2551 อันธพาลครองเมือง

tags:

ใครอ่านข่าวการเมืองไทยช่วงนี้ แล้วไม่รู้สึกปวดหัวชนิดที่ต้องเอาเท้าก่ายหน้าผาก ก็อยากจะติดต่อสอบถามเป็นการส่วนตัวว่า มียาดีอะไรวานบอก มีหลายต่อหลายเรื่อง หลายต่อหลายคำถามครับที่อยากเขียนถึงบ้าง ภายใต้สถานภาพที่อยู่ไกลบ้านห่างเมือง แบบนี้นี่แหละ แต่ขอขึ้นต้นด้วยการสบถดัง ๆ ก่อนว่า "เฮ้ย...มันชักจะบ้ากันไปใหญ่ !"

คนที่เมืองไทย อย่าพึ่งเย้ยหยันแกมอิจฉาว่า พวกมรึงจะไปรู้เรื่องอะไร ได้แต่อยู่กันสบาย เขาจะเป็นจะตาย เศรษฐกิจไทยจะพังพินาศ พวกมรึงก็คงไม่สน เพราะไม่ได้รับผลกระทบ ...แต่ โธ่ถัง ใครว่ากันเล่า ทั้งเพื่อนฝูง คนขับแท็กซี่ คนดูแลสระน้ำ ป้าทำความสะอาดหอ กระทั่งผู้ช่วยวิจัย และโปรเฟสเซอร์ ต่างถามไถ่ถึงสถานการณ์นี้ให้ยิก...ผู้ประท้วงต้องการอะไร ?

ชาติเป็นอะไรทำไมต้องกู้ ? เขาทำเพื่อประชาธิปไตยหรือ ?...ตอบไหม...ตอบสิครับ แต่ตอบด้วยความอาย นี่แหละผลกระทบระดับปฐมภูมิ ที่อาย ไม่ใช่เพราะผมเป็นพวกไม่สนใจบ้านเมืองจนตอบไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือฝรั่งยังรู้มากกว่า หรือตอบไม่ได้ว่าพันธมิตรฯ ต้องการอะไร แต่ที่อายเพราะ ผมไม่สามารถตอบได้ว่า สิ่งที่พันธมิตรฯ ต้องการ นั้นมันมีความหมาย หรือมีขอบเขตอยู่ในคำว่า "ประชาธิปไตย" อย่างไรต่างหาก นอกจากนี้ยังต้องกระซิบให้ข้อมูลไปด้วยว่าทั้ง "ชาติ" และ "ภาพ" นั้น คนไทยจะได้ "กู้" กันแน่ ๆ แต่หลังจากที่การกระทำแย่ ๆ ของพันธมิตรฯจบแล้วนู่น

คุณน้า คุณป้า คุณลุง คนชั้นกลางที่ด่าคนชนบทว่าโง่ แล้วไปนั่งตากแดดกับคนฉลาดอย่างพันธมิตร ฯ โดยคิดว่าท่านจะช่วยชาติ...ถ้าได้ทราบสักนิดก็คงดีว่า นั่นมันเป็นเรื่อง "ซื่อ" จน "เซ่อ" ถ้านึกภาพความเสียหายของชาติ จากการกระทำของกลุ่มท่านเอง (แทนที่จะเป็นการกระทำจากฝ่ายรัฐบาล เพราะเจ้านั่นน่ะ มันยังไม่ได้ลงมือจริงจังทำอะไรเลย ทั้งความเสียหาย และความเจริญให้ประเทศ) ไม่ออก กอร์ปกับรำคาญตัวเลขรุงรังที่รูดกราวในตลาดหุ้น ขี้เกียจทำความเข้าใจบัญชีเดินสะพัดกับปริมาณนักท่องเที่ยวและนักลงทุน หรือไม่อยากใส่ใจความชะงักงันของเศรษฐกิจในทุก ๆ ด้าน เพราะรัฐบาลทำงานบริหารไม่ได้มาแรมหลายเดือน ผมจะเล่าผลกระทบแบบบ้าน ๆจากการกระทำของท่าน ที่บังเอิญไปเจอมา ให้ฟังดังนี้...

1. รุ่นน้องคนหนึ่ง ได้รับทุนเดินทางมาฝึกงานในต่างประเทศ ฝึกเสร็จเรียบร้อย วีซ่าหมด ซื้อตั๋วแล้ว และมีกำหนดเดินทางกลับไปทำงานให้หน่วยงานผู้ให้ทุน คือ ประเทศไทย ของท่านนั่นแหละ ตั้งแต่ เมื่อสามวันก่อน จนปานนี้ ยังกลับไม่ได้ เพราะไม่มีเครื่องบินบินให้ ต้องเลื่อนตั๋ว ขออนุโลมจากรัฐเยอรมัน ขอขยายระยะเวลาทางไทยเพื่ออยู่ต่อ อาจต้องขอค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วย...เงินใคร...ถ้าไม่ใช่ภาษีประชาชน ?...และคนไทยที่เจอสถานการณ์แบบนี้ คงไม่ได้มีรุ่นน้องคนนี้เพียงคนเดียว !

2. รุ่นพี่คนหนึ่งจองตั๋วเครื่องบิน เพราะมีกำหนดเดินทางกลับเมืองไทยชั่วคราว ในเวลาใกล้จะถึง เพื่อไปสัมภาษณ์ทุนสำนักงานรัฐแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับการหาบุคลากร ในโครงการนวัตกรรมพัฒนาประเทศไทย ที่ท่านช่วยกันกู้อยู่เช่นกัน และต้องไปติดต่อปฏิบัติภาระกิจสำคัญอีกหลายอย่าง ยังตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ว่า ประท้วงคราวนี้ จะยืดเยื้อนานขนาดไหน ...หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่ ทางสำนักงานผู้สัมภาษณ์ จะขอเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด ค่าตั๋วเครื่องบินนี้ ทางสำนักงานนั้นเป็นผู้ออกให้...เงินใคร...ถ้าไม่ใช่ภาษีประชาชน ?....และคนไทย หรือแม้แต่คนต่างชาติที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติภาระกิจ ซึ่งอาจเป็นภาระกิจที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจและสังคมไทย คงไม่ใช่รุ่นพี่คนนี้ เพียงคนเดียว !

3. วันนี้ผมออกไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารหน้าตาเอเชีย ที่ร้านเอเชีย ไปถึง คิดว่าร้านโดนปล้น เพราะไม่มีสินค้าสดอะไรเลย สอบถามได้ความว่า บรรดาผัก ผลไม้ และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมายที่มีประเทศไทยเป็นผู้ค้าและส่งออกรายใหญ่ ขนส่งอะไรมาต่างประเทศไม่ได้เลย ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา และสินค้าสดเหล่านั้น ผู้ค้าแจ้งว่า เกือบทั้งสิ้น เน่าเสียคาสนามบินไปเรียบร้อยแล้ว...บรรดาลูกค้า ซึ่งมีทั้งคนไทย คนต่างชาติ ร้านอาหารไทย ร้านอาหารเอเชีย ร้านขายของไทย และร้านขายของเอเชีย ในประเทศเยอรมันมีอยู่เป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ร้าน และโลกทั้งโลก คงไม่ได้มีเยอรมันประเทศเดียว ที่สั่งของจากประเทศไทย !

4. ข่าวเยอรมันนำเสนอว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวเยอรมัน ติดอยู่ที่สนามบินประเทศไทยราวสามพันคน บริษัทการบินสายต่าง ๆ ต้องเลื่อนเวลา และจัดการสำลองเครื่องใหม่ ภาพลักษณ์ประเทศไทยต่อสายตาชาวเยอรมันตอนนี้เป็นอย่างไร...นี่คือความเสียหายหรือไม่ ? และแน่นอน ไม่ได้มีแต่คนเยอรมัน นับได้เพียงหลักพันเท่านั้น ที่ไปเที่ยวประเทศไทย แล้วออกจากประเทศไม่ได้ !

5. ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงที่ใด ๆ ในโลก ไม่เคยมีกลุ่มประท้วงที่ไหน ยกเอาปัญหาความขัดแย้งภายในของตัว ไปพัวพันมั่วซั่ว กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือกระทำการใด ๆ อันส่งผลกระทบต่อคนต่างชาติที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง จนอาจยังผลให้เกิดผลกระทบกับภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ เอง ...หรือหากจะมีพฤติกรรมอะไรที่กระทบกับต่างชาติจริง ๆ รัฐบาล และหน่วยงานของประเทศนั้น ๆ ก็ต้องรีบจัดการแบบเร่งด่วน โดยชอบธรรม  แต่เรื่องนี้กลับดูยุ่งยากสำหรับประเทศไทย...สิ่งเหล่านี้ตีค่าเป็นความเสียหายต่อ "ชาติ" ที่ท่านกำลัง "กู้" อยู่ ได้หรือไม่...และพันธมิตรฯ เป็น ม๊อบประเภทไหน จึงทำเรื่องแบบนี้ได้ ?

"ซื่อ" หรือ "เซ่อ" ?!

1. ผู้นำพันธมิตร ฯ กำลังใช้ทั้ง "ความรุนแรง" "อาวุธ" "ชีวิตมนุษย์ (ผู้ร่วมประท้วงเอง)" เป็นเครื่องมือ ในการบังคับ กดดันและจะเอาชนะรัฐบาลให้ได้ตามเป้าหมายของตัว...แต่เหตุใด กลุ่มผู้ชุมนุม ก็ยังคิดว่า พฤติกรรมเหล่านี้ คือ "สันติ" "สงบ" "อารยะขัดขืน" "อหิงสา" ?

2. เป้าหมายของผู้นำพันธมิตร ฯ คือ ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตย หมดสภาพไป ด้วยเหตุผลอะไรไม่ชัดเจน ไม่มีหลักฐานการกระทำผิดของรัฐบาลที่จับต้องได้ นอกเหนือจากการประนามอย่างเลื่อนลอย ใช้ถ้อยคำรุนแรงเชิงปลุกระดม และสร้างความเกลียดชัง นอกจากนี้ ยังพยายามเรียกร้อง สร้างเงื่อนไขให้เกิดการนองเลือด เพื่อดึงให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร....แต่เหตุใด กลุ่มผู้ชุมนุม ยังอุตส่าห์หลับหูหลับตาเชื่ออยู่ว่า นี่คือ การทำเพื่อ "ประชาธิปไตย" ?

3. กลุ่มผู้ชุมนุมบางคน หรืออาจจะหลายคน แท้จริงอาจไม่ได้ต้องการประชาธิปไตยก็ได้ หากแต่คือ ราชาธิปไตย แต่ไม่ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับการ "ลบหลู่" หรือ "ทำร้ายคนที่เกี่ยวข้องกับราชา" โดยคนของกลุ่มพันธมิตร ฯ เอง ออกมาให้เห็นบ้างตามสื่อแล้ว...ก็ยังอุตส่าห์ มีผู้ชุมนุม เชื่ออย่างสุดลิ่มทิ่มประตูว่า ฉันกำลังทำงาน ให้/กับ ผู้จงรักภักดี !...ให้ตายเถิดโรบิน ให้ดิ้นเถิดแบทแมน

4. สุริยะใส หนึ่งในแกนนำพันธมิตร ฯ อ้างว่ารัฐบาลต้องลาออกเพราะ "ก่อความเดือดร้อน และทำความแตกแยก" ...ก็ยังมีผู้ชุมนุมทำตาซื่อ แล้วเชื่อว่า รัฐบาลนะ ไม่ใช่ พันธมิตร ฯ หรอก ที่เป็นตัวทำให้ชาติเดือดร้อน หรือก่อความแตกแยก

5. ล่าสุด สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำพันธมิตร ฯ นั่งสบาย ๆ ที่สตูดิโอ ในขณะที่ปากก็พล่ามบ่นปลุกระดม และ สั่งการผู้ชุมนุมที่อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ผ่านทาง ASTV ว่า "ตายเป็นตาย" "งานนี้ต้องนองเลือด" .....ผู้ชุมนุมก็ยังพาซื่อเห็นด้วยว่า "ตายเป็นตาย" โดยไม่มีการตั้งข้อสงสัยเลยว่า ทำไม "กูต้องตาย" แต่ "มึงไม่ต้องตาย"

ปัญหาที่เกิดขึ้น ตอนนี้ และภายภาคหน้า

1. ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างรุนแรงของคนไทยโดยทั่วไป ต่อความหมายของคำว่า "อารยะขัดขืน" "อหิงสา" "สันติ" "ปราศจากอาวุธ" (คำว่าปราศจากอาวุธ ตามกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม รวมทั้งที่มีอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายทั้งกรณีมีไว้เพื่อทำร้าย ทำลาย และ การมีไว้เพื่อป้องกันตัว)

2. การสูญเสียความสามารถในการแยกแยะ ระหว่างคำว่า "สิทธิเสรีภาพ" "ความชอบธรรม" และ "ขอบเขตของสิทธิตามกฎหมาย" ของ นักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชน บางคน หรือหลายคน

3. ความไม่มีค่าของ "กฎหมาย" และ ความไม่มีความหมายของ "ผู้บังคับใช้กฎเกณฑ์"  (จนบัดนี้ ศาลสั่งให้ออกจากสนามบิน ก็แล้ว ประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คนก็แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้)

4. เป็นไปได้ว่าในอนาคต ในประเทศไทย การรวมตัวกันสร้างกฎหมู่ "ก่อความไม่สงบ เพื่อบังคับ" (ที่ไม่มีที่ไหนในโลกถือว่า เป็นสิทธิหรือมีความชอบธรรมตามกฎหมายใด ๆ)  อาจจะมีมากกว่า "การชุมนุมกันเพื่อเรียกร้อง" ตามครรลองประชาธิปไตยฉบับปกติ

ข้อที่ควรเรียกร้อง และอาจต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายในการบังคับ

1. พันธมิตรฯ ควรหยุดพฤติกรรมรุนแรงทั้งหลาย ปลดอาวุธ สันติจริง อหิงสาตามปาก ปรับรูปแบบการประท้วงไปสู่การ "เรียกร้องตามกฎหมาย" ไม่ใช่ "บังคับด้วยกฎหมู่" อีกทั้งยอมให้มีการดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย ต่อผู้นำ หรือผู้ร่วมชุมนุมที่กระทำความผิด

2. นักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชน ควรเลิกดัดจริต และทำความเข้าใจว่า พฤติกรรมที่กฎหมายและนานาประเทศยอมรับว่าเป็น "สิทธิเสรีภาพ" ที่ต้องคุ้มครอง คือ "การชุมนุมประท้วง" ไม่ใช่ "การก่อความไม่สงบ" และต้องลงมือชี้แนะสังคม และประนามการกระทำที่ผิดกฎหมายของทุก ๆ ฝ่ายอย่างไม่ลำเอียง

3. เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้อง "ลงมือ" บังคับใช้กฎหมาย ควบคุมสถานการณ์ ด้วยขั้นตอนที่รัดกุม เหมาะสมกับพฤติการณ์ สถานที่ ด้วยเครื่องมือ และแผนงานแบบ "มืออาชีพ" และให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีการปิดสนามบินทั้งสองแห่ง ซึ่งถือว่าเกินขอบเขตกฎหมาย และความเหมาะสมไปมาก ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ณ วันนี้ จำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ "สลายการชุมนุม " ได้แล้ว ซึ่งต้องเข้าใจด้วยว่า สถานการณ์หนักหนาเช่นนี้ แม้ในต่างประเทศที่อาจเคารพสิทธิประชาชนในการแสดงออก หรือชุมนุมยิ่งกว่าประเทศไทย ก็ทำเช่นเดียวกัน

4. สำนักข่าวต่างประเทศ ที่เยอรมันนี่ก็ด้วย ต่างวิเคราะห์และร่วมวิตกว่า ในไม่ช้า ก็คงต้องเกิดรัฐประหาร...ดังนั้นอย่าให้เป็นไปตามคำทำนายของปากเขา ...ด้วยสถานการณ์ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ประกอบกับความออกจะไร้ศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยส่วนตัวพวกผมแอบคิดและคุยกันว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นไม่เลวนัก เพราะนั่นเท่ากับการดึง "ทหาร" เข้ามาร่วม โดยอาศัยอำนาจของ "รัฐบาลพลเรือน" เสียก่อน ที่จะมีคนทะลึ่ง ลากรถถังเข้ามาเองอีก และถ้าใช้กฎเกณฑ์อย่างถูกต้อง ทหารอาจร่วมมือกับตำรวจ จัดระเบียบให้เรียบร้อยเสีย เมื่อเรียบร้อยแล้ว ประกาศยกเลิกสถานการณ์ ฯ ทหารก็กลับเข้ากรมกองไป

5. อย่างไรก็ตาม ถ้าในที่สุดแล้ว การชุมนุมและความวุ่นวายเหล่านี้ยืดเยื้อยาวนานต่อไป ไม่เข้ารูปเข้ารอย เกินกรอบแห่งกฎหมาย หรือยังเกินกรอบแห่งการชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธ จนไม่อาจประเมินความเสียหายของประเทศได้....สุดท้ายเราก็อาจต้องเรียกร้อง ให้ "รัฐบาลชุดนี้พิจารณาตัวเอง" หรือ "ลาออก" ไปเสียจริง ๆ....แต่ไม่ได้ให้ "ลาออก" ด้วยเหตุผลของหรือข้ออ้างเลอะ ๆ ของพันธมิตร ฯ แต่เป็นเพราะท่าน ไม่มีศักยภาพและความสามารถพอในการ ที่จะ

"บริหารประเทศ" 

"จัดการปัญหาด้านเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ"

"ดูแลความปลอดภัยของประชาชน"

"จัดระเบียบสาธารณะ"

"รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน" รวมทั้ง

"นำตัวผู้ก่อความไม่สงบ หรืออันธพาล ผู้ทำผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง มาลงโทษได้"

เพราะสิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นภาระกิจที่ประชาชนผู้ "กาบัตร" เลือกตั้ง คาดหวังจากรัฐบาลทั้งสิ้น

เมื่อรัฐบาลชุดนี้ทำภาระกิจเหล่านี้ไม่ได้ ก็ควรเปิดทางให้ประชาชน เคว้นหารัฐบาลชุดใหม่มาทำงานแทน  รัฐบาลอย่ามัวแต่ยืนยัน ด้วยเหตุผลซ้ำ ๆ ซาก ๆ แต่ว่า "ไม่ลาออก เพราะประชาชนเลือกเราเข้ามา หรือข้าจะพิทักษ์รักษาประชาธิปไตย" แต่ควรต้องปฏิบัติการให้ประชาชนที่เลือกเหล่านั้น มั่นใจด้วยว่า คนที่เลือกมา สามารถทำงานให้ประเทศได้จริง ๆ และหนึ่งในการ "พิทักษ์รักษา" ประชาธิปไตยก็คือ การสามารถดำเนินการตามกฎหมาย กับ "กลุ่มที่ไม่เป็น หรือคิดล้มล้างประชาธิปไตย" ได้อย่างรวดเร็ว และเหมาะสม.

ที่มา - บลอก biolawcom.de

โดย: 
BioLawCom

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้