<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>บทความ</title>
 <link>http://arayachon.org/article</link>
 <description></description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>สังคมที่หลงเชื่อในปฏิบัติการข่าวสาร</title>
 <link>http://arayachon.org/article/20080703/512</link>
 <description>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เคยฉุกคิดบ้างหรือไม่ว่า ทำไมเราถึงเชื่ออย่างจริงจังว่า สหรัฐเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งยากต่อกร จีนเป็นพี่ใหญ่ผู้หวังดีต่อประเทศในภูมิภาคอย่างบริสุทธิ์ใจ ชาวอาหรับนั้นลึกๆ แล้วนิยมความรุนแรง หรืออดีตนายกฯ ของเราคนหนึ่งนั้นร้ายกาจกว่าฮิตเลอร์บวกกับสตาลิน แต่นั่นเป็นเรื่องจริงหรือ และเรารู้ได้อย่างไรทั้งที่เรามิได้สัมผัสหรือมีประสบการณ์ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อนั้นเลย 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ถ้าหากตอบว่าเรารู้ได้ผ่านกระบวนการความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลของตัวเอง วินิจฉัยข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏออกมาจากสื่อที่น่าเชื่อถือ แล้วละก็ โปรดเผื่อใจไว้สักหน่อยเถอะว่า &lt;b&gt;เราอาจหลงเชื่อในปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations) &lt;/b&gt;ของคนบางกลุ่มเข้าแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ในโลกที่ทันสมัยขึ้น การสื่อสารรวดเร็วขึ้น ข้อมูลความรู้ต่างๆ เปิดกว้างกระจายตัวออกให้ใครก็ได้มีโอกาสเข้าถึงและรับรู้นั้น ไม่ได้นำไปสู่ยุคทองของการเข้าใจปรากฏการณ์ทุกอย่างในโลกอย่างถูกต้องอย่างที่ทุกคนปรารถนาในเสรีภาพของการรับรู้นั้น เพราะในอีกด้านหนึ่งที่ปิดมืดของเสรีภาพนี้ คือ &lt;b&gt;กระบวนการสร้างข้อมูลเท็จ บิดเบือนข้อมูลจริง ผสานด้วยองค์ประกอบมากมายที่ทำให้เราเชื่อในเรื่องที่มิใช่ความถูกต้อง&lt;/b&gt; นี่คือ ด้านที่น่ากลัวของการปฏิบัติการข่าวสาร นอกเหนือจากที่การปฏิบัติการข่าวสารยังเป็นการพยายามนำความจริงไปสู่ผู้คนด้วยวิธีการที่น่าจับใจและแปลกใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
สำหรับไทยการปฏิบัติการข่าวสารถือเป็นเรื่องใหม่ ต่างจากสหรัฐที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2502 คนไทยนั้นพอคุ้นกับการปฏิบัติการจิตวิทยาและปฏิบัติการมวลชนกันมานานแล้ว เพียงแต่ว่าในยุคนี้ การเอาชนะครอบงำความคิดอย่างสมบูรณ์นั้นไม่อาจจำกัดอยู่เพียงสื่อใดหรือวิธีใดทางหนึ่ง แต่ต้องเป็นการสนธิกำลังของทุกองค์ประกอบให้เนียนที่สุด เพื่อที่เป้าหมายจะเชื่ออย่างจริงจังจนเปลี่ยนพฤติกรรมไปในแนวทางที่ผู้ใช้ปฏิบัติการต้องการ 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นการพยายามสร้างผลกระทบ อิทธิพลหรือกระบวนการตกลงใจของฝ่ายตรงข้าม หรือกลุ่มเป้าหมายต่อกระบวนการรับรู้ข่าวสารโดยการใช้องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย &lt;b&gt;สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Warfare)&lt;/b&gt; คือ ปฏิบัติการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer network Operation) การลวง (Deception) การปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operation) และการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติการ 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
สำหรับองค์ประกอบรอง คือ &lt;b&gt;การทำลายทางกายภาพ (Physical Destroy) &lt;/b&gt;ที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศของฝ่ายตรงข้าม การรักษาความปลอดภัย การต่อต้านข่าวกรอง (Counter-intelligence) การต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อ (Anti-propaganda) ทั้งนี้ มีการใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องสำคัญอย่างน้อยสองแบบ คือ การประชาสัมพันธ์ และการปฏิบัติการกิจการพลเรือน เป็นเครื่องมือช่วยเหลือให้ทั้งองค์ประกอบหลัก และรองดำเนินไปได้ดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
&lt;b&gt;เป้าหมายของการปฏิบัติการข่าวสารนั้น ต้องถูกกำหนดก่อนเริ่มปฏิบัติการ อาจเป็นทั้งฝ่ายศัตรู ฝ่ายรัฐบาลต่างชาติ ผู้นำทุกระดับ กลุ่มผลประโยชน์ องค์กร ประชาชนทั้งฝ่ายเรา ฝ่ายต่างชาติหรือประชาคมโลกได้ทั้งนั้น ทั้งยังต้องกำหนดเอาไว้ด้วยว่า ปฏิบัติการข่าวสารต้องทำเพื่ออะไร บรรลุวัตถุประสงค์หลักอย่างไร และสนับสนุนแผนยุทธการของฝ่ายเดียวกันอย่างไร&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ก่อนบุกอิรัก อเมริกาลงทุนกับการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารนี้มาก เพื่อให้ทุกคนในโลกเชื่อว่าระบอบ Saddam Hussein นั้นเป็นภัยต่อโลกจริง เป็นความชอบธรรมที่สหรัฐจะต้องส่งกำลังเข้าไปล้มล้างระบอบนี้ โลกจะได้ปลอดจากภัยก่อการร้าย และนิวเคลียร์ไปอีกสักหน่อยหนึ่ง มีการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านทางสื่อ นักวิชาการ และข้อมูลหลักฐานมากมาย ที่มีความสมเหตุสมผลทางตรรกะ ผลคือ รัฐสภาสหรัฐอนุมัติให้ทำสงครามได้ ประชาชนจำนวนมากในเวลานั้นสนับสนุน ยิ่งในเวลานี้กองทัพสหรัฐยังติดหล่มอยู่ในอิรัก สหรัฐยิ่งต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นหนักขึ้นด้วยการปฏิบัติการข่าวสาร ทั้งยังต้องทำอีกมากในการสร้างศรัทธาในสงครามต่อต้านก่อการร้ายที่เกิดรบไปทั่วโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
จีน ก็ลงทุนกับการสร้างความเชื่อว่า จีนคือประเทศที่เป็นมิตรและเอื้ออารีต่อประเทศต่างๆ การให้ความช่วยเหลือที่ไม่ต้องมากนัก แต่หนักด้วยกิจกรรมแห่งรอยยิ้มไมตรี ย่อมจูงใจในการเอนเอียงไปทางจีนของกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากได้ แต่หากไปถามฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ พวกเขาจะตอบว่าจีนกำลังใช้การปฏิบัติการข่าวสาร จูงใจให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะคนจีนโพ้นทะเล เชื่อว่าจีนเป็นยักษ์ใหญ่ใจดี ทั้งที่ในรอบกึ่งศตวรรษมานี้ จีนรุกรานทั้งทิเบต อินเดีย และเวียดนาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ใช่ว่ารัฐเท่านั้นที่มีขีดความสามารถด้านนี้ องค์กรที่มีเครือข่ายสามารถสร้างปฏิบัติการเช่นนี้ได้ อาทิเช่น การที่กลุ่มก่อการร้ายมีการกระจายข่าวลวงอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางเวบไซต์และข่าวลือไปทั่วโลก ย่อมทำให้ฝ่ายที่รับมือปัญหานี้ของชาติต่างๆ เกิดอาการวิตก มีความเป็นไปได้ว่าปีกทางวิชาการบ้าง องค์กรการกุศลบ้าง หน่วยงานทางศาสนาบ้าง จำนวนไม่น้อยได้ประสานการทำงานร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายสากลในการสร้างภาพที่แสดงให้เห็นว่า ชาติตะวันตกปราศจากขันติธรรมทางศาสนา ทั้งนี้เพื่อดึงมวลชนให้เข้ามาอยู่ข้างตน ขณะที่ฝ่ายตะวันตกก็ปฏิบัติการข่าวสารเพื่อชักเย่อกลับเช่นกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ความวุ่นวายสับสน โกรธแค้นชิงชัง แบ่งแยกขั้วชัดเจนของผู้คนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้ อาจมิได้เกิดมาจากการ &amp;quot;ตาสว่าง&amp;quot; ของผู้คนที่รับรู้ข่าวสารที่ถูกต้อง อย่างที่คนเหล่านั้นคิดก็เป็นได้ เพราะไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นเช่นใด ฝ่ายไหนผิดไหนถูก ดีหรือเลว ที่แน่นอนและเห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้วก็คือ ศักยภาพของประเทศไทยตกต่ำลงทุกด้านด้วยการไม่สามัคคีกัน ไม่ยอมรับกติกาหรือการบังคับจากฝ่ายที่ตนไม่ชอบหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
&lt;b&gt;แต่สภาพการณ์การที่เป็นผลเสียต่อประเทศไทยเช่นนี้ กลับเป็นผลดีต่อประเทศอื่นที่ไม่ต้องการให้ประเทศของเราเข้มแข็งเกินไป แนวคิดแบบนี้อาจเป็นเพียง Conspiracy Theory แต่หากพิจารณาในแง่ของความเป็นไปได้ในทางการปฏิบัติการข่าวสารแล้ว จะพบว่ามีโอกาสเหมือนกันที่การปลุกระดมจนถึงขั้นได้ผลนั้น อาจมาจากการวางแผนที่ยอดเยี่ยมของคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ของไทย หรือจากประเทศที่เกาะกุมมหายุทธศาสตร์โลกอยู่&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ที่มา: คอลัมน์ &amp;quot;&lt;strong&gt;มุมมองใหม่&lt;/strong&gt;&amp;quot; &lt;strong&gt;กรุงเทพธุรกิจออนไลน์&lt;/strong&gt; 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20080703/512#comments</comments>
 <pubDate>Thu, 03 Jul 2008 13:54:24 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ศรศิลป์</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">512 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ</title>
 <link>http://arayachon.org/article/20080703/511</link>
 <description>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; color: #333333&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;วันศุกร์ที่ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; color: #333333&quot;&gt;27&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มิถุนายน &lt;/span&gt;2551 &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; color: #333333&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์หยุด แสงอุทัย ได้จัดงาน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; color: #333333&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;เสวนา เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;TextTitle&quot;&gt;ในโอกาสครบ  100 ปีชาตกาลของศจ.ดร.หยุด แสงอุทัย  &lt;b&gt;สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; color: #333333&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma&quot;&gt;ได้นำเสนอประวัติบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ มีสาระ ดังนี้&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
0000000000000000000000&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;ปัญหาอย่างหนึ่งในหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ
จนถึงฉบับปัจจุบันนั้นสะท้อนปัญหาแหลมคมมากๆ
อย่างหนึ่งซึ่งเป็นมาตั้งแต่ปี &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;2475&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; และยังแก้ไม่ตก คือปัญหา&lt;b&gt;การจัดวางบทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบบรัฐธรรมนูญ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;ขอยกตัวอย่างว่าปัญหาเริ่มต้นเมื่อไร
ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา
เพราะอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือกษัตริย์อย่างไม่มีข้อสงสัย
การวินิจฉัยของพระองค์ก็เป็นสิทธิขาด
แต่ทันทีที่มีการยึดอำนาจพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;24 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;มิถุนายน &lt;/span&gt;2475&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; คณะราษฎรได้ตั้งคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารขึ้นมา &lt;/span&gt;3 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;คน
คือ นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาฯ นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชฯ
นายพันเอกพระยาฤทธิ์อัคเนย์
&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;และได้ทำหนังสือแจ้งต่อเสนาบดีทั้งหลาย ซึ่งมีถ้อยคำที่สำคัญมากว่า &lt;/span&gt;“&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ถ้าเป็นเรื่องราชการที่เคยนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ให้นำเสนอผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารตรงทุกเรื่อง&lt;/span&gt;”&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;span&gt;  &lt;/span&gt;หมาย
ความว่า ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารนั้นเป็นผู้รักษาอำนาจนี้ แทนกษัตริย์ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;และต่อมาปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นคือ
นับจากวันนั้นหลังยึดอำนาจได้ตั้งให้นายนาวาโทหลวงศุภชลาศัย
ทำหนังสือไปยื่นให้ ร.&lt;/span&gt;7&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ที่พระราชวังไกลกังวล เพื่อเชิญให้พระองค์กลับมาเป็น&lt;b&gt;พระมหากษัตริย์ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;“&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ใต้&lt;/span&gt;”&lt;/b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;b&gt; รัฐธรรมนูญ&lt;/b&gt; ซึ่งภายหลังพระองค์ได้ทรงยินยอมเป็นพระมหากษัตริย์&lt;/span&gt; “&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ตาม&lt;/span&gt;”&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; รัฐธรรมนูญ ตรงนี้ชี้ให้เห็นความขัดแย้งในความคิดที่แก้ไม่ตกและยังยืดเยื้อมาจนปัจจุบัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;ในความคิดของผู้ก่อการฯ นั้น พระองค์ต้องอยู่ใต้กฎหมายและทำตามกฎหมาย แต่ในความคิดของรัชกาลที่&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt; 7&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;
ที่ทรงคุ้นเคยกับระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น
พระองค์ไม่สามารถจะอยู่ใต้อะไรได้ ฉะนั้น
พระองค์ทำได้อย่างมากเพียงทำตามรัฐธรรมนูญ
นี่เป็นปัญหาที่ยังคงอยู่จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ดังนั้น คำว่า
พระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญจึงหายไปและเรียกเป็น &lt;/span&gt;“&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแทน&lt;/span&gt;”&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;ความสำคัญประการหนึ่งคือ การประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฉบับแรก ซึ่งน่าสนใจมากว่า ในความคิดของปรีดี พนมยงค์ นั้น
รัฐธรรมนูญเป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่ง วันนี้ (&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;27&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;
มิ.ย.) เป็นวันฉลองรัฐธรรมนูญตัวจริง
เพราะเป็นวันประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญปกครองแผ่นดิน
ซึ่งต่อมาเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งผมมีข้อสังเกตอยู่ &lt;/span&gt;3-4&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ข้อ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;สถานะพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแรกของไทย&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.ดูคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนี้สั้นและตรงมาก คือ
คณะราษฎรขอร้องให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อให้บ้านเมืองเจริญขึ้น และยังระบุว่า มาตรา 1 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย&lt;span&gt;  &lt;/span&gt;มาตรา &lt;/span&gt;2 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ผู้
ใช้อำนาจแทนราษฎร คือ พระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร
และศาล &lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;หมายความว่า
&lt;b&gt;กษัตริย์กลายเป็นอำนาจหนึ่งในสี่ที่ใช้อำนาจแทนราษฎรเท่านั้น
ไม่ได้มีอำนาจสูงกว่าอำนาจอื่นๆ&lt;/b&gt; แต่เจตนารมณ์จริงๆ
ของคณะราษฎรนั้น ต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจสูงสุด
เพราะได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ดังนั้น
อำนาจของผู้อำนวยการรักษาพระนครฝ่ายทหารสุดท้ายพระยาพหลฯ
ได้มอบให้แก่สภาผู้แทนราษฎรและยุบหน่วยงานนั้นไป &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;อาจารย์ณัฐพลพูดแล้วว่า หมวดสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญนี้มี &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;5 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;มาตรา มาตราแรก กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุด กฎหมาย คำวินิจฉัยต่างๆ ต้องทำในนามกษัตริย์ แต่มาตรา &lt;/span&gt;4&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; น่าสนใจ การสืบมรดกของพระปกเกล้านั้น ให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล พ.ศ.&lt;/span&gt;2467&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; โดยเพิ่มเติมประโยคเข้ามาด้วยว่า &lt;/span&gt;“&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร&lt;/span&gt;”&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;กษัตริย์ที่จะดำเนินการตามกฎเกณฑ์นี้พระองค์แรกคือ รัชกาลที่ &lt;/span&gt;8&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ตอนนั้นเราจะเห็นหนังสือพิมพ์พาดหัวว่า &lt;/span&gt;“&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;สภาล่างเลือกพระองค์เจ้าอนันต์&lt;/span&gt;”&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ต่อมารัชกาลที่&lt;/span&gt;9&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; คือพระองค์ต่อมาที่สภาผู้แทนราษฎรประชุมคืนวันที่ &lt;/span&gt;9&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มิถุนายน &lt;/span&gt;2489&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; หลังจากรัชกาลที่ &lt;/span&gt;8&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;
สวรรคตแล้ว และได้เลือกพระองค์เจ้าภูมิพลขึ้นเป็นกษัตริย์ ดังนั้น
ทั้งสองพระองค์ผ่านกระบวนการที่เลือกโดยสภา แต่เท่าที่ทราบในรัฐธรรมนูญ &lt;/span&gt;2540 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;และ &lt;/span&gt;2550&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ไม่มีแล้ว &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;มาตรา &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;5 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ก็น่าสนใจว่า ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงมีเหตุจำเป็นชั่วคราวหรือทำหน้าที่ไม่ได้
หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรใช้สิทธิแทน
หมายความว่าให้คณะรัฐมนตรีสำเร็จราชการแทนได้เลยในกรณีดังที่กล่าวมา
มาตราต่อมาบอกว่า กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องไม่ได้
เป็นหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัย แปลว่า สภาผู้แทนฯ
มีอำนาจวินิจฉัยได้ถ้ากษัตริย์ถูกฟ้อง ซึ่งต่อมามีกรณีนาย&lt;st1:personname productid=&quot;ถวัลย์ ฤทธิเดช&quot; w:st=&quot;on&quot;&gt;ถวัลย์ ฤทธิเดช&lt;/st1:personname&gt; ได้ยื่นต่อสภาฟ้องรัชกาลที่ &lt;/span&gt;7&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;
ต่อมาก็มีการบอกว่าไม่ได้ฟ้องแล้ว ซึ่งผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับเดียวเท่านั้นที่มีมาตรานี้ที่กำหนดให้กษัตริย์ถูกฟ้อง ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;ต่อมา มาตรา &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;7&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;
การกระทำใดๆของกษัตริย์ ต้องมี&lt;b&gt;คณะกรรมการราษฎรคนใดคนหนึ่งลงนาม
โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรทั้งคณะ&lt;/b&gt;
ถ้าพระมหากษัตริย์ลงนามในราชโองการใดๆ
โดยไม่มีการลงนามรับสนองจะ&lt;b&gt;ถือเป็นโมฆะ&lt;/b&gt;&lt;span&gt;  &lt;/span&gt;นี่น่าจะเป็นเหตุหนึ่งด้วยที่รัชกาลที่ &lt;/span&gt;7&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ทรงไม่พอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องวีโต้ หมายความว่า ถ้าสภาฯ ผ่านกฎหมายใดๆ ก็ตามแล้วเสนอให้กษัตริย์ลงนามเพื่อประกาศใช้ เมื่อกษัตริย์รับไป &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;7&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;
วันต้องแสดงเหตุผลถ้ายังไม่ลงพระปรมาภิไธยมายังสภาฯ ถ้าสภาฯ
ยืนยันก็ประกาศใช้กฎหมายได้เลย
&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;จะเห็นได้ตามธรรมนูญฉบับนี้อำนาจพระมหากษัตริย์ได้ถูกจำกัดลงอย่างมาก
แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดีว่าฉบับนี้เป็นเพียงฉบับชั่วคราว
และมีฉบับใหม่ที่เป็นฉบับประนีประนอมที่ในหลวงรัชกาลที่ &lt;/span&gt;7 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างด้วย &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรก การประนีประนอมของขั้วอำนาจ&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมอ่านคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับ &lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;10&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ธันวาคม &lt;/span&gt;2475&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; เหลือเชื่อว่าน่าจะเป็นฉบับเดียวเหมือนกันที่เป็นคำปรารภที่เป็นจารีตมาก บรรทัดที่สองเอ่ยพระนามของรัชกาลที่ &lt;/span&gt;7 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;เป็นครั้งแรกที่ได้อ่านพระนามเต็ม มีทั้งหมด &lt;/span&gt;48&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; วรรค ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพระองค์ทรงมีพระนามยาวขนาด &lt;/span&gt;16-17&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;
บรรทัด &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;แล้วในคำปรารภ ก็ระบุว่าคณะราษฎรได้ทูลขอรัฐธรรมนูญ
และพระองค์ก็มีพระราชดำริพระราชทานให้
สรุปว่าก็เป็นคำปรารภที่น่าสนใจมากอีกฉบับหนึ่ง &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;ตัวเนื้อหาก็มีมาตราต่างๆ  น่าสนใจว่าฉบับนี้เป็นฉบับแรก ที่ขึ้นมาตรา&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;1&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; พูดถึงเรื่องรัฐเดี่ยว คือ ราชอาณาจักรสยามเป็นหนึ่งเดียวแบ่งแยกไม่ได้ ราษฎรไม่ว่าอยู่ในสถานะใดได้รับการคุ้มครองที่เสมอหน้ากัน&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;มาตรา &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;2 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;มีการเปลี่ยนคำ อำนาจอธิปไตย ไม่ใช่เป็น &lt;/span&gt;“&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;เป็นของ&lt;/span&gt;”&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; แต่เปลี่ยนเป็น &lt;/span&gt;“&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;มาจาก&lt;/span&gt;”&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจแทนราษฎร&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;หมวดพระมหากษัตริย์มี&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt; 9&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มาตรา และมีที่น่าสนใจหลายอัน เช่น มาตรา &lt;/span&gt;3 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะจะละเมิดไม่ได้ มาตรา &lt;/span&gt;4 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;เติมเข้ามาว่า พระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ&lt;span&gt;  &lt;/span&gt;มาตรา &lt;/span&gt;5 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ก็เป็นการระบุครั้งแรกว่าพระองค์เป็นจอมทัพ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;มาตรา &lt;/span&gt;10&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ก็น่าสนใจว่าเปลี่ยนจากเดิมคือ&lt;span&gt;  &lt;/span&gt;พระมหากษัตริย์สามารถตั้งบุคคลหนึ่งคนหรือหลายคนเป็นผู้สำเร็จราชการแทนได้ โดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร มาตรา &lt;/span&gt;11&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ห้ามกษัตริย์ยุ่งกับการเมือง ซึ่งจะไม่ลงในรายละเอียด &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ที่น่าสนใจคือเรื่องวีโต้ ซึ่งจากเดิมให้เวลากษัตริย์พิจารณากฎหมาย &lt;/span&gt;7&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; วัน แต่ฉบับนี้ขยายเป็น &lt;/span&gt;1&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; เดือน จากนั้นเมื่อพระองค์วีโต้กลับมาแล้วสภาฯ พิจารณายืนตามเดิม ต้องถวายให้พระองค์พิจารณาอีก &lt;/span&gt;15&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; วัน ถึงจะประกาศใช้ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;พลวัตรอำนาจและสถานะของสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ 
&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;เมื่อถึงรัฐธรรมนูญฉบับ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;2489&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; หมวดคำปรารภดูเหมือนจะอ้างเหตุการณ์ปัจจุบันมากขึ้น แต่ว่าหมวดกษัตริย์เหมือนฉบับ &lt;/span&gt;2475&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; แต่ตัดมาตรา &lt;/span&gt;11&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; เรื่องห้ามกษัตริย์ยุ่งการเมืองออก ไม่มีมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญแล้ว &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ฉบับต่อมาฉบับที่ &lt;/span&gt;4 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;คือ รัฐธรรมนูญ &lt;/span&gt;2590&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;
ฉบับใต้ตุ่ม เล่ากันว่าหลวงกาจ
กาจสงครามร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้วซ่อนไว้ใต้โอ่งแดง
เมื่อรัฐประหารเสร็จก็ยกมาใช้ ฉบับนี้คำปรารภสั้นลงนิดเดียว
บททั่วไปคงเดิม แต่ที่น่าสนใจคือ ในหมวดพระมหากษัตริย์มีการเพิ่มเติมมาตรา
&lt;/span&gt;9&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ให้อำนาจกษัตริย์แต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเพื่อถวายคำปรึกษาราชการแผ่นดิน&lt;/span&gt;5 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;คน
&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ส่วนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินก็ให้อภิรัฐมนตรีเหล่านี้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินได้โดยอัตโนมัติ ในกรณีที่ในหลวงไม่อยู่ สภาฯ ไม่ต้องมาพิจารณาแล้ว
มาตรานี้ยังคงอยู่ต่อมาในรัฐธรรมนูญฉบับ &lt;/span&gt;2492&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; แต่เป็นอภิรัฐมนตรีเป็น องคมนตรี และให้มีทั้งหมด &lt;/span&gt;9&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; คน &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;ฉบับ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;2492&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; เป็นฉบับแรกที่ระบุไว้ในบททั่วไปในมาตราที่ &lt;/span&gt;2 &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;เติมเข้ามาว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย
มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฉบับนี้เป็นฉบับของฝ่ายนิยมเจ้า
มีหมวดพระมหากษัตริย์ยาวถึง &lt;/span&gt;21&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มาตรา
มีเรื่องที่น่าสนใจเช่น เรื่องจอมทัพไทยมีการเพิ่มเติมว่า
พระองค์เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของทหารทั้งปวง
หมวดที่ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ ให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล &lt;/span&gt;2476&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; แต่การแก้ไขกฎมณเฑียรบาลจะกระทำไม่ได้ คือบอกไว้เลยว่าห้ามแก้ &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;ฉบับ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;2495&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; อ้างว่านำฉบับ &lt;/span&gt;2475&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มาปรับปรุงแต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะนำหมวดพระมหากษัตริย์ของฉบับ &lt;/span&gt;2492&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มาใส่ทั้งหมด และตั้งแต่นี้มันก็กลายเป็นต้นแบบ ซึ่งผมจะจบที่ฉบับ &lt;/span&gt;2511&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; เพราะหลักการต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากฉบับ &lt;/span&gt;2492&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; หรือ &lt;/span&gt;2495&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มากนัก &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ก่อนถึงรัฐธรรมนูญ &lt;/span&gt;2511&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มีคั่นอยู่อันหนึ่งคือ ธรรมนูญชั่วคราวของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีเพียง &lt;/span&gt;20&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; มาตรา และเป็นฉบับแรกที่บัญญัติไว้ว่าอะไรก็ตามที่ไม่ได้บัญญัติไว้ให้เป็นไปตามจารีตประเพณีไทย และเป็นฉบับแรกที่มีมาตรา &lt;/span&gt;17&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; ให้อำนาจสิทธิขาดแก่นายกรัฐมนตรี &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot; lang=&quot;TH&quot;&gt;สรุปว่า เราจะเห็นภาพของการเคลื่อน
หรือปรับเนื้อหาของหมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ
&lt;b&gt;เป็นการเคลื่อนไหวของชีวิต&lt;/b&gt;
เราจะเห็นการดิ้นของบทบาทพระมหากษัตริย์ในความคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มอื่นๆ
ในสังคมไทย ที่หาวิธีที่จะเพิ่มอำนาจให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยสอดแทรกเข้าไปในรัฐธรรมนูญ &lt;b&gt;ฉบับ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;b&gt;2492&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; เป็นตัวอย่างที่ดี และกลายเป็นต้นแบบของฉบับที่ใช้กันต่อๆ มา &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 &lt;span style=&quot;font-size: 10pt; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt;-&lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/05web/th/home/12715&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20080703/511#comments</comments>
 <pubDate>Thu, 03 Jul 2008 03:18:34 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">511 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย</title>
 <link>http://arayachon.org/article/20080702/509</link>
 <description>&lt;p&gt;
ในความเชื่อของพวก &lt;b&gt;อภิชนาธิปไตย &lt;/b&gt;(aristocracy) นั้น เชื่อว่าระบอบการปกครองที่ดีนั้น จะต้องมาจากคนที่มีความสามารถ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สมควรมีสิทธิในการปกครองเท่านั้น โดยเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่สามารถหาคนที่มีความรู้ความสามารถ มาปกครองประเทศได้อย่างแท้จริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น ในความคิดของพวกอภิสิทธิ์ชนเหล่านี้ จึงต้องการให้คนกลุ่มน้อยที่มีความสามารถเข้ามาปกครองประเทศ บางคนเลยเถิดไปถึงกับ เสนอให้มีระบบ &lt;b&gt;&amp;quot;การเมืองใหม่&amp;quot;&lt;/b&gt; ที่เสนอสูตรผสมของผู้เข้าสู่อำนาจในสัดส่วน 70:30 กล่าวคือ เพิ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นร้อยละ 70 และลดที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งโดยวิธีการเลือกตั้งลงเหลือร้อยละ 30 ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของบุคคลที่อ้างว่า ทำเพื่อ &lt;b&gt;&amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;&lt;/b&gt; แต่กลับมีข้อเรียกร้องในเชิง &lt;b&gt;&amp;quot;อภิชนาธิปไตย&amp;quot;&lt;/b&gt; เช่นนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
คำว่าประชาธิปไตย มาจากคำว่า democracy ซึ่ง demos มาจากคำว่า people หรือประชาชน และคำว่า kratein มาจากคำว่า to rule หรือปกครอง กล่าวโดยสรุป คือ democracy หรือประชาธิปไตย แปลว่า การปกครองโดยประชาชน (rule by people)หรืออาจกล่าวได้ว่า&lt;b&gt;อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน&lt;/b&gt;(popular sovereignty)นั่นเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ความหมายของประชาธิปไตยนั้น นอกเหนือจากนิยามที่ทราบโดยทั่วไป ว่า &lt;b&gt;&amp;quot;เป็นรูปแบบการปกครองแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีสิทธิ อำนาจ และโอกาสในการเข้าควบคุมกิจการทางการเมืองของชาติ&amp;quot; &lt;/b&gt;แล้ว ยังหมายความรวมถึงปรัชญาของสังคมมนุษย์ หรือวิถีชีวิตที่ยึดถืออุดมคติ หรือหลักการที่กำหนดพฤติกรรมระหว่างมนุษย์ในสังคม ในกิจการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
1) &lt;b&gt;การเมือง&lt;/b&gt; ประชาชนแต่ละคน มีส่วนในการกำหนดนโยบายในการปกครองประเทศ ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
2) &lt;b&gt;เศรษฐกิจ&lt;/b&gt; ประชาชนมีเสรีภาพในการประกอบการทางเศรษฐกิจ หรือให้บุคคลได้รับหลักประกันในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ หรือทางเศรษฐกิจที่ตนเองได้ลงแรงไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
3) &lt;b&gt;สังคม&lt;/b&gt; ประชาชนได้รับความยุติธรรมในสังคม ไม่มีการกีดกันระหว่างชนชั้น กลุ่มชน หรือความแตกต่างใดๆ หรือเกิดระบบอภิสิทธิ์ชนหรือระบบอุปถัมภ์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
4) &lt;b&gt;วัฒนธรรม&lt;/b&gt; ส่งเสริมค่านิยม แบบแผน หรือประเพณีที่ยึดมั่นในหลักการประนีประนอม การใช้เหตุผล การยอมรับนับถือคุณค่าและศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ มีความเข้าใจและเห็นประโยชน์ในการร่วมมือกันเพื่อส่วนรวม โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนเพียงฝ่ายเดียว รวมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ชอบธรรมและเหมาะสมกับกาลสมัย ตลอดจนให้ความสำคัญกับสมาชิกที่อยู่ในสังคมเดียวกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ประชาธิปไตยจึงมีความหมายทั้งในรูปแบบการปกครอง และปรัชญาในการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนรวม รัฐบาลที่เกิดขึ้น จึงเป็นเสมือนเครื่องมือในการช่วยให้ประชาชน ได้บรรลุจุดหมายปลายทางของสังคม นั่นคือ ความผาสุกของประชาชนทั้งปวง ซึ่งหมายถึง 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
1) &lt;b&gt;เสรีภาพ &lt;/b&gt;ที่บุคคลมีและใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องสอดคล้องกับหลักการเรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวัสดิการของส่วนรวม 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
2) &lt;b&gt;โอกาส &lt;/b&gt;ที่บุคคลจะสามารถดำเนินกิจการต่างๆ ตามความต้องการ ทุกคนจะได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ในการที่จะพัฒนาศักยภาพต่างๆ ตามความสามารถของตนเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
3) &lt;b&gt;ความเจริญ &lt;/b&gt;ที่บุคคลมีโอกาสพัฒนาตัวเอง มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านสติปัญญา ความสามารถและบุคลิกภาพของแต่ละคน ศักดิ์และสิทธิในการปกครองประเทศ หรือการมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจปกครองตนเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
&lt;b&gt;จากหลักการเบื้องต้นของประชาธิปไตย ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นหลักการสากลไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของโลก ไม่จำเพาะว่าจะต้องเป็นประชาธิปไตยแบบฝรั่งหรือประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ผู้คนชอบอ้างเข้าข้างตนเอง เมื่อต้องการออกนอกลู่นอกทางของหลักการประชาธิปไตย&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ดังนั้น การที่พวกอภิสิทธิ์ชนที่ต้องการให้คนกลุ่มน้อย ที่เชื่อว่ามีความสามารถเหนือประชาชนธรรมดาสามัญเข้ามาปกครองประเทศ จึงขัดต่อหลักความเสมอภาค เพราะเท่ากับการไม่ยอมรับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อสภาพอันแท้จริงของมนุษย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ในบางครั้งการปกครองแบบประชาธิปไตย อาจไม่สามารถคัดเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาปกครองประเทศได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่ให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน นำความต้องการของประชาชนมาใช้ได้ ย่อมดีกว่าการที่ได้คนดีมีความสามารถ แต่ใช้ความสามารถนั้นหาประโยชน์เข้าสู่ตัวเอง โดยไม่ฟังเสียงของประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
พวกอภิชนาธิปไตยมักชอบอ้างว่า มนุษย์โดยทั่วไปนั้นไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีความเข้าใจและไม่ทราบความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นประชาธิปไตยหรือการปกครองโดยประชาชน จึงเป็นการปกครองที่ไม่มีประโยชน์ เพราะประชาชนเป็นกลุ่มคนที่ไร้คุณภาพ ไม่สมควรที่จะมาปกครองประเทศ คนที่ดีที่เหมาะสมที่จะมาปกครองประเทศก็คือ&lt;b&gt;ชนชั้นนำ 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ซึ่งแนวความคิดของพวกอภิชนาธิปไตยนี้ กล่าวได้ว่าไม่ตรงกับความจริงสักเท่าใด เพราะในแต่ละประเทศ ก็มีคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่ทั่วไป และคนต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และทำให้ประชาธิปไตยสามารถดำเนินไปด้วยดี ในทางปฏิบัติ ระบอบอภิชนาธิปไตยกลับสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศมาหลายประเทศ อาทิเช่น ญี่ปุ่น หรือเยอรมนี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ในหลายครั้งเราอาจได้ยินข้อกล่าวหาที่ว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ล่าช้า ไม่รวดเร็ว ซึ่งก็อาจจะเป็นความจริงอยู่บ้าง เพราะกระบวนการของประชาธิปไตย ต้องอาศัยความเห็นชอบ ต้องศึกษาความต้องการและรับฟังเสียงต่างๆจากประชาชน แต่ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มีความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ตรงข้ามกับระบอบอภิชนาธิปไตยหรือเผด็จการ ซึ่งอาจจะสัมฤทธิผลต่างๆ ในเวลาอันสั้น แต่ความก้าวหน้าต่างๆ นั้นไม่ยั่งยืน อาทิเช่น อาณาจักรไรซ์ของเยอรมนี สามารถคงอยู่ได้เพียง 6-7 ปี ส่วนประเทศอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกาที่ยึดถือประชาธิปไตยเป็นหลัก ยังคงมีความก้าวหน้าอยู่อย่างสม่ำเสมอ แม้แต่เยอรมนีหรือญี่ปุ่นที่เปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีความเจริญก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด 
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;ประวัติศาสตร์สอนเรามาโดยตลอด แต่หลายคนไม่รู้จักเข็ดหลาบ กลับพยายามหมุนเข็มนาฬิกากลับไปอยู่ยุคดึกดำบรรพ์ที่มีอภิสิทธิ์ชนไม่กี่กลุ่ม นำพาประเทศไปพบจุดจบอันน่าอเนจอนาถ &lt;/b&gt;&lt;b&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
กรุงโรมไม่สามารถสร้างเสร็จได้ภายในวันเดียว ฉันใด ระบอบการเมืองไทย ก็ย่อมไม่อาจแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่มักง่าย ด้วยการให้คนเพียงไม่กี่กลุ่มปกครองประเทศ โดยไม่ฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ก็ฉันนั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
ที่มา-&lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; คอลัมน์ &amp;quot;มองมุมใหม่&amp;quot;  2 กรกฎาคม พ.ศ. 2551  
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;setMagin_bottom15&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;/b&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20080702/509#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 02 Jul 2008 14:48:05 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ศรศิลป์</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">509 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>5 อาจารย์นิติฯมธ.ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยคำสั่งศาลปกครองกรณีปราสาทพระวิหาร  </title>
 <link>http://arayachon.org/article/20080701/508</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 &lt;b&gt;รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์&lt;/b&gt; &lt;b&gt;รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช&lt;/b&gt; &lt;b&gt;ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล&lt;/b&gt; &lt;b&gt;ธีระ สุธีวรางกูร&lt;/b&gt;และ&lt;b&gt;ปิยบุตร แสงกนกกุล&lt;/b&gt; อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วย ต่อคำสั่งของศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 ให้รับคำฟ้องกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา เรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกและกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา มีข้อความ ดังนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;h2&gt;แถลงการณ์ของ ๕ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเห็นต่อคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ ๙๘๔/๒๕๕๑
รับคำฟ้องกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา
เรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
และกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่  ๙๘๔/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้า ที่ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯต่อคณะรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมฯและเพิกถอนการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ศาลปกครองกลาง ยังได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาไปในคราวเดียวกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยความเคารพต่อศาลปกครองกลาง คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งห้า ดังมีรายนามตอนท้าย  ขอแสดงความคิดเห็นทางกฎหมายตามระเบียบวิธีทางวิชาการ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าว ดังต่อไปนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๑. &lt;b&gt;หลักนิติรัฐเรียกร้องให้การกระทำขององค์กรผู้ใช้อำนาจมหาชนทั้งหลายต้องชอบด้วยกฎหมาย&lt;/b&gt; โดยมีองค์กรตุลาการทำหน้าที่ควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม มีการกระทำบางประเภทที่โดยทั่วไปแล้ว ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรตุลาการ เช่น &lt;b&gt;การกระทำที่มีลักษณะเป็นเรื่องในทางการเมือง หรือการกระทำในเรื่องนโยบายของฝ่ายบริหาร&lt;/b&gt; เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิชานิติศาสตร์เรียกการกระทำลักษณะนี้ว่า &lt;b&gt;การกระทำทางรัฐบาล&lt;/b&gt; (Act of State; Acte de gouvernement; Regierungsakt) ซึ่งหากระบบกฎหมาย ต้องการให้มีการควบคุมตรวจสอบการกระทำดังกล่าวในทางกฎหมาย ก็จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจนเป็นเรื่องๆในรัฐธรรมนูญ และมอบหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด กรณีใดที่ไม่ได้บัญญัติไว้ การตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาล ย่อมไม่อาจกระทำได้ในทางกฎหมาย แต่ต้องควบคุมตรวจสอบกันในทางการเมืองเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๒. เหตุที่การกระทำทางรัฐบาล ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยองค์กรตุลาการ นอกจากจะเป็นเพราะโดยปกติทั่วไป การกระทำดังกล่าว &lt;b&gt;ไม่กระทบสิทธิหรือไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะแล้ว&lt;/b&gt; การกระทำทางรัฐบาล ยังมีธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นปัญหาหรือประเด็นทางการเมืองที่มีข้อจำกัดอย่างยิ่ง ในการใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์หรือเป็นเครื่องมือในการควบคุมตรวจสอบและหากให้องค์กรตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลปกครองเข้ามามีอำนาจควบคุมตรวจสอบได้ ผลก็จะกลายเป็นว่า ศาลปกครองมีความสามารถ ในการตัดสินใจเรื่องราว&lt;b&gt;ในทางบริหารหรือนโยบาย&lt;/b&gt;ได้เองโดยที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบทางการเมืองต่อผู้ใดทั้งสิ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๓. การพิจารณาว่า การกระทำใดเป็นการกระทำทางรัฐบาล ไม่อาจพิจารณาได้จากหลักเกณฑ์ในทางองค์กรเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรผู้ใช้อำนาจมหาชนดังเช่นคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ซึ่งใช้อำนาจกระทำการได้ ทั้งการกระทำทางปกครองและการกระทำทางรัฐบาล การพิจารณาว่า การกระทำขององค์กรเหล่านี้เป็นการกระทำทางปกครองหรือการกระทำทางรัฐบาล จึงต้องใช้ทั้ง&lt;b&gt;หลักเกณฑ์เรื่องที่มาของอำนาจ&lt;/b&gt; และ&lt;b&gt;หลักเกณฑ์ในทางเนื้อหา&lt;/b&gt;ประกอบการพิจารณาด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๔. ในส่วนของหลักเกณฑ์เรื่องที่มาของอำนาจ ต้องพิจารณาจากประเภทของกฎหมายที่ให้อำนาจแก่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีกระทำการ กล่าวคือ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี กระทำการโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีนั้นย่อมกระทำการในฐานะ “&lt;b&gt;รัฐบาล&lt;/b&gt;” ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และการกระทำนั้นเป็นการกระทำทางรัฐบาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่น นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็เป็นการกระทำทางรัฐบาลและไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของศาลใด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางกลับกัน ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีนั้นย่อมกระทำการในฐานะเป็น &lt;b&gt;“เจ้าหน้าที่ของรัฐ&lt;/b&gt;” (คำตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒) หรือเป็น “&lt;b&gt;ฝ่ายปกครอง&lt;/b&gt;”  (คำตามตำรา) &lt;b&gt;ใช้อำนาจปกครอง&lt;/b&gt;และการกระทำนั้นเป็น&lt;b&gt;การกระทำทางปกครอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่น นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติออกกฎหรือคำสั่งทางปกครอง กฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นก็เป็นการกระทำทางปกครองและอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยศาลปกครอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๕. ในส่วนของหลักเกณฑ์ในทางเนื้อหา ต้องพิจารณาจากลักษณะของการกระทำนั้นๆ ซึ่งการกระทำทางรัฐบาลอาจแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มหลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กลุ่มแรก คือ &lt;/b&gt;การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เช่น การตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร การตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภา การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กลุ่มที่สอง&lt;/b&gt; คือ การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การทำสนธิสัญญา (Conclusion of Treaty) การประกาศสงคราม การส่งทหารไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดน เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๖. ในบางกรณี การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น อาจแยกส่วนออกจากกันเป็นหลายส่วนได้ และการกระทำส่วนหนึ่งที่แยกออกมา (Actes détachables)  ไม่มีลักษณะเป็นการกระทำทางรัฐบาล แต่เป็นการกระทำทางปกครอง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลปกครอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การกระทำที่แยกออกได้ จากการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง ต้องเป็นการกระทำที่แม้เป็นผลต่อเนื่อง มาจากการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง แต่แยกออกโดยเด็ดขาด จากการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง จนอาจกล่าวได้ว่า การกระทำแต่ละการกระทำสามารถดำรงอยู่ได้โดยตัวของตัวเอง  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่น คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งศูนย์ผู้อพยพในเขตชายแดนไทย-พม่า ตามพันธกรณีที่รัฐบาลไทยตกลงไว้กับสหประชาชาติ การลงนามของรัฐบาลไทยในข้อตกลงดังกล่าว เป็นการกระทำทางรัฐบาลที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลปกครอง แต่มติคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์อพยพในพื้นที่ใด ถือเป็นการกระทำที่แยกออกได้จากการลงนามของรัฐบาลไทยกับสหประชาชาติ และหากมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น คดีอาจอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๗. ศาลปกครองไทยได้วางหลักในเรื่องการกระทำทางรัฐบาลไว้ในหลายคดี แม้ศาลปกครองจะไม่ได้ใช้คำว่า “การกระทำทางรัฐบาล” โดยตรงก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการนำทฤษฎีการกระทำทางรัฐบาล ไปปรับใช้เพื่อมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง เช่น พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๔-๓๒/๒๕๔๙, คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๖/๒๕๔๙, คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๕/๒๕๔๙) หรือ มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย -ญี่ปุ่น (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๗๘/๒๕๕๐) เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๘. กรณีของคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่  ๙๘๔/๒๕๕๑ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายมีความเห็นว่า การเสนอแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ดี การที่คณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบในแถลงการณ์ร่วมฯและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯก็ดี เป็น&lt;b&gt;การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง&lt;/b&gt; ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๙. ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการกระทำ ๓ การกระทำ ได้แก่ การเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า การเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯและมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นเพียงขั้นตอนเพื่อเตรียมการนำไปสู่การลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯเท่านั้น การกระทำทั้งสองนั้น ยังไม่มีผลทางกฎหมายสู่ภายนอกและยังไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ จึงไม่อาจถือเป็นวัตถุแห่งคดีได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองกลางกลับนำการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มาใช้พิจารณาว่า เป็นการกระทำที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ดังปรากฏให้เห็นในหน้า ๑๒-๑๓ ของคำสั่งศาลปกครองกลาง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๑๐. ในส่วนของการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ อันก่อให้เกิดแถลงการณ์ร่วมฯ ซึ่งมีผลทางกฎหมายสู่ภายนอก ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์และอาจเป็นวัตถุแห่งคดีได้นั้น เห็นว่า การลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ &lt;b&gt;อาศัยอำนาจอันมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจอันมีที่มาจากกฎหมายปกครอง การกระทำดังกล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลปกครอง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๑๑. อาจกล่าวกันว่า ศาลปกครองกลางไม่ได้วินิจฉัยว่า การลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในแถลงการณ์ร่วมฯอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่พิจารณาเฉพาะการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความข้อนี้ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า กรณีดังกล่าว ไม่อาจแยกการกระทำออกเป็นส่วนๆเพื่อพิจารณาได้ การเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ไม่ถือเป็น “&lt;b&gt;การกระทำที่แยกออกได้&lt;/b&gt;” จากการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การกระทำดังกล่าว ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการเดียวกัน สืบเนื่องต่อกันไป เป็นขั้นตอนก่อนที่จะเกิดการลงนาม ไม่ได้เป็นผลที่เกิดขึ้นภายหลัง จากการลงนามซึ่งถือว่าแยกออกจากแถลงการณ์ฯ ที่มีการลงนามแล้วได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๑๒. มีข้อสังเกตว่า ผู้ฟ้องคดีจงใจฟ้อง “ขั้นตอน” ต่างๆก่อนเกิดแถลงการณ์ร่วมฯ ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ที่ผู้ฟ้องคดีเล็งเห็นแล้วว่า หากฟ้องเพิกถอนแถลงการณ์ร่วมฯ ศาลปกครองย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพราะกรณีเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า แถลงการณ์ร่วมฯเป็นการกระทำทางรัฐบาล อย่าง ไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าวัตถุประสงค์อันแท้จริงของผู้ฟ้องคดี คือ ความต้องการให้เพิกถอนแถลงการณ์ร่วมฯหรือการทำให้แถลงการณ์ร่วมฯใช้ไม่ได้นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ต้องการให้ศาลปกครองมีคำสั่ง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยุติความผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การฟ้องให้เพิกถอนการกระทำอันเป็นขั้นตอนก่อนเกิดแถลงการณ์ร่วมฯ &lt;b&gt;มีความประหลาดและไม่สมเหตุสมผลในทางกฎหมาย&lt;/b&gt; เพราะขั้นตอนก่อนการเกิดแถลงการณ์ เช่น การเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เป็นการกระทำในทางข้อเท็จจริง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในโลกของความเป็นจริง ไม่อาจถูกเพิกถอนได้ เพราะได้มีการกระทำนั้นๆเสร็จสิ้นไปแล้วในความเป็นจริง การเพิกถอนการกระทำในทางกฎหมายปกครอง จึงต้องเป็นกรณีที่เป็นการเพิกถอนการกระทำที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายเท่านั้น เช่น เพิกถอนกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๑๓. อนึ่ง ในประเด็นดังกล่าวนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้เคยวินิจฉัยไว้ว่า &lt;b&gt;มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ผู้แทนไปลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศ ถือเป็นการกระทำทางรัฐบาลที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง&lt;/b&gt; ดังปรากฏให้เห็นในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๗๘/๒๕๕๐ ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“โดยที่ในการมีมติเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๐ เห็นชอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และผู้แทนการเจรจา รวมตลอดถึงคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย -ญี่ปุ่น ดำเนินการลงนามระหว่างวันที่ ๒-๔ เมษายน ๒๕๕๐ นั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ (คณะรัฐมนตรี) ใช้อำนาจทางการบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิใช่กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ (คณะรัฐมนตรี) ใช้อำนาจทางการบริหารของรัฐตามพระราชบัญญัติ หรือกฎหมายอื่นที่มีผลใช้บังคับเช่นพระราชบัญญัติ ออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำการอื่นใด เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดบรรลุผล คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๑๔. คดีปราสาทพระวิหารตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่  ๙๘๔/๒๕๕๑ นี้ ศาลปกครองกลางใช้หลักเกณฑ์ทางองค์กรพิจารณาเท่านั้น โดยเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “เป็น ผู้บังคับบัญชาสูงสุดและมีอำนาจบริหารราชการในกระทรวงการต่างประเทศตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๓๔” และคณะรัฐมนตรี “มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติของกฎหมาย” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี  “จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒”  ศาลปกครองกลางเห็นว่ากรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯต่อคณะรัฐมนตรีก็ดี กรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมฯและเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯก็ดี เป็นกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีกระทำการในฐานะเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ”  ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ จึงอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลปกครอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความข้อนี้ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า แหล่งที่มาของอำนาจกระทำการของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการตกลงในทางระหว่างประเทศ ไม่ได้มีที่มาจากพระราชบัญญัติ แต่มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ หากถือตามแนวทางของศาลปกครองกลางในคดีนี้ที่ว่า คณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวงและคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลปกครองจึงสามารถควบคุมตรวจสอบการกระทำของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลก็คือ ศาลปกครองย่อมสามารถเข้าควบคุมตรวจสอบการกระทำของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ ทุกกรณี ทำให้ศาลปกครองโดยองค์คณะ ๓ คน กลายเป็นผู้บังคับบัญชาคณะรัฐมนตรี แม้ในงานที่เป็น&lt;b&gt;เรื่องนโยบายหรือเรื่องในทางระหว่างประเทศ&lt;/b&gt; ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทน ราษฎร คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า การตีความกฎหมายในลักษณะดังกล่าวข้างต้น ย่อมขัดแย้งกับ&lt;b&gt;หลักการแบ่งแยกอำนาจ&lt;/b&gt;ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๑๕. โดยอาศัยเหตุผลดังที่ได้แสดงให้เห็นทั้งหมดและด้วยความเคารพต่อศาลปกครองกลาง คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้า ที่ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อคณะรัฐมนตรี ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ และขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยุติความ ผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมฯต่อประเทศกัมพูชาและยูเนสโกนั้น &lt;b&gt;ไม่ถือเป็นคดีพิพาทอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองแล้ว การกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในกรณีดังกล่าว ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วยเช่นกัน ส่วนประเด็นที่ว่าแถลงการณ์ร่วมฯดังกล่าวจะมีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๐ อันจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ &lt;b&gt;เป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/b&gt;ที่จะพิจารณาวินิจฉัย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
๑๖. คณาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งห้าดังมีรายนามตอนท้าย ตระหนักในความสำคัญของหลักการควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครองโดยองค์กรตุลาการ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความห่วงใยในดุลยภาพแห่งอำนาจขององค์กรนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ว่าอาจจะเสียไป โดยการที่ศาลปกครองกลางในคดีนี้ เข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจทางบริหารโดยแท้ของคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบทางการเมืองต่อสภาผู้แทนราษฎรตามวิถีทางประชาธิปไตยอยู่แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกทั้งคำสั่งในคดีนี้ยังขัดแย้งกับแนวทางที่ศาลปกครองสูงสุดได้เคยวางไว้ในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๗๘/๒๕๕๐ ที่คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าสอดคล้องกับหลักนิติรัฐอีกด้วย จึงขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อคำสั่งของศาลปกครองกลางในคดีนี้ผ่านแถลงการณ์ฉบับนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อนึ่ง ขอเรียนว่าการแสดงความเห็นต่อคำสั่งศาลปกครองกลางในเรื่องนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการโดยอาศัยเสรีภาพทางวิชาการที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๕๐ และเป็นการวิจารณ์การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริต ด้วยวิธีการทางวิชาการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖๕&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt;-&lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/05web/th/home/12702&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20080701/508#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 01 Jul 2008 23:57:59 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">508 at http://arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&quot;คลั่งชาติ&quot; มาร์เก็ตติ้ง</title>
 <link>http://arayachon.org/article/20080623/500</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;font-size: x-small; font-family: Tahoma&quot;&gt;ผมเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2524     หลังเหตุการณ์ฆ่ากลางเมือง  &amp;quot;6 ตุลาคม 2519&amp;quot; ประมาณ 4-5 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ไม่ได้สัมผัสโดยตรง แต่ก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่น่าสลดใจที่สุดครั้งหนึ่ง       ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งนั้นลูกเสือชาวบ้านและกลุ่มกระทิงแดง ถูกปลุกเร้าด้วย กระแส &amp;quot;คลั่งชาติ&amp;quot;
และเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสมัยก่อนยังไม่ทันสมัยเหมือนสมัยนี้ ที่มีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและเคเบิลทีวี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุยานเกราะ และสร้างหลักฐานเท็จผ่านหนังสือพิมพ์ &amp;quot;ดาวสยาม&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่เป็นนักศึกษา ผมยังรับรู้ถึงเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ได้-ร่ำไห้ไม่ออก
เชื่อไหมครับว่า มีการกล่าวหาว่า มี &amp;quot;เวียดกง&amp;quot; แทรกซึมอยู่ในธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยหลักฐานสำคัญคือ ซากหมาที่ถูกย่าง เขาอ้างว่าเป็นอาหารของ &amp;quot;เวียดกง&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีการค้นพบอุโมงค์ในธรรมศาสตร์       ที่ต่อมาก็มีการเฉลยว่า เป็นอุโมงค์ระบายน้ำที่มีอยู่มานานแสนนานแล้ว ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเรียนรู้ตั้งแต่วันนั้นว่า &lt;b&gt;เรื่อง &amp;quot;หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; และเรื่อง
&amp;quot;คลั่งชาติ&amp;quot; เป็นเรื่องที่ &amp;quot;จุดติด&amp;quot; ง่ายในสังคมไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ 32 ปีผ่านไป สังคมไทยก็ยังเหมือนเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ไม่ได้รู้จักจดจำ-สำนึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และมี &amp;quot;สติ&amp;quot; บ้างเลย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เรามีบทเรียนเรื่องการเกลียดคนคนหนึ่ง จนถึงขั้นยอมทำลายระบอบประชาธิปไตยมาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เรากำลังเดินเข้าสู่วังวนนั้นอีกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็น&lt;b&gt;วังวนแห่ง &amp;quot;ความรุนแรง&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งที่เคยมีบทเรียนมาแล้ว ตอน 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ทำไมถึงไม่จำกันบ้างเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การหยิบยกประเด็นเรื่อง&lt;b&gt; &amp;quot;สถาบัน&amp;quot; และ &amp;quot;เขาพระวิหาร&amp;quot; ขึ้นมา เป็นกลยุทธ์หนึ่งทางการตลาดของกลุ่มพันธมิตรฯ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเขารู้ดีว่า 2 เรื่องนี้จุดติดง่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สามารถเรียกคนมาชุมนุมได้มากกว่าประเด็นอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เรื่อง &amp;quot;สถาบัน&amp;quot; เป็นกลยุทธ์เก่าๆ ทางการเมืองที่มีเสน่ห์เรียก &amp;quot;รถถัง&amp;quot; ได้เป็นอย่างดี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ก็อ้างเหตุเรื่อง &amp;quot;วันลอบสังหาร&amp;quot; ที่เกี่ยวพันกับ &amp;quot;สถาบัน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549      ก็อ้างเรื่อง &amp;quot;สถาบัน&amp;quot; อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สุดท้ายหลังจากรัฐประหารเสร็จ เรื่องนี้ก็หายไปกับสายลม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือพิสูจน์ในชั้นศาลแล้วไม่มีความผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเรื่อง &amp;quot;เขาพระวิหาร&amp;quot; เรื่องนี้      เป็นเรื่องอ่อนไหวมากครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คุมไฟไม่ดี อาจมีสิทธิ์ลามได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมจำได้ว่า เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชา ก็มาจากข่าวลือเรื่อง &amp;quot;เขาพระวิหาร&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีการลือว่า ดาราสาวไทยบอกว่า       &amp;quot;เขาพระวิหาร&amp;quot; เป็นของไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แค่นั้นก็ถึงขั้นประท้วงและจุดไฟเผาเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนั้นคนไทยจำนวนมากยังรู้สึกสงสัยเลยว่า ทำไมชาวกัมพูชากลุ่มนี้จึงไม่รู้จักกรองข้อมูลให้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาวันนี้ เมืองไทยกำลังเข้าสู่สถานการณ์เดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่าลืมนะครับว่า &amp;quot;ศาลโลก&amp;quot; เขาตัดสินตั้งแต่ปี 2505 แล้วว่า&lt;b&gt; เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ต้องเคารพกติกาเรื่องนี้ก่อน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลกัมพูชาจึงมีสิทธิ์สมบูรณ์ที่จะขึ้นทะเบียน &amp;quot;เขาพระวิหาร&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตราบใดที่พื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนนั้นไม่อยู่ในฝั่งไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และไม่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนที่ยังมีปัญหาถกเถียงกันอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำได้ว่า ผมเคยคุยกับนายทหาร ที่ทำงานด้านปักปันเขตแดนไทยเมื่อหลายปีก่อน
เขาบอกว่าชายแดนทั้งหมด มีปัญหาเรื่องเขตแดนกับเพื่อนบ้านทุกประเทศทั้งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทับซ้อนกันไป ทับซ้อนกันมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ถ้ายึดหลัก &amp;quot;คลั่งชาติ&amp;quot; ในการเจรจา กันเมื่อไร รับรองว่าเราได้รบกับเพื่อนบ้าน     ทุกประเทศอย่างแน่นอน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งที่ชาวบ้าน 2 ฝั่งเป็นเพื่อนบ้าน         ที่ดีต่อกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาไม่สนใจเส้นบนแผนที่ที่ &amp;quot;ฝรั่ง&amp;quot;        มาขีดไว้หรอกครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะในความสัมพันธ์นั้น &lt;b&gt;ไม่มี &amp;quot;เส้น&amp;quot; บนแผนที่มาแบ่งกั้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาวบ้านเขาฉลาดพอ ที่จะมองไปใน &amp;quot;อนาคต&amp;quot; มากกว่าการเถียงกันเรื่อง &amp;quot;อดีต&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักที่ทหารและกระทรวงการต่างประเทศใช้มาตลอดก็คือ พื้นที่ไหนที่มีปัญหาก็พักไว้ ถือเป็นพื้นที่ทับซ้อน   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;แสวง &amp;quot;จุดร่วม&amp;quot; และสงวน &amp;quot;จุดต่าง&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แทนที่จะเอาชนะกัน สู้หาทาง           ทำประโยชน์ร่วมกันดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครับ &lt;b&gt;&amp;quot;สันติภาพ&amp;quot; งดงามกว่า &amp;quot;สงคราม&amp;quot; เสมอ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่าจะที่ชายแดน หรือที่สะพานมัฆวานฯ&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt;- &lt;span style=&quot;font-size: x-small; font-family: Tahoma&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #000000&quot; class=&quot;size3&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02mar07230651&amp;amp;day=2008-06-23&amp;amp;sectionid=0207&quot;&gt;คอลัมน์ MARKET THINK ประชาชาติธุรกิจ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://arayachon.org/article/20080623/500#comments</comments>
 <pubDate>Mon, 23 Jun 2008 17:23:16 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">500 a