<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Carbon Valley</title>
 <link>http://arayachon.org/carbon</link>
 <description></description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>เมื่อพลังประมวลผล กลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน</title>
 <link>http://arayachon.org/carbon/20070829/248</link>
 <description>&lt;p&gt;
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน การผลิตหรือจัดการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ส่วนกลาง แล้วส่งให้ประชาชนใช้ตามสายหรือท่อ เป็นวิธีที่คุ้มกว่าให้แต่ละครัวเรือนทำหน้าที่ผลิต/จัดการกันเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราเห็นตัวอย่างเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน
&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;ไฟฟ้า&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;น้ำประปา&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;โทรศัพท์&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;ความร้อน (ประเทศไทยไม่มีแต่บางประเทศต้มน้ำร้อนแล้วส่งทางท่อ ทำหน้าที่แทนฮีตเตอร์)&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;ความเย็น (แอร์ตึกขนาดใหญ่ส่งตามท่อ ไม่มีเครื่องปรับอากาศเองในห้อง)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;
ประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้ว่าโรงไฟฟ้า โรงกรองน้ำประปาอยู่ที่ไหน ขอเพียงแค่มีท่อหรือสายส่งเข้าถึงอย่างสะดวก มีเสถียรภาพ ได้ใช้เสมอเมื่อต้องการ และมีคุณภาพอยู่ในระดับมาตรฐานตามที่คาดหวัง ก็เพียงพอแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คอมพิวเตอร์เองก็กำลังกลายมาเป็นหนึ่งในสาธารณูปโภคเหล่านี้ ถ้าพูดให้ถูกต้องระบุว่าเป็น &amp;quot;พลังประมวลผล&amp;quot; ของคอมพิวเตอร์ต่างหาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คอมพิวเตอร์พีซีที่เราใช้กันทุกวันนี้ ดึงพลังงานผ่านทางสายไฟฟ้า และเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ผ่านสายโทรศัพท์ แต่การประมวลผลทั้งหมดยังเกิดขึ้นภายในกล่องสี่เหลี่ยมอยู่ และการที่คอมพิวเตอร์มีจำนวนมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดภาระในการบำรุงรักษา รวมถึงคอมพิวเตอร์พีซีส่วนใหญ่ถูกใช้ไม่คุ้มกับสมรรถนะที่มี (ภาษาเทคนิคเรียกว่ามี utilization ต่ำ) เพราะเรามักเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้โดยไม่ทำงานอะไรให้เปลืองไฟเล่น ทำงานไม่คุ้มกับมูลค่าทรัพย์สินที่ซื้อมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น จึงมีคนเสนอแนวคิดว่าทำไมเราไม่นำเอา &amp;quot;การประมวลผล&amp;quot; ไปรวมไว้ที่ส่วนกลาง แบบเดียวกับพลังงานหรือการสื่อสารล่ะ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยที่คอมพิวเตอร์กำลังเริ่มต้นพัฒนาและมีราคาแพงมาก หน่วยงานมักมีคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดใหญ่ ที่มีพลังประมวลผลสูง (ในสมัยนั้น) เพียงเครื่องเดียว และให้พนักงานล็อกอินระยะไกลจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า dumb terminal (มีเฉพาะจอภาพกับคีย์บอร์ด) เพื่อเข้าใช้งานยังเมนเฟรมเครื่องนั้น แต่เมื่อคอมพิวเตอร์พีซีพัฒนาขึ้นมาโดยมีสมรรถนะสูงขึ้น และราคาที่ถูกลง วิธีการใช้งานจึงเปลี่ยนมาเป็นผู้ใช้ทุกคนมีคอมพิวเตอร์เอง แต่เมื่อเทคโนโลยีด้านเซิร์ฟเวอร์ก้าวหน้า เราสามารถสร้างเซิร์ฟเวอร์ที่มีอัตราส่วนประสิทธิภาพต่อราคาได้ใกล้เคียงกับเมนเฟรมสมัยก่อน แนวโน้มจึงกลับไปเป็นแบบเดิมอีกครั้ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบันในหน่วยงานวิจัยชั้นสูงของโลก หรือบริษัทไอทีขนาดใหญ่อย่างเช่นกูเกิล ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงโดยใช้เซิร์ฟเวอร์หลายตัวมาช่วยกันทำงาน โดยเรียกมันว่าระบบคลัสเตอร์ (cluster) หรือกริด (grid) ทำหน้าที่คอยให้บริการผู้ใช้เป็นล้านๆ คนโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าระบบคลัสเตอร์เหล่านี้ตั้งอยู่ที่ไหน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือเว็บไซต์กูเกิลให้บริการผลการค้นหาหลายร้อยล้านหน้าในแต่ละวัน เบื้องหลังของบริการเหล่านี้คือเซิร์ฟเวอร์ประมาณ 450,000 เครื่องกำลังทำงานอยู่ตลอดเวลาตามศูนย์คอมพิวเตอร์ 6 แห่งของกูเกิลทั่วโลก &lt;sup&gt;1&lt;/sup&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การสร้างระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงระดับนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล นอกจากด้านประสิทธิภาพของระบบแล้ว ความเสถียรก็เป็นสิ่งสำคัญ หน่วยงานเจ้าของระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้มีค่าใช้จ่ายในด้านพลังงาน การระบายความร้อน ค่าจ้างพนักงานที่เชี่ยวชาญการดูแลรักษา และอื่นๆ อีกมากมาย เพียงแต่มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และหาคู่แข่งได้ยาก แทบไม่มีโอกาสเลยที่บริษัทเล็กๆ จะสามารถสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเสถียรภาพสูงเท่ากับบรรดายักษ์ใหญ่ โดยให้ราคาที่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ได้ด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้นทางออกที่ win-win กันทุกฝ่าย ก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่&lt;strong&gt;ขาย&lt;/strong&gt;พลังประมวลผลที่ตัวเองมีอยู่อย่างเหลือเฟือ (และยังใช้ไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนด้านโครงสร้างและฮาร์ดแวร์ที่จ่ายไป) ให้กับบริษัทเล็กๆ ที่อยากได้พลังประมวลผล แต่ไม่ต้องการเปลืองแรงเปลืองเงินสร้างระบบขึ้นมาเอง แถมยังได้เสถียรภาพในระดับเดียวกับยักษ์ข้ามชาติเหล่านี้อีกด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บริษัทที่เป็นผู้นำในเรื่องนี้คือ Amazon.com
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Amazon.com เป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ปัจจุบันหันมาขายสินค้าปลีกอย่างอื่นนอกจากหนังสือเพิ่มด้วย) Amazon ต้องลงทุนในเซิร์ฟเวอร์สำหรับระบบขายสินค้าเป็นเงินมหาศาล และพบว่ามีพลังประมวลผลและพื้นที่เก็บข้อมูลจำนวนมากไม่ถูกใช้ (แต่คอมพิวเตอร์ยังต้องเปิดกินไฟ เปลืองค่าดูแลรักษาอยู่) Amazon จึงนำเอาพลังประมวลผลและพื้นที่เก็บข้อมูลมาแบ่งขาย ในชื่อ &lt;a href=&quot;http://aws.amazon.com/ec2&quot;&gt;Amazon EC2&lt;/a&gt; (ย่อมาจาก Amazon Elastic Compute Cloud) และ &lt;a href=&quot;http://aws.amazon.com/s3&quot;&gt;Amazon S3&lt;/a&gt; (Amazon Simple Storage Service) ตามลำดับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Amazon S3 คิดราคาพื้นที่ 1GB ต่อเดือนเป็นเงิน 15 เซ็นต์ (ประมาณ 5 บาท) และคิดค่าโอนถ่ายข้อมูล (transfer) อีกต่างหาก ถ้าเราคิดราคาพื้นที่เก็บข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ที่วางขายในท้องตลาดปัจจุบัน 160GB ราคาประมาณ 3,500 บาท ก็จะตก GB ละ 22 บาทตลอดอายุการใช้งานของฮาร์ดดิสก์ ถ้าคิดเทียบแบนนี้อาจรู้สึกว่า S3 แพง แต่ในความเป็นจริงแล้วค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ค่าไฟฟ้า ค่าเชื่อมต่อเครือข่าย และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ นับรวมกันแพงกว่าค่าตัวฮาร์ดดิสก์มาก เมื่อ S3 เปิดให้บริการ หลายบริษัทที่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่จึงมองว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าดูรายชื่อลูกค้าของ S3 คงช่วยพิสูจน์แนวโน้มของอุตสาหกรรมได้ไม่น้อย เพราะชื่อชั้นลูกค้าอย่างไมโครซอฟท์หรือซีร็อกซ์คงช่วยรับประกันความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีบริษัทหน้าใหม่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเว็บ ใช้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลของ S3 เพื่อที่ตัวเองจะได้มุ่งเป้าสนใจเฉพาะ core business ของบริษัทเท่านั้น ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับการบริหารจัดการเซิร์ฟเวอร์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจาก Amazon แล้ว บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อีกแห่งที่มุ่งจับตลาดพลังประมวลผลคือ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ โดยใช้บุคคลทั่วไปได้เช่าใช้ระบบกริดคอมพิวเตอร์ของซัน ในราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อซีพียูต่อชั่วโมง &lt;sup&gt;2&lt;/sup&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างที่ยกมาคงแสดงให้เห็นว่าวิธีคิดของอุตสาหกรรมไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง บริษัทเล็กๆ จะมีที่ยืนน้อยลงด้วยเหตุผลด้าน Economy of Scale ทำให้บริษัทใหญ่ได้เปรียบด้านฮาร์ดแวร์ เรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไอทีของไทยอย่างมาก เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กหรือกลางในประเทศ จะเจอกับคู่แข่งใหม่ชื่อกระเดื่องก้องโลกอย่างกูเกิล Amazon และซัน ที่ไม่สนใจว่าพรมแดนขอบเขตประเทศจะมีอยู่หรือไม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;อ้างอิง&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;ol&gt;
	&lt;li&gt;ข้อมูลจาก &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Google_platform&quot;&gt;Wikipedia&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;a href=&quot;http://www.sun.com/service/sungrid/index.jsp&quot;&gt;Sun Grid Compute Utility&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;p&gt;
นำมาจาก &lt;a href=&quot;http://www.palawat.com&quot; title=&quot;www.palawat.com&quot;&gt;www.palawat.com&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/carbon/20070829/248#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 29 Aug 2007 10:28:15 +0700</pubDate>
 <dc:creator>mk</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">248 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อำนาจใหม่โผล่ขึ้นที่ปลายขอบฟ้า</title>
 <link>http://arayachon.org/carbon/20070821/221</link>
 <description>&lt;p&gt;หนังสือ &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/The_World_is_Flat&quot;&gt;The World is Flat&lt;/a&gt; เสนอแนวคิดว่า &amp;quot;โลกาภิวัฒน์&amp;quot; แบ่งออกเป็น 3 ช่วงย่อยๆ แยกตามสิ่งที่กุมอำนาจในช่วงนั้น ซึ่งไล่มาตั้งแต่ &amp;quot;ประเทศ&amp;quot; นับตั้งแต่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาจนถึงปี 1800 แล้วตามมาด้วย &amp;quot;บริษัทข้ามชาติ&amp;quot; ซึ่งใช้อำนาจเม็ดเงินเป็นอาวุธแทนระเบิดและดินปืน ยุคที่สองสิ้นสุดลงพร้อมกับการขึ้นสหัสวรรษใหม่ หนังสือเล่มนี้บอกว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ &amp;quot;ปัจเจกชน&amp;quot; เป็นใหญ่&lt;br /&gt;
แนวคิดนี้ไม่ปฏิเสธเรื่องชาติหรือบริษัท การเติบโตของปัจเจกชนไม่ได้ขึ้นมาแทนที่รัฐชาติหรือองค์กรธุรกิจ เพียงแต่ทำให้ความสำคัญของมันลดลงไป ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ความจำเป็นที่เราต้องพึ่งพิงรัฐชาติหรือบริษัทจำกัดก็ค่อยๆ หายไปตามลำดับ ทุกวันนี้เราสามารถพูดคุยกับคนทุกมุมโลกโดยไม่ต้องผ่านกลไกทางการทูตของรัฐชาติ และซื้อขายสินค้ากับปัจเจกชนคนอื่นได้โดยตรงไม่ต้องผ่านห้างร้านบริษัท&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.palawat.com/files/the_world_is_flat.jpg&quot; alt=&quot;The World is Flat&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;ขุมพลังแห่งปัจเจกนี้มีพลังอำนาจมากเกินกว่ารัฐชาติ บริษัท หรือแม้แต่ตัวปัจเจกเองจะคาดคิดฝันถึง เราเห็นการรวมพลังของปัจเจกชนเหล่านี้มาช่วยกันแก้ปัญหาขนาดมหึมา หรือสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่เราไม่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ และการรวมพลังยิ่งทรงอำนาจมากขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเกิดเครือข่ายที่เชื่อมปัจเจกชนทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่นอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราเห็นผลงานของปัจเจกชนเหล่านี้ในการสร้างซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ซึ่งเทียบเท่าหรือเหนือกว่าซอฟต์แวร์ที่สร้างโดยบริษัทข้ามชาติ เราเห็นการร่วมกันเขียนสารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ด้อยคุณภาพไปกว่าสารานุกรมบริทานิกา ซึ่งเขียนโดยกลุ่มนักวิชาการชั้นสูง ทุกวันนี้เหล่าปัจเจกชนกำลังร่วมมือกันสร้าง &lt;strong&gt;เมกะโปรเจคต์&lt;/strong&gt; อื่นๆ อีกมากมาย เช่น การระบุตำแหน่งและรายละเอียดอาคารของหัวเมืองทั่วโลกใน Google Earth, การแบ่งพลังของคอมพิวเตอร์ตัวเองมาช่วยคำนวณโครงสร้างของโปรตีนในโครงการ &lt;a href=&quot;http://folding.stanford.edu/&quot;&gt;Folding@home&lt;/a&gt; และยังไม่นับรวมการผลิตเนื้อหา ข่าวสาร บทความ ความคิดเห็น รูปภาพ ดนตรี วิดีโอ และสื่อต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านองค์กรอื่นใดอีกจำนวนมหาศาล&lt;br /&gt;
พลังปัจเจกที่โตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเปลี่ยนจากขุมพลังทางเลือกเข้าสู่กระแสหลัก นักคิดนักเขียนจำนวนหนึ่งเริ่มเล็งเห็นถึงพลานุภาพของปัจเจกชนเหล่านี้ และเริ่มเขียนหรือชี้ให้เห็นความสำคัญที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยังมองข้าม หนังสือ The World is Flat เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง เรายังเห็นการพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้นในวารสาร เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ต่างๆ ในระยะหลัง&lt;br /&gt;
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ปลายปี 2006 เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลอย่างหนังสือ TIME ประกาศรางวัล &lt;a href=&quot;http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1569514,00.html&quot;&gt;Person of the Year&lt;/a&gt; หรือบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในรอบปี ซึ่งผู้ชนะในปีนั้นได้แก่ &amp;quot;You&amp;quot; หรือพวกคุณทุกคนที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานมหัศจรรย์ผ่านอินเทอร์เน็ตนั่นเอง การบ่งชี้ของ TIME ครั้งนี้ได้ก่อเกิดคลื่นความตื่นตัวลูกใหญ่ ที่ทำให้ปัจเจกชนทั่วโลกที่ยังหลับใหลอยู่อีกมากเห็นความสำคัญของขุมพลังนี้ และเข้าร่วมจนทวีความสำคัญของมันยิ่งขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.palawat.com/files/time_person_of_the_year.jpg&quot; alt=&quot;Time Person of the Year&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามขุมพลังนี้ไม่ได้เติบโตแต่ในทางสร้างสรรค์ไม่เบียดเบียนใครเพียงอย่างเดียว การเติบโตของมันอยู่ในขั้นที่เริ่ม &amp;quot;ล้ำเส้น&amp;quot; อำนาจเก่าเสียแล้ว และการที่มันเป็นสิ่งที่ใหม่มาก ทำให้อำนาจเก่ายังงงงวยอยู่ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร แถมอำนาจใหม่เองก็ไม่รู้จะใช้พลังของตัวเองไปทางไหนเช่นกัน&lt;br /&gt;
กรณี YouTube ในประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากของการ &amp;quot;ล้ำเส้น&amp;quot; ที่ว่านี้ YouTube เป็นตัวแทนของสื่อแขนงใหม่ที่ไม่ต้องผ่านอำนาจเก่าซึ่งในที่นี้คือรัฐชาติ ปัจเจกชนแต่ละคนสามารถสร้างและส่งผ่านเนื้อหาระหว่างกันได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐก่อน เมื่อเกิดมีเนื้อหาที่ล้ำเส้นอำนาจรัฐเดิมขึ้นมา ฝ่ายรัฐจึงพิศวงงงงวยว่าจะจัดการกับมันอย่างไร และสุดท้ายก็นำวิธีแบบเก่าที่ตัวเองคุ้นเคยมาเป็นศตวรรษมาใช้ นั่นคือปิดกั้นมันเสีย เคสรูปแบบเดียวกันนี้ไม่เพียงแต่เกิดในประเทศไทยเท่านั้น ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกกับรัฐบาลของอีกหลายประเทศทั่วโลก&lt;br /&gt;
กรณี YouTube ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการล้ำเส้นอำนาจเก่าลำดับที่สอง ซึ่งหมายถึงบริษัทสื่อข้ามชาติ จากเดิมที่บริษัทสื่อขนาดใหญ่เป็นผู้ผูกขาดด้านความบันเทิงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือภาพยนตร์ และใช้รูปแบบทางธุรกิจมาตีกรอบให้เหล่าปัจเจกเลือกในเฉพาะสิ่งที่บริษัทเองอยากให้เป็น เมื่อเทคโนโลยีใหม่ก้าวหน้ามาถึงขั้นที่ปัจเจกชนสามารถท้าทายบริษัทเหล่านี้ได้ เราจึงเห็นการแจกจ่ายเพลง หนัง วิดีโอ และเนื้อหาชนิดอื่นๆ อย่างเสรีในอินเทอร์เน็ตโดยที่บริษัทได้แต่เพียงมองดูและร้องโวยวาย เพราะการใช้เครื่องมือแบบเดิมอย่างกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานั้น ดูจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติ/บริษัทกับปัจเจกมีตัวอย่างให้เห็นมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมนุษย์แต่ละคนสวมบททั้งเป็นปัจเจกชน พนักงานบริษัทหรือผู้บริโภคสินค้า และสมาชิกคนหนึ่งของรัฐชาติ เราแทบบอกได้ว่าถ้ายกเทคโนโลยีอันใดอันหนึ่งขึ้นมา เราจะสามารถหาตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างบทบาททั้งสามนี้ได้เสมอ เช่น การเขียนบล็อกของปัจเจกชน อาจส่งผลกระทบต่อบริษัท (ความลับทางการค้า) และรัฐชาติ (การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต้องห้ามของรัฐชาติ หรือที่รัฐชาติมักเรียกว่า ความมั่นคง) เป็นต้น&lt;br /&gt;
ผู้เขียนเชื่อว่าทั้งรัฐชาติ บริษัท และปัจเจกชนเองต่างก็อยู่ในช่วงเรียนรู้ถึงพลังอำนาจใหม่นี้ (และวิธีที่จะใช้มันโดยอยู่ร่วมกับอำนาจเก่าได้) เราจะเห็นปริมาณความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ ก่อนจะลดลงตามมาเมื่อทั้งสามฝ่ายเริ่มหาจุดยืนใหม่ของตัวเองได้ ดังที่บริษัทเคยประสบกับการท้าทายรัฐชาติมาก่อนแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;pre&gt;
นำมาจาก &lt;a href=&quot;http://www.palawat.com&quot; title=&quot;www.palawat.com&quot;&gt;www.palawat.com&lt;/a&gt; 
&lt;/pre&gt;&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/carbon/20070821/221#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 21 Aug 2007 20:21:54 +0700</pubDate>
 <dc:creator>mk</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">221 at http://arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>
