกฤติซับไพร์ม ที่อาจนำไปสู่ความถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่ส่งผลระบาดไปทั่วโลก ไทยต้องการรัฐบาล ใหม่ที่สามารถ ชูธงสมานฉันท์ แก้ไขความแตกแยก มีความเข้มแข็ง มั่นคง ก้าวหน้า ทันสมัย และเป็นประชาธิปไตย ซึ่งกาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลเต่าที่นำโดย พล.อ.สุรยุทย์ของกลุ่มอภิสิทธิชน ไม่อาจเป็นและไม่อาจทำให้ได้
ขอผองเราจงมาร่วมกัน ต้อนรับและสนับสนุนรัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคพลังประชาชน เถิด
- ปี 2550 เป็นปีที่บรรดาผู้ติดตามร่มธงทางการเมืองของ ขบวนจารีต-อำมาตยา ต้องผิดหวังอกหัก ถึงขั้นแทบ เสียสติด้วยความบ้าคลั่งกับลีลา ท่าดีทีเหลว ของ เหล่าวีรบุรุษ 19 กันยา ท่ามกลางการเย้ยหยันอย่างครื้นเครง ของบรรดาผู้ติดตามร่มธงทางการเมืองของ ขบวนอภิชนทุนทักษิณ
- เรามาดูกันต่อไปว่า ปี 2551 นี้ บรรดา วีรบุรุษขบวนอภิชนทุนทักษิณ จะแสดงลีลาชิงชาติและฟื้นอำนาจ ได้เนียนเพียงไร ท่ามกลางมรสุมใหญ่ทางเศรษฐกิจทั่วโลก และการถอยร่นกลับเข้ากุมปืนในถ้ำของ เหล่าขุนศึก ของขบวนจารีต-อำมาตยา
- หลังจากผ่านรอบการปะทะย่อยในการช่วงชิงความได้เปรียบในวุฒิสภาใหม่ การต่อสู้ที่ละเอียดอ่อนที่สุด จะมาถึงในเดือนเมษายน ในการโยกย้ายใหญ่กลางปี ซึ่งในเบื้องต้นนี้คงมี การประนีประนอมกันในระดับหนึ่ง หลังการคำรามใส่กันและขีดเส้นเขตแดนกัน
- เท่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์นับพันปี การชิงชาติในหมู่อภิชนไทยไม่อาจจบลงด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีแต่ว่าจะด้วยแบบที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสถาปนาความเหนือกว่าอย่างเด็ดขาด และเข้าทำลายกวาดล้างเครือข่าย และกลไกของฝ่ายตรงข้าม หรืออีกแบบหนึ่งที่ฝ่ายเหนือกว่าเข้ากุมอำนาจ และรอจนบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญ ในฝ่ายตรงข้ามล่วงลับตามอายุขัย แล้วจึงกวาดล้างซากตกค้างที่ยังหลงเหลือ แต่ไม่ว่าแบบใด เมื่อระฆังชิงชาติได้ถูกลั่นไปแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องเดินไปจนสุดทาง ได้ทั้งหมดหรือไม่ก็เสียทั้งหมด
- อย่างไรก็ดี สังคมไทยในทศวรรษ 2550 นี้สลับซับซ้อนยิ่งกว่าอดีตร้อยเท่าพันทวี ประกอบไปด้วยชนชั้น ชั้นชน กลุ่มเชื้อชาติ กลุ่มศาสนา กลุ่มอำนาจ ตลอดจนสำนักคิดต่างๆ สับสนกว่าสมัยใดๆ กลุ่มวิศวกรการเมือง ผู้จะมาบรรลุการจัดสร้างจัดวาง ระเบียบใหม่-สมดลใหม่ ย่อมต้องทรงศักยภาพยิ่งกว่าในสมัยบรรพชน
- ปี 2550 ขบวนจารีต-อำมาตยาตกยุค ก็ได้เสนอหน้าออกมาอย่างไม่รู้จักเจียมตน ทั้งๆ ที่เคยเสียหน้าล้มเหลว อย่างสิ้นเชิงไปแล้วในสมัยรัฐบาลธานินทร์ หลังสังหารหมู่นร.นศ.ปชช. เมื่อ 6 ตุลา 2519 ซึ่งการเสนอหน้าครั้งล่าสุด ก็ตอกย้ำให้ปวงชนเข้าใจอย่างซาบซึ้งถึง ความจอมปลอม อันเป็น ธาตุแท้กมลสันดาน ของอภิชนสายนี้ได้ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการชำระล้าง มโนทัศน์ไพร่-ทาส ออกจากสมองของปวงชน
- ส่วนในปี 2551 นี้ ขบวนอภิชนทุนทักษิณ ที่เสนอตัวเป็น แนวหน้าของโลกาภิวัติทุนข้ามชาติ (อันเป็นด้านมืดมิด แห่งโลกาภิวัติ) ก็ได้โอกาสเสนอหน้ารอบใหม่ เพื่อรื้อฟื้นอำนาจที่ถูกช่วงชิงไปโดยขบวนจารีต-อำมาตยาตกยุค เมื่อขบวนทุนทักษิณขึ้นเวทีให้แสงสปอตไลท์ส่องอีกรอบ ปวงชนก็จะได้เรียนรู้ให้ลึกซึ้งขึ้นถึง ประชาธิปไตย ตลกหลังคารถ ว่าจะมีอรรถรสเช่นไร เป็น ประชาธิปไตยที่กินได้ ตามคำอวดอ้างหรือไม่ เป็นประชาธิปไตยของทุนหรือเป็นประชาธิปไตยของประชาชนคนทำงานทั้งปกคอขาว-น้ำเงิน และเกษตรกร
- สุดท้ายนี้ ด้วยอารยธรรมอันอุดมแห่งชนชาติ เราสามารถอรรถาธิบาย ชะตากรรมข้างหน้า ของสองฝ่ายอภิชนไทย ด้วยคำพังเพย-สำนวนไทยอันงามงดได้ว่า "สนิมย่อมเกิดแต่เนื้อในเหล็ก" และ "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"
- Login or register to post comments

