จดหมายสมัครจากฮุสตัน ระบายความทุกข์จากต่างแดน
เรียน ท่านผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ที่นับถือ
นับตั้งแต่ที่ผมพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ที่ผมรับผิดชอบเรื่องบ้านเมืองไปแล้ว ผมก็ไม่พยายามที่จะแสดงความคิดเห็นอะไร ที่เกี่ยวข้องกับทางการบ้านการเมือง โดยเมื่อเดือนเศษๆ ที่ผ่านมา ผมต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลทางเมืองไทย
และเมื่ออาการค่อยทุเลาลงแล้ว หมอทางเมืองไทยก็ตกลงกับหมอทางสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญให้ผมเดินทาง มารักษาตัว เพื่อให้อาการของโรคที่เป็นอยู่หายเสร็จเด็ดขาด
เมื่อตอนที่ผมอยู่เมืองไทย คนอย่างผม ก็ไปไหนมาไหน โดยไม่เคยเจอใครที่จะมาแสดงอาการด่าทอว่ากล่าวผม ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผมทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองอยู่
ผมมาถึงเมืองฮุสตัน เมื่อเย็นวันที่ 5 พฤศจิกายน มีคนไทย 3-4 คน มายกป้ายด่าทอผม ด้วยถ้อยคำหยาบคาย กล่าวหาว่าผมเป็นไอ้คนขายชาติ และบอกว่ากรรมเวร ไม่ต้องรอชาติหน้า
ถือป้ายตั้งแต่ผมออกจากเครื่อง ที่ผมเดินทางกันไป 3 คนพ่อแม่ลูก กับญาติสนิทอีก 2 คนรวมเป็น 5 คน เข้าลิฟต์มันก็วิ่งถือป้ายเข้ามายืนอยู่ในลิฟต์ด้วย ออกไปรอเอากระเป๋า ก็วิ่งเที่ยวชูป้าย เที่ยวถ่ายรูป ถ่ายดักหน้าดักหลัง ปากก็ตะโกนร้องคำเหมือนกับผมเป็นอาชญากรตัวสำคัญที่ทำลายบ้านเมือง
ออกมายืนรอรถข้างนอกประตู ก็ออกมาวิ่งเที่ยวชูป้าย วิ่งข้ามฟากถนนไปมา แล้วไอ้เจ้าผู้ชายก็มายืนตะโกนด่า อยู่ข้างรถที่ผมขึ้นไปนั่งว่า ผมเป็นไอ้ขายชาติๆๆๆๆ ตะโกนอยู่ข้างรถ เหมือนเจ็บแค้นใจแทนพี่น้องคนไทยทั้งชาติทำนองนั้น
ตลอดระยะเวลาที่ 3-4 คน เที่ยววิ่งแสดงกิริยาอย่างที่ว่า ผมไม่ได้แสดงกิริยาตอบโต้อะไร เพราะแม้แต่หน้าของเขา 3-4 คน ที่มาแสดงกันนั้น ผมก็ว่า ไม่อยากมองหรือจดจำ
ผมคิดอยู่ในใจเพียงว่า เมื่อผมมีโอกาสนั่งเขียนหนังสือ ผมก็คิดจะเขียนมาถึงผู้จัดรายการความจริง วันนี้ เพื่อบอกความจริงให้พวกที่เขามาแสดงกันอย่างที่ว่า โดยที่คนพวกนี้ เขาไม่เคยรู้หรือแกล้งไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร เช่นคนอย่างผมได้ทำอะไรให้กับบ้านเมือง
ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผมอยู่ในหน้าที่ ผมจะบอกให้ว่า คนอย่างผม นายสมัคร สุนทรเวช นั้นเป็นนักการเมืองที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดเรื่องเอาชาติบ้านเมืองไปขายให้กับใครที่ไหน
ตรงกันข้าม ผมนี่แหละ เป็นคนที่มีโอกาสทำหน้าที่ เป็นคนกอบกู้สถานการณ์ของบ้านเมืองที่เกิดความเสียหายขึ้น ภายหลังจากที่มีการยึดอำนาจการปกครองเป็นเวลาปีครึ่ง ผมเป็นหัวหน้าของคณะผู้คนที่เข้ามารับตำแหน่ง ที่เป็นผู้บริหารบ้านเมืองอย่างถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย
ตลอดเวลาที่ผมทำหน้าที่ทุกอย่าง อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อกอบกู้สถานะของความเป็นชาติที่อยู่ในสังคมโลก ที่ประเทศทั่วโลกเขาหันกลับมาร่วมมือในกิจการต่างๆ จนเกือบเป็นปกตินั้น ผมต้องทำงานหนักเพียงไร
ผมเป็นคนที่ทำหน้าที่รักษาพระศาสนา ตั้งแต่ก่อนแต่ไร จนเมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็ยิ่งทำหน้าที่ปกป้องดูแลและส่งเสริมพระศาสนา ที่คนไทยร้อยละ 95 ของบ้านเมืองเรานับถือ
ในความเป็นคนไทย ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดีและมีความเคารพเทิดทูนสถาบันสูงสุดของบ้านเมืองมาตลอด โดยไม่ต้องไปประกาศให้ใครในบ้านเมืองรู้ เพราะทั้งชีวิตผมและวงศ์ตระกูลผมที่สืบย้อนขึ้นไป 2 ชั่วคน ได้สนองงานถวายพระราชวงศ์จักรี ทั้งคุณตา คุณลุง คุณพ่อและคุณตาของผม โดยเมื่อถึงยุคของผม ผมก็ได้สนองงานถวายทุกวาระ ที่ผมได้รับหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารบ้านเมือง
อยากให้รู้ว่า แม้ผมจะทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แม้จะเป็นเวลาเพียง 7 เดือน ผมก็ได้ทำหน้าที่ของผม ให้สถาบันที่มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงของบ้านเมือง ให้เข้าใจและไม่มีปัญหาที่จะไปทำให้เกิดความแตกแยกในกองทัพ รวมทั้งการให้ความสนับสนุนและส่งเสริมกิจการงานของกองทัพเป็นที่เข้าใจและพอใจของทุกฝ่าย
ในฐานะที่ประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศอาเซียน ผมได้ทำหน้าที่ของผมในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ กับประเทศคู่เจรจาไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือจีน ที่ผมมีโอกาสได้พบเจรจาความกับรับผิดชอบอยู่
คือ ผมประกาศและยืนยันที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตย ให้ยังคงอยู่กับบ้านเมือง โดยไม่ยอมให้ใครมาใช้อำนาจแบบอานารยะ มาล้มระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เรามีและเป็นกันอยู่
เมื่อผมพ้นจากหน้าที่เพราะคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ และผมไม่บอกรับเข้ารับตำแหน่งอีก เมื่อมีการแสดงจากการขัดข้องทางการเมือง ผมก็ถอยออกมาห่าง อย่างที่ได้เรียนไว้ในตอนต้น
ที่ผมต้องทำและต้องเขียนมาถึงรายการความจริงวันนี้ ก็เพราะผมต้องการให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่รู้จักผมมาตลอด ชี้นำในการดำเนินงานทางการเมืองของผมว่า
ผมไม่เคยคิดว่า คนอย่างผมที่ได้เข้ามาทำหน้าที่ทางการเมือง ในช่วงที่ต้องมากอบกู้สถานะของประเทศ จนเป็นปกติ จะมาถูกคนไทยที่มาอยู่ต่างแดน ที่แม้ว่าตั้งแต่เข้ามายังไม่เคยเห็นหน้ากัน มาแสดงอะไรกับคนอย่างผม ที่เดินทางมารักษาตัวกันเพียง 5 คน อย่างที่เล่ามาให้ทราบแล้วในตอนต้น
คนพวกนี้ แม้จะออกมาอยู่ไกล คนละซีกโลกของบ้านเมืองเรา อาจจะได้เสพหรือรับรู้แต่ข่าวที่เป็นการให้ร้ายป้ายสีกัน ในการจะล้างผลาญเป็นทางการเมือง โดยไม่ลืมหูลืมตาและไม่ยอมรับรู้รับฟัง ความจริงอีกด้าน โดยแยกไม่ออกว่าใครทำอะไร ให้บ้านเมืองมาอย่างไร
จนมาคอยจ้องแสดงอาการอย่างที่ผมเล่ามาให้ฟังกันได้ เหมือนกับผมเป็นคนเลวทรามต่ำช้า ที่เป็นผู้ทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย จนต้องมาเขียนป้ายประณามและมายืนตะโกนด่าซ้ำๆ ซากๆ ว่าผมเป็นไอ้ขายชาติๆๆ อยู่ข้างรถผม
ขอเล่าความทุกข์ใจของผม มาถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ยังมีใจเป็นชนชาติเดียวกันให้ทราบความจริงผ่านรายการความจริงวันนี้ ทั้งนี้ เพราะกิจกรรมที่ทำกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาของคนกลุ่มเล็กๆ ที่กระจายกันทั่วไปในแหล่งที่มีคนไทยอยู่ทั่วโลกอย่างที่ทำกันนี้
เป็นกิจกรรมที่คนเป็นหัวโจกดำเนินการ จะมีความภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตามเถิด แต่นี่เป็นกิจกรรมที่ทำลายความเป็นชาติไทย ที่มีความรักความผูกพันกันมายาวนานตลอดชีวิตของคนไทยเรา อย่างน่าเศร้าน่าสลดใจเป็นที่สุด
เหมือนอย่างชื่อหนังสือเล่มใหม่ของผม ที่กำลังเขียนอยู่ที่ผมให้ชื่อว่า "บางทีจะสายไป...หากคนไทยยังไม่ฉุกคิด"
ด้วยรักและคิดถึง
สมัคร สุนทรเวช
ที่มา - มติชนออนไลน์

