หลังยุคทักษิณ (Post Thaksin)

tags:

นับแต่วันที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 15 ธันวาคม 2551 ผมถือว่าวันนั้น ยุคสมัยของทักษิณได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้ว่าในแวดวงการเมือง ยังคงเชื่อมั่นว่า ทักษิณจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง เพราะยังได้รับความรักความศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ในภาคเหนือ ภาคอิสาน ทั้งยังมีเครือข่าย ส.ส. เงินทุน และนักการเมืองอีกเกือบสองร้อยคนที่ยังยืนอยู่เคียงข้าง

แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าพ้นสมัยของทักษิณแล้ว และนับวันจะถอยล้าเลือนหายไปจากสังคมไทย ไทยรักไทย – พลังประชาชน – เพื่อไทย จะไม่ต่างไปจากพรรคที่มีอายุเป็นสิบปีและเลือนหายไปจากสังคมไทย (แม้จะได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ในภายหลัง) เช่น พรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ พรรคเสรีธรรม พรรคชาติพัฒนา

ตัวตน ร่องรอยของพรรคที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยคือ อะไร ?

พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2548 มีที่นั่งในสภาฯ 376 ที่นั่ง จากจำนวน 500 ที่นั่ง แต่วันที่โหวตเลือกนายกฯ มีเหลืออยู่เพียง 198  ซึ่งคาดว่าจะลดน้อยถอยลงไป ตามลำดับวันเวลาตามธรรมชาติของการเป็นพรรคฝ่ายค้าน (โปรดดูตัวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน)

ร่องรอยที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบทักษิณ จึงมีเพียงประชาชน ที่ยังรักในตัวอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคลื่อนไหวในนาม นปช. หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่า “กลุ่มคนเสื้อแดง” และนโยบายประชานิยมที่เชื่อว่า ไม่นานนี้จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายประชานิยมแบบพอเพียง ในนามพรรคประชาธิปัตย์

สิ่งที่คงหลงเหลืออยู่ จึงอาจมีเพียงนามธรรมในรูปความรัก ความศรัทธาต่อคนที่ชื่อทักษิณ เพราะการเคลื่อนไหวชุมนุมต่อไปนี้ จะถูกเข้มงวด กวดขัน จับตามองจากสังคมและถูกสกัดกั้นจากฝ่ายความมั่นคงไม่ให้เกิดความไร้ระเบียบ เหมือนดังการกระทำ ของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่ได้รับเป็นกรณียกเว้นพิเศษ

ความแตกต่างของงบประมาณสนับสนุน การถูกสกัดกั้นจากหน่วยงานราชการ  กฎหมายที่บังคับใช้อย่างไม่ผ่อนปรน  และแนวร่วมของพันธมิตรที่จะคอยออกมาสกัดปราม เหล่านี้จะทำให้ นปช. หลบเงียบไปเป็นคลื่นใต้น้ำ ที่รอวันเกิดรอยเลื่อนแยกขึ้นอีกครั้ง ที่อาจไม่ใช่ในนามคนรักทักษิณ หรือกลุ่มคนสวมเสื้อแดง แต่เป็นในนามของการล้มล้างเปลี่ยนแปลง “ระบอบ” บางอย่าง

สัญลักษณ์ของไทยรักไทย ระบอบทักษิณ ในอนาคตอันใกล้ จึงจะเหลือเพียงตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น และยิ่งหากไม่สามารถแสวงหาช่องทางสื่อสารกับ “ประชาชนของเขา” จากนอกประเทศได้แล้ว ก็ยากยิ่งที่จะอาศัยพลังประชาชนเปลี่ยนแปลงการเมืองให้กลับเป็นวันของทักษิณ อีกครั้ง

ผมจึงเชื่อว่า วันนี้สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่หลังยุคทักษิณแล้ว แต่สิ่งที่ทักษิณได้สร้างเอาไว้ ยังคงอยู่เป็นแบบแผน บรรทัดฐานทางสังคม ไม่ต่างไปจากการทิ้งความเป็นอาณานิคมไว้ ภายหลักการปลดปล่อยอาณานิคมของประเทศจักรวรรดิ (postcolonial[i]) 

สังคมไทยหลังยุคทักษิณได้ก้าวเข้าสู่ลักษณะดังต่อไปนี้

1. สังคมแห่งความแตกแยก

ประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ไร้การศึกษา ขาดความรู้ ยากจน ไม่ฉลาด หน้าตาไม่ดี และเป็นภาระ คนเหล่านี้คือคนที่เลือกทักษิณ และถูกใส่ฉลากให้ว่าเป็น “ลิงบาบูน” กับคนที่มีการศึกษาดี หน้าตาดี มีกำลังซื้อ เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วม ซึ่งจะเป็นชนชั้นนำการเมืองไทยต่อไปในยุคหลังทักษิณ

คนสองกลุ่มนี้ จะขัดกันในผลประโยชน์จากนโยบาย ที่ฝ่ายสีเหลืองไม่ต้องการให้เกิดประชานิยมเพราะตนเองรู้สึกว่าเสียภาษีมาก แต่เงินถูกนำมาให้กับคนที่เสียภาษีน้อย ขณะที่รัฐบาลยังจำเป็นต้องให้มีนโยบายแบบประชานิยมต่อไป เพื่อหวังดึงฐานคะแนนเสียงจากคนภาคเหนือ ภาคอิสาน คนในชนบท คนรากหญ้า 

ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างความคิด “อนุรักษ์นิยมใหม่” (neoconservative) [ii] กับ “เสรีนิยมใหม่” (neoliberals)[iii] จะปะทะกันอย่างรุนแรง   ต่อไปเราอาจไม่เพียงได้ยินแค่ “เบื่อม็อบพันธมิตร” แต่เราอาจได้ยินว่า “เกลียดม็อบเกษตรกร” และ “พวกเสื้อแดง” แทน

2. ฟื้นฟูประเทศโดยการทำลายระบอบทักษิณให้สิ้นซาก

ซากเดนของทุกสิ่งที่เป็นระบอบทักษิณ จะถูกเก็บกวาดล้างชำระ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยหากจะยังคงอยู่ แต่จะถูกทำให้มี ส.ส. เหลืออยู่ในพรรคน้อยที่สุด ช่องทางการสื่อสาร ระหว่างทักษิณกับประชาชนของเขา จะถูกตัดขาด คนที่ทำงานให้กับทักษิณจะถูกขุดคุ้ย และค้นหาเรื่องราวมาดำเนินคดี เสื้อสีแดงจะกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

และใครก็ตามที่เข้าไปข้องแวะกับระบอบทักษิณ จะกลายเป็นซาตานผู้ชั่วร้ายทำลายชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ต้องขจัดให้หมดไป การทำลายลงให้สิ้นซากนี้ จะไม่ใช่กระทำในลักษณะประกาศสงคราม แต่จะทำในนามการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในนามการเมืองใหม่ ในนามสันติ สมานฉันท์ ฟื้นฟูเยียวยาประเทศ ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ โยกย้ายข้าราชการ และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ อันเป็นภารกิจเชี่ยวชาญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มักจะเป็นผู้มาฟื้นฟูเยียวยาหลังวิกฤติทุกครั้ง (พฤษภาทมิฬ, วิกฤติเศรษฐกิจปี 40) และก็มักจะใช้เวลาเยียวยาจนเกือบครบเทอม หากไม่มีเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น

3. รูปแบบใหม่ของอำนาจ

ภายใต้สิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า  “ตุลาการภิวัตน์” ได้ปรากฏให้เห็น อำนาจแบบใหม่ที่ก้าวล้ำกว่าอำนาจแบบเดิม ๆ ที่มีมาในสังคมไทย แม้บุคคลผู้ใช้อำนาจ จะเป็นคนเดิม แต่รูปแบบได้เปลี่ยนไปเป็นอำนาจที่มองไม่เห็น ซึ่งสังคมไทยเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น

อำนาจใหม่เป็นอำนาจที่แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของคนไทย เป็นชีวอำนาจ (biopower) ที่แฝงฝังในมโนสำนึกซึ่งตอบสนองทางร่างกาย (responses) การกระทำในทันทีที่ได้รับสิ่งเร้า

การใช้อำนาจใหม่ ไม่ได้กระทำผ่านตัวแทนดังเช่นในสมัยทักษิณ แต่เป็นการกระทำผ่านการตีความของสังคม (social interpretation) ซึ่งไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด หากแต่เป็นเรื่องควรหรือมิควร การส่งผ่านวาทกรรมของอำนาจรูปแบบใหม่ มีลักษณะเป็นวาทกรรมที่คลุมเครือ เป็นอภิปรัชญา เป็นถ้อยความที่ตั้งอยู่ในความดี ความงามและความจริง

ไม่บ่งบอกว่าต้องการอะไร อย่างไร หากแต่แจกแจงหน้าที่ความรับผิดชอบของกลุ่มบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่มีอำนาจจัดการทางสังคมในภาระหน้าที่ตามตำแหน่งและสถาบันที่สังกัด พร้อมกับการระบุถึงเป้าหมายและสิ่งที่ต้องการให้สังคมไทยพัฒนาไป

อำนาจใหม่นี้เป็นอำนาจผ่านกระบวนการตีความ และตีความซ้ำกระบวนการตีความ (reinterpretation of interpretation process)  วาทะแห่งอำนาจ จึงเป็นวาทะที่เลื่อนเคลื่อนไปได้อย่างไม่รู้จบเพราะเป็นการละเล่นเชิงอำนาจของการตีความที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดได้ และตราบเท่าที่สังคมไทยยังประสบปัญหาแตกแยกขัดแย้ง กระบวนการตีความก็จะดำเนินต่อไป ทำให้องค์อธิปัตย์สถาปนาตัวตนขึ้นเป็นหนึ่งเดียวแห่งอำนาจ 

อำนาจใหม่เป็นอำนาจที่กระทำโดยไม่กระทำ ดุจสภาวธรรมที่ตั้งอยู่นิ่งใสบริสุทธิ์ ท่ามกลางความเคลื่อนไหว อันเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ได้รับมอบอำนาจ ที่น้อมนำสภาวธรรมนั้นเข้าไว้ในตน ผ่านการตีความที่ผิดบ้างถูกบ้าง แต่ไม่ว่าจะผิดหรือถูกไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับว่า เหมาะสมและบังควรหรือไม่

ผู้น้อมรับธรรมเหล่านี้ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะชนชั้นนำของสังคมไทย แต่เมื่อรับมาแล้ว ก่อนที่จะส่งผ่านมายังประชาชนนั้น ได้ผ่านการตีความและลดรูปย่อส่วน ให้รูปธรรมที่เข้าใจได้โดยใช้คำที่คุ้นเคยสัมผัสได้และระลึก รู้ปฏิบัติตามได้

4. สังคมของผู้เชี่ยวชาญ

การส่งผ่านความหมาย ความต้องการ ทิศทางที่สังคมไทยควรจะ (ต้อง) เป็นไปนั้น ถูกกระทำโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เป็นการกระทำที่ผ่านการตีความสภาวะที่ส่งผ่านมาจากอำนาจใหม่ เสมือนการได้รับ โองการแห่งสวรรค์ เป็นเสียงกระซิบที่ไม่มีใครได้ยินได้ฟังด้วย  (แม้จะได้ยินแต่ก็ไม่อาจตีความได้ หากแต่ต้องเป็นหน้าที่หรือคนทรงวิญญาณซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญชี้บอก)

แต่ปรากฏดำรงอยู่และนำความสงบสุขมาให้แก่มนุษย์ บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ยึดครองพื้นที่ของการตีความภายใต้ขอบเขตอำนาจแห่งตน โดยมีนัยว่า เขาเหล่านี้รอบรู้ มีประสบการณ์และมีบทบาทหน้าที่โดยตรงอย่างผู้ชำนาญการมากยิ่งกว่าชนกลุ่มใด ๆ ในสังคม

การมอบความเชี่ยวชาญให้นี้ ไม่เพียงมอบโดยการยอมรับของสังคม หากแต่เป็นการมอบโดยกฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ และความผูกพันใกล้ชิดกับอำนาจที่อยู่เหนือขึ้นไป  กลุ่มทางสังคมที่จะสถาปนาความเชี่ยวชาญในยุคหลังทักษิณที่สำคัญได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์, ทหาร, ศาล, พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วม (ผ่านทางอดีตแกนนำ), สื่อมวลชน และนักวิชาการที่เลือกข้างถูก 

บรรดากลุ่มคนเหล่านี้ จะมีสิทธิ์มีเสียงในสังคม ซึ่งประชาชนผู้ป่วยไข้ ไม่รู้ ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

5.ชนชั้นผู้ป่วยไข้

ชนชั้นผู้ป่วยไข้คือ ผู้ขาดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ต่อการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า เป็นผู้ที่เจ็บ จน โง่ สร้างภาระ ดื้อดึงและไม่เชื่อฟังอำนาจ หากยอมรับเชื่อฟังอำนาจ ก็จะได้รับการดูแล บำบัด เยียวยา ด้วยงบประมาณที่หว่านทุ่มลงไปในรูปเงินช่วยเหลือ กู้ยืม

คนเหล่านี้เป็นคนที่เปลี่ยนมาจากคนรากหญ้า ในสมัยรัฐบาลทักษิณ เป็นคนส่วนใหญ่ใน 40 ล้านเสียง ที่อดีตนายกรัฐมนตรีอ้างความชอบธรรม และยังคงเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่นโยบายของทุกพรรคการเมืองช่วงการหาเสียงเลือกตั้งล้วนต้องเอาใจ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นผลพวงที่ก่อกำเนิดขึ้นมานับแต่ยุครัฐบาลทักษิณ ภายใต้โครงการชุดเอื้ออาทร และลงทะเบียนคนยากจน ที่มีคนรากหญ้ามาขอลงทะเบียน รับความช่วยเหลือมากกว่าจำนวนคนยากจนที่วัดได้ จากเส้นความยากจนทางการ 

เขาเหล่านี้เป็นคนป่วยไข้ที่ต้องบำบัดรักษาและเชื่อฟังผู้เชี่ยวชาญ 3 สิ่งต่อไปนี้คือสิ่งที่ผู้ป่วยไข้ถูกบอกให้ปฏิบัติ 

1.เศรษฐกิจพอเพียง  2.อยู่ภายใต้ความสมานฉันท์ คือไม่โต้แย้ง ไม่เห็นค้าน (รัฐ) ไม่ออกมาเคลื่อนไหว 3. “รักพ่อ”

ทั้งสามสิ่งคือยาขนานวิเศษที่แก้ไขได้ทุกโรค และจะสร้างสังคมที่สันติสุขอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย อันแตกต่างจากยุคทักษิณเพียง 1.เศรษฐกิจรากหญ้า  2. อยู่ภายใต้ความสมานฉันท์ คือไม่โต้แย้ง ไม่เห็นค้าน (รัฐ) ไม่ออกมาเคลื่อนไหว 3. “รักทักษิณ”

ซึ่งหากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลยระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เพราะคนเหล่านี้ก็ยังป่วยไข้และอยู่ในภาวะที่ต้องเยียวยารักษาต่อไป

6.อาการเสพติดของการเสพด่วน

คิดใหม่ ทำใหม่ คิดเร็ว ทำเร็ว ทันสมัย ใหม่เสมอ คือวัฒนธรรมที่รูปแบบการบริโภคของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและพรรคไทยรักไทยสร้างขึ้น การเปลี่ยนโปรโมชั่นใหม่ ๆ ทุก 3 เดือน โดยเปลี่ยนสูตรคำนวณการคิดค่าบริการใหม่ แต่ผลลัพธ์ของค่าบริการ ก็ไม่ต่างจากเดิม พร้อมไปกับการเพิ่มเติมความสามารถของโทรศัพท์มือถือ

ทั้งการโหลดริงโทน โหลดเพลง  ส่งภาพถ่าย ส่งข้อมูล ส่งคลิปวีดีโอ  ฟัง ข่าว ดูดวง หาเพื่อน ชำระเงิน ชมรายการโทรทัศน์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การเสพย์การบริการเหล่านี้เกิดควบคู่ไปกับรูปแบบโทรศัพท์มือถือที่ออกรุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ท้องตลาดทุกเดือน

กระตุ้นการบริโภคและความต้องการอย่างไม่สิ้นสุด แน่นอนว่าโทรศัพท์มือถือไม่สามารถทดแทนกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเสียงแบบพกพา กล้องถ่ายวิดีโอ  เครื่อง รับโทรทัศน์ ได้สมบูรณ์ มันทำหน้าที่เพียงให้ผู้ครอบครองเสพความบันเทิง รื่นเริง ได้อย่างรวดเร็วทันใจ ในทุกที่ทุกเวลา แบบชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อรอเสพสิ่งใหม่ๆ ที่จะถูกประดิษฐ์ขึ้น

นโยบายเป็นชุดในแบบโครงการเอื้ออาทร ที่มีทั้งบ้าน แท็กซี่  คอมพิวเตอร์ จักรยาน นักบิน แอร์โฮสเตส  ชุดนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดที่รวมการเข้าบำบัดรักษา การปราบปรามตัดตอน การปราบผู้มีอิทธิพล หรือชุดขจัดความยากจนที่เพิ่มช่องทางการกู้เงินอีกหลากหลาย

ซึ่งแข่งขันกันผลิตเป็นนโยบายย่อยในชุดนโยบายใหญ่ ก็ไม่ต่างกับโปรโมชั่นของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ  คือ โอกาสในการช่วงชิงความได้เปรียบ และเรียกคะแนนกลับคืนมาของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องเร่งผลิตนโยบายสนองตอบต่อการเสพย์ติดการเมืองของ สังคมที่ป่วยไข้จากอาการเสพติดการเมืองที่ต้องการความเร่งด่วนรวดเร็วและรอไม่ได้

สังคมเสพด่วน จะคอยเรียกร้องและเคลื่อนไหว เพื่อให้ฝ่ายการเมือง เร่งสนองตอบต่อการบริโภคที่เคยได้รับแบบทันใจ  แนวร่วมพันธมิตร จะเป็นรัฐบาลบนท้องถนนคู่ขนานอยู่ใกล้ ๆ รั้วทำเนียบ  ที่มีอำนาจกำกับได้มากกว่า คณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์เดิมที่เคยมีมา

สรุป

แม้ว่าอำนาจทักษิณจะค่อย ๆ หมดไป ในยุคหลังทักษิณ แต่ยุคทักษิณได้สร้างระบบการเมือง สังคมขึ้นใหม่ ที่ก้าวกระโดด เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากขุนนาง ศักดินา  พ่อขุน ทหาร รัฐข้าราชการ และพรรคแนวอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่เสื่อมอำนาจลงไป 

ช่วง เวลา 6 ปี ที่ทักษิณเรืองอำนาจ ได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยอย่างรวดเร็ว และแฝงฝังเป็นชีวอำนาจ ที่แม้ทักษิณและระบอบทักษิณ จะถูกทำลายไป แต่สิ่งที่ทักษิณได้สร้างไว้ จะยังคงอยู่ เพราะมันได้แฝงฝังเข้าสู่โครงสร้างทางสังคมที่รอวันเติบโต ปฏิวัติถอนรากถอนโคน ขจัดระบอบการเมืองเดิม (ใหม่)

ด้วยเหตุนี้ยิ่งทำลายระบอบทักษิณ รื้อล้างและรุนแรงเพียงใด ก็ยิ่งจะทำให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่ความโกรธแค้นชิงชังระหว่างคนสองกลุ่มมากขึ้นเพียงนั้น

ที่น่าเป็นห่วงคือ สถานการณ์อาจก้าวไปไกลเกินกว่าความขัดแย้งระหว่างคนรักกับคนเกลียดทักษิณ แต่เป็นความขัดแย้งของความเชื่อทางการเมืองและสภาวะธรรมชาติ (natural state)[iv] ของความเป็นมนุษย์แทน

เชิงอรรถ

[i] แนวคิดกลุ่มหลังอาณานิคม (post colonial) มองว่าประเทศอดีตอาณานิคม ยังคงต้องพึ่งพา และยอมรับภาษา วัฒนธรรม รูปแบบวิธีคิดแบบตะวันตก ซึ่งยังครอบงำสังคมอยู่ แม้ว่าจะได้รับการปลดปล่อยจากตะวันตกแล้ว ดังนี้จึงต้องทำลายสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้หมดสิ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการสร้างความเป็นตัวของตัวเอง

[ii] อนุรักษ์นิยมใหม่ เป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับ เสรีนิยมใหม่ ในที่นี้หมายถึงการกลับคืนสู่การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ การปลุกเร้าชาตินิยม และสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันหลักที่เก่าแก่  ความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อกลับไปสู่สังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม ขจัดความฟุ้มเฟ้อฟุ่มเฟือย เปลี่ยนฉลากเศรษฐกิจทุนนิยม (ทุนสามานย์) มาสู่เศรษฐกิจพอเพียง (ทุนศักดิ์สิทธิ์)

[iii] เสรีนิยมใหม่ ที่ใช้ในสมัยทักษิณ คือการเปิดประเทศ ต้อนรับการค้าการลงทุน ลดบทบาทของรัฐลง เพิ่มบทบาทของเอกชนมากขึ้น เน้นการแข่งขันเสรี แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี ขณะเดียวกัน ก็จัดสรรงบประมาณลงไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่เรียกว่าคนรากหญ้าโดยตรง โดยลดขั้นตอนที่ต้องผ่านระบบราชการ ฟื้นฟูกระตุ้นให้เกิดการบริโภค เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

[iv] โปรดดูความแตกต่างในสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ระหว่าง  John Locke และ Thomas Hobbes

ที่มา ประชาไท

โดย: 
สามชาย ศรีสันต์

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้