การเมืองคุณธรรม vs ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง
การบุกจู่โจมเอ็นบีที สถานีโทรทัศน์ของรัฐ ทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงต่างๆในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ “ประชาธิปไตย” กำลังผลักให้ประชาชนต้องเลือกข้าง สิ่งที่เกิดขึ้นวานนี้ (26 ส.ค.) และในช่วงเดือนที่ผ่านมาเป็นสงครามย่อมๆ ซึ่งหวังจะได้รับเสียงสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ของสาธารณะ
แต่สิ่งชั่วร้ายแบบไหนหรือที่พวกเขาต้องเลือก กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เชื่อมั่นในศีลธรรม เชื่อมั่นในความถูกต้องของตัวเอง คลั่งสถาบันกษัตริย์สุดโต่ง (ultra royalist) โปรทหาร และระบอบอมาตยาธิปไตย ? หรือว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ที่หนุนโดยเครือธุรกิจการเมืองที่ใช้อำนาจในทางฉ้อฉล ซึ่งขับเคลื่อนภายใต้เงาของทักษิณ ชินวัตร ?
การบุกไปยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีวานนี้ (26 ส. ค.) แสดงให้เห็นว่าพันธมิตรฯ ไม่สามารถและจะไม่อดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง และมีเพียงโฆษณาชวนเชื่อที่เผยแพร่ผ่านเอเอสทีวี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการและสื่ออื่นในเครือพันธมิตร เท่านั้นที่พวกเขารับได้
นอกจากความพยายามที่จะทำให้รัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช ซึ่งพันธมิตรฯ มองว่าเป็นเพียงหุ่นเชิดของทักษิณ ทำงานไม่ได้แล้ว พันธมิตรฯ ยังพยายามที่จะบรรลุชัยชนะทางการเมือง แต่แม้ว่าพันธมิตรฯ จะชนะ ก็ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
เครื่องหมายการค้าว่าเป็น “ การต่อสู้ของประชาชน ” นั้นไม่สามารถนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ เพราะพวกเขาวิสัยทัศน์แคบ เป็นอภิสิทธิ์ชน และไม่เชื่อในเสียงส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ความไม่เชื่อในผู้ออกเสียงซึ่งถูกมองว่าซื่อและเห็นแก่ได้ สะท้อนผ่านการสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ซึ่งเสนอให้ ส.ส. 70% มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง
พวกเขาไม่อดทนรอให้ประชาธิปไตยได้หยั่งราก ไม่ยอมรับการตัดสินใจของเสียงส่วนใหญ่ ที่อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ทั้งยังไม่เข้าใจว่า ประชาชนนั้นจะสามารถเรียนรู้และพัฒนาความคิดทางการเมืองได้ด้วยตัวเอง
พวกเขามีมุมมองแบบอภิสิทธิ์ชนที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงจากข้างบน ผ่านการรัฐประหารโดยกองทัพ หรือพึ่งใบบุญสถาบันกษัตริย์ โดยเห็นได้ชัดจากวิธีที่แกนนำพันธมิตรฯ ปฎิบัติต่อผู้ชุมนุมของพวกเขา แกนนำได้บอกให้ผู้ชุมนุมรอจนกว่าจะเป่านกหวีดวานนี้ (26 ส.ค.) และคอยบอกว่าจะทำอะไรต่อไป
ท้ายที่สุด อาจต้องถามว่า พวกเขายังสนับสนุนประชาธิปไตยอยู่หรือไม่ แม้ว่าพวกเขาจะมีความตั้งใจดีต่อสังคมและสนับสนุนประชาธิปไตยในช่วงเริ่มต้นก็ตาม ประชาชนต้องไม่หลงไปสนับสนุนความพยายามที่จะเร่งรัดเปลี่ยนแปลงระบบ เพราะมันจะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงจากระบอบหนึ่งไปสู่อีกระบอบหนึ่ง โดยปราศจากกระบวนการประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และฝ่ายบริหารของเขาจะไม่ต้องทำอะไร สมัครพึ่งทักษิณเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ และทักษิณก็เป็นสัญลักษณ์ของการผูกขาดในระบบเลือกตั้งอย่างแท้จริง พวกเขาอ้างว่าการเลือกตั้งเป็นทั้งหมดและจุดสิ้นสุดของประชาธิปไตย แต่แม้ว่าการเลือกตั้งมีความจำเป็น แต่ก็ไม่ใช่ส่วนประกอบเดียว ที่ทำให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ยังมีคอรัปชั่น การใช้อำนาจในทางที่ผิดและกลุ่มหัวคะแนนทางการเมือง กลุ่มผู้สนับสนุนทางการเมืองในชนบท ที่ปากบอกสนับสนุนการเลือกตั้ง แต่ยังคงทำตัวเป็นเจ้าพ่อการเมืองและธุรกิจ สถานการณ์อย่างแย่ที่อาจเกิดขึ้น สมัครต้องไม่ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดจัดการกับผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ไม่มีอาวุธ เช่นเดียวกับรัฐบาล สังคมไทยเองต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับเรื่องนี้ด้วยสันติวิธีและมีอารยะด้วย
สมัครและทักษิณอาจมีแผลลึก หรือแม้แต่ได้ใช้อำนาจในทางที่ผิด แต่การรัฐประหารอีกครั้ง หรือการเปลี่ยนผ่านระบอบอย่างรวดเร็ว ผ่านการประท้วงใหญ่จะไม่นำมาซึ่งประชาธิปไตย ความอดทนและความพยายามอย่างแรงกล้า ที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างเป็นประชาธิปไตยเท่านั้นที่จำเป็น
กลุ่มอภิสิทธิ์ชนและชนชั้นกลางที่อยู่ข้างพันธมิตรฯ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบกับคนจนในชนบทและคนจนเมือง ที่มีความเห็นทางการเมืองที่ต่างออกไป พวกเขาต้องทำความเข้าใจกับความต่างอย่างสันติและเคารพกฎหมาย ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากและใช้เวลานานนับปี หรือกว่าทศวรรษกว่าจะสำเร็จ
สิ่งที่เรากำลังร่วมเป็นประจักษ์พยานอยู่นี้ แท้จริงแล้ว คือการต่อสู้ทางการเมือง ระหว่างกลุ่มอภิสิทธิ์ชนสองกลุ่ม และการปะทะกันระหว่างการเมืองที่อ้างศีลธรรมกับการเมืองที่อ้างความชอบธรรม จากการเลือกตั้ง
แปลจาก The politics of morality vs electoral legitimacy โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน The Nation ฉบับวันที่ 27 ส.ค. 51

