เคารพปวงชน เคารพประชาธิปไตย
เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ก่อนที่จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการต่อไป ดังนี้
1) พรรคพลังประชาชน สัดส่วน 34 ที่นั่ง แบ่งเขต 199 ที่นั่ง รวม 233 ที่นั่ง
2) พรรคประชาธิปัตย์ สัดส่วน 33 ที่นั่ง แบ่งเขต 132 ที่นั่ง รวม 165 ที่นั่ง
3) พรรคเพื่อแผ่นดิน สัดส่วน 7 ที่นั่ง แบ่งเขต 17 ที่นั่ง รวม 24 ที่นั่ง
4) พรรคชาติไทย สัดส่วน 4 ที่นั่ง แบ่งเขต 33 ที่นั่ง รวม 37 ที่นั่ง
5) พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา สัดส่วน 1 ที่นั่ง แบ่งเขต 8 ที่นั่ง รวม 9 ที่นั่ง
6) พรรคประชาราช สัดส่วน 1 ที่นั่ง แบ่งเขต 4 ที่นั่ง รวม 5 ที่นั่ง
7) พรรคมัชฌิมาธิปไตย สัดส่วน 0 ที่นั่ง แบ่งเขต 7 ที่นั่ง รวม 7 ที่นั่ง
ที่มา-ประชาไท
สำนักข่าวและองค์กรเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก ที่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ได้ยอมรับว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ โดยทั่วไป เป็นการเลือกตั้งที่เป็นกลางและยุติธรรม แม้กกต.ก็ยอมรับว่า มีเรื่องร้องเรียนเพียงเล็กน้อย ถึงเวลานี้ กกต.มีมติให้เลือกตั้งใหม่เพียงเขตเดียว สำหรับใบแดง ก็อาจมีไม่มาก ดังนั้น คาดว่าผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จะไม่แตกต่างจากผลการเลือกตั้งข้างต้นอย่างมีนัยสำคัญ
การที่ผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ ได้สร้างความผิดหวัง กลัดกลุ้มใจและนอนไม่หลับไปหลายคืน สำหรับพลพรรคที่ได้ร่วมกันต่อต้านทักษิณและพรรคพลังประชาชน อาทิ คมช. รัฐบาลย์สุรยุทย์ ปชป. กลุ่มผู้จัดการ ฯลฯ พวกเขาได้แต่ด่าทอและตำหนิโทษกันไปมา
ไม่ว่าใครจะไม่ชอบใจหรือไม่ถูกใจผลการเลือกตั้งดังกล่าวเพียงใด ขอจงตระหนักว่า ปวงชนชาวไทยได้แสดงเจตนารมย์ออกมาแล้วว่า ต้องการให้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำของรัฐบาลใหม่ เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ เพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยและเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทย
นี่คือความมุ่งหวังของปวงชนชาวไทย
นี่คือ คือความมุ่งหวังของเสียงส่วนใหญ่ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย
เราหวังว่า ทุกฝ่ายควรเคารพต่อเจตนารมย์ของปวงชนชาวไทย ควรเคารพต่อเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย ด้วยการไม่ขัดขวาง ไม่ต่อต้าน และสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เพื่อไปทำงานตามที่ปวงชนมอบหมาย
สังคมไทยควรต้องต่อต้านการแอบอ้างใช้สถาบันฯมาทำร้ายศัตรูทางการเมืองของตน การใช้กฎหมายแบบศรีธนญชัย และการวิ่งเต้นซื้อสส.ให้ขายตัวแบบกรณีงูเห่าของพรรคประชากรไทย ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพราะนั่นคือความชั่วร้ายน้ำเน่าของการเมืองไทยทั้งเป็นการสร้างความแตกแยกในชาติ
เราขอเตือนพลพรรคที่ได้ร่วมกันต่อต้านทักษิณและพรรคพลังประชาชนว่า ความพยายามใดๆ ที่จะบิดผันเจตนารมย์ของปวงชนชาวไทยดังกล่าว จะชักนำมาซึ่งวิกฤติและความหายนะที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร จึงขอให้ฝ่ายต่อต้านฯ พึงรักษาความสงบในที่ตั้ง อย่าได้ออกมาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายอีกเลย ให้โอกาสฝ่ายพรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาลและทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเถิด
เราขอเตือนพรรคพลังประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณว่า ควรสรุปบทเรียนจากความผิดพลาดจากในอดีต สะสางเนื้อร้ายในขบวนของตน แก้ไขป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นและป้องกันการใช้อำนาจอิทธิพลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต พึงตระหนักว่า ไม่ว่าพรรคท่านจะได้รับเสียงสส.มากเพียงใด แต่หากใช้อำนาจที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องชอบธรรม ก็จะนำไปสู่ความหายนะ
ดังคำของท่านเหลาจื๊อ ที่ได้เขียนไว้ในหนังสือเต๋าเต็กเก็งว่า
"“บ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า
ไม่อาจครองด้วยกำลัง
ไม่อาจยึดถือเป็นของส่วนตัวได้
ผู้ที่ใช้กำลังเข้าครอง จะต้องพ่ายแพ้
ผู้ที่ยึดถือเป็นส่วนตัว จะต้องสูญเสียอำนาจไป”
สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อ ทางแยกสำคัญอีกครั้งหนึ่งแล้ว
จะยอมรับผลการเลือกตั้ง ยืนหยัดในระบอบประชาธิปไตย หรือจะล้มกระดาน ถอยหลังเข้าคลองแบบเผด็จการทหารพม่า?
จะปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ กอบกู้เศรษกิจของไทยตามหนทางโลกาภิวัฒน์ หรือจะยักแย่ยักยันแบบรัฐบาลเต่าของคมช.?
จะปรองดองสมานฉันท์กันบนรากฐานของประชาธิปไตยและการปฏิรูปประเทศ หรือจะแตกแยก ชนกันจนพังกันไปหมด ?
ขอปวงชนชาวไทย จงตั้งสติ เลือกอย่างชาญฉลาด และก้าวเดินไปบนหนทางที่ถูกต้องเถิด


สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
สาธุชนทั้งหลาย!
บรรดาสัตว์โลก "อภิชนไทย" ทุกฝ่าย
ต่างก็ล้วนมี "กรรม" ที่เป็นของตนเอง ดังนี้แล
"กรรมใดใครเฝ้าก่อ
อีกสานต่อย่อมรับผล
หลุมขุดกลบร่างตน
ล้วนรนแส่หาชะตากรรม"
เมื่อประชาธิปไตยกลับคืนสู่อ้อมกอดของแผ่นดินสยามแล้ว
ต่อไปก็ต้อง สมานฉันท์ และ ปฏิรูป
ถ้าพวกประดานี้รู้จัก ประชาธิปไตย ปฏิรูป สมานฉันท์ กันจริงๆ
มีหรือประชาชาติไทยจะต้องอดสูถึงเพียงนี้
บทนำของประชาชาติธุรกิจ ก็ว่า "คาดหวังว่า ภายหลังการเลือกตั้ง ทุกพรรค ทุกฝ่ายจะหันหน้ามาร่วมมือร่วมใจกัน ด้วยความสมานฉันท์ ลด-ละ ทิฐิที่เคยมี ไม่สร้างเงื่อนไขในการเผชิญหน้ากัน เพื่อที่จะประคับประคองให้การเมืองไทย ในระบอบประชาธิปไตย กลับมาเริ่มต้นเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเชื่อแน่ว่า สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นก็คือ
กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลตามกฎ กติกา ที่โปร่งใสและมีเกียรติ เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในประเทศ รวมถึงนานาชาติที่จับตาดูจุดเปลี่ยนครั้งนี้อย่างใจจด ใจจ่อ มิใช่ภาพแบบเก่าของการเดินเกมชิงไหวชิงพริบ หรือใช้กลยุทธ์ทางการเมืองโดยไม่คิดถึงรูปแบบหรือความถูกต้องชอบธรรม อันจะนำไปสู่ความแตกแยก-ขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในอนาคต"
งาช้างไม่อาจงอกจากปากหมา ฉันใด
ปวงชนก็ไม่อาจคาดหวัง ประชาธิปไตย ปฏิรูป สมานฉันท์ จากฝูงอภิชนไทย
ที่ช่วงชิงชาติกันอย่างเมามันในเวลานี้ ฉันนั้น
แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญของปวงชนที่จะเรียนรู้ บทเรียนการเมืองสำคัญ ด้วยตนเอง
ว่าไม่อาจเพ้อฝันถึง ชีวิตที่ดีกว่า จากความเมตตาของฝูงอภิชนหื่นกระหาย
ซึ่งมุ่งชำเราโภคทรัพย์ของสังคมส่วนรวม
หากแต่ต้องลงมือลงแรงด้วยกำลังตนเองเพื่อลิขิตชะตากรรมแห่งตน