ปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจการรถไฟ ?

tags:

จากเหตุการณ์ที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้หยุดการทำงานประท้วงรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเวลา 2 วัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ยุติแผนการปรับโครงสร้างการรถไฟฯ ใหม่ โดยที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการปรับโครงสร้างดังกล่าวตามข้อตกลงสภาพการจ้าง ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนนั้น

การปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทยของรัฐบาลดังกล่าว ภายใต้การนำเสนอของกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามมติคณะมนตรี วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่การปฏิรูปการรถไฟ หรือการพัฒนาการรถไฟแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด

แต่เป็นเจตนาแอบแฝง ในการขายสมบัติของการรถไฟฯ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของคนทั้งชาติ ไปให้เอกชนและกลุ่มนายทุนแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ต่างจากการพยายามแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินของรัฐและประชาชนไปให้เอกชนดูแลและสร้างกำไร

ดังนั้น เราต้องคัดค้านแผนการแปรรูปการรถไฟฯ และการขายสมบัติสาธารณะของรัฐบาล ดังที่จะมีแผนการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทยออกเป็น 3 ส่วน โดย

(1) ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยรับผิดชอบเฉพาะในส่วนงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งหมดของกิจการรถไฟ รวมถึงการก่อสร้าง บำรุงรักษารางรถไฟเท่านั้น

แต่ (2) กลับให้มีการจัดตั้ง “บริษัทเดินรถ” โดยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการและแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลการจัดการเดินรถ ทั้งการโดยสารและการขนส่งสินค้า ตลอดจน Airport Link ฯลฯ โดยโอนทรัพย์สินของการรถไฟฯ มายังบริษัทดังกล่าว

และ (3) การจัดตั้งบรรษัทบริหารทรัพย์สิน ในรูปแบบ Management Agency ทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดิน การจัดเก็บรายได้ และบริหารสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟฯ โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาที่ดิน

ซึ่งปัจจุบันนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยมีที่ดินมากกว่า 230,000 กว่าไร่ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สมบัติของสาธารณะของประชาชน

ดังนั้น แผนการแปรรูปการรถไฟฯ แบบนี้ คือการขายทรัพย์สมบัติของสาธารณะของประชาชน ให้แก่กลุ่มนายทุนที่อิงแอบนักการเมือง เข้าไปฮุบผลประโยชน์ทั้งปวงนั่นเอง !!!

เหตุผลในการปรับโครงสร้างการรถไฟฯ เพื่อฟื้นฟูฐานะการเงินของการรถไฟฯ ที่มีหนี้สินจำนวนมาก และเพื่อแก้ไขการประสบสภาวะขาดทุนมาโดยตลอดนั้น เป็นเพียงข้ออ้างของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่มีผลประโยชน์แอบแฝง เพราะ สภาวะขาดทุนดังกล่าว เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่เคยคิดที่จะพัฒนาการรถไฟฯ และละเลยมาโดยตลอด

กล่าวคือ รัฐบาลไม่เคยจ่ายเงินบริการเพื่อสังคม (pso) ตามกฏหมายรถไฟ พ.ศ. 2494 มากว่า 7 ปี, มีการจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์ต่อเอกชน, การฮั้วกับเอกชนและกลุ่มทุน ในการเช่าที่ดินรถไฟราคาถูกเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการคิดค่าบริการในราคาที่ต่ำกว่าทุน ในขณะที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งในปัจจุบัน การรถไฟมีต้นทุน 1.601 บาท ต่อคน ต่อการเดินรถ 1 กิโลเมตร แต่เก็บค่าโดยสารเพียง 0.24 บาท ต่อคน ต่อการเดินรถ 1 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ในส่วนของค่าโดยสาร ก็เพื่อบริการสังคมและคนจนในสังคมที่รัฐบาลจะต้องดูแล และปฏิรูปกิจการส่วนอื่นเพื่อรองรับรายได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับโครงสร้างใหม่ ก็ไม่ได้มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูปดังกล่าว โดยยึดถือให้การรถไฟเป็นกิจการของรัฐและประชาชน 100% โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือได้ประโยชน์ แต่กลับมุ่งเน้นให้เอกชนแสวงหา กำไร ทั้งยังกำหนดในแผนฯ ว่า ให้เอกชนปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารขึ้นร้อยละ 10 ในปีงบประมาณ 2553

และให้ปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 10 โดยปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 เช่นกันในทุกๆ 3 ปี อย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการยกผลประโยชน์ทั้งปวงให้เอกชนไปพัฒนาและดูแล แทนการปฏิรูปการรถไฟฯ โดยถือเป็นกิจการสาธาณะของรัฐที่รัฐจะบริการและพัฒนาให้ดีขึ้นภายใต้ฐานะของ รัฐวิสาหกิจที่ประชาชนเป็นเจ้าของ

ทางออกเฉพาะหน้าและอย่างเร่งด่วนในขณะนี้ ก็คือ รัฐบาลจะต้องยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี 3 มิถุนายน 2552 ที่ เห็นชอบการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ประชาชนและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจไม่มีส่วนร่วมดังกล่าว และเปิดเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่ จะต้องไม่แปรรูปหรือยกให้เอกชนไปแสวงหาผลประโยชน์

แต่ร่วมกันปฏิรูปและพัฒนาในฐานะกิจการสาธารณะของรัฐ รวมถึงยกเลิกแผนการจัดตั้งบริษัทเดินรถและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีกำหนดเวลาจัดตั้ง เพื่อแยกออกจากการรถไฟแห่งประเทศไทยภายใน 30 วัน นับจากวันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ

เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ดังกรณีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่แปรรูปเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบันแล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมราคาได้ตามที่รัฐเคยกล่าวอ้างไว้ และทำให้รายได้เข้ารัฐลดลงถึง 40% ในขณะที่บริษัทมีผลกำไรเพิ่มขึ้น 30%

ทั้งนี้ ประสบการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลต้องซื้อคืนรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น ในราคาที่สูงกว่าเดิมหลายเท่าเพื่อ ความมั่นคงของรัฐและเป็นกิจการสาธารณะเพื่อประชาชนเหมือนเดิม

รัฐบาลและกระทรวงคมนาคม จะต้องนำแผนการปรับโครงสร้างใหม่ ไปทบทวนและปรับปรุงในฐานะกิจการสาธารณะของรัฐ โดยให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟ ซึ่งมีมากกว่า 10,000 คน และภาคประชาชนมีส่วนร่วม ในการประชาพิจารณ์ และการออกเสียงประชามติในอนาคต เพื่อป้องกันการฮุบเอาผลประโยชน์ของประชาชนโดยการใช้นโยบายแอบแฝง

แน่นอน รัฐบาลสามารถพัฒนาการรถไฟฯ เพื่อแก้ไขสภาวะขาดทุนได้ โดยการปรับปรุงค่าเช่าที่ดินเชิงพานิชย์ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 36,000 ไร่ ให้เหมาะสมกับราคาปัจจุบัน การสร้างทางคู่โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน การปรับปรุงรถจักร รถพ่วงและการเดินรถเชิงสังคมให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย รวดเร็วและปลอดภัย ตลอดจนการเพิ่มเส้นทางเพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชนต่อไป.

ที่มา ประชาไท

โดย: 
เมธา มาสขาว

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้