กรณีปราสาทพระวิหาร : ตำตอบไม่ได้อยู่ในสายลม

tags:

มีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์และสาระอื่นๆของปราสาทพระวิหาร ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาและการปลุกปั่นลัทธิชาตินิยม ที่คับแคบ คลั่งชาติและล้าหลัง ในอดีต ของท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 2 เรื่อง คือ

1.ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม

2.เขาพระวิหาร: มรดกโลกของกัมพูชา ข้ามเขมร ขึ้นเขาพระวิหาร

บทความ 2 เรื่องนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งและมีคุณประโยชน์เป็นพิเศษต่อสังคมไทยในเวลานี้ ที่กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย กำลังโหมปลุกปั่นลัทธิชาตินิยม ที่คับแคบ คลั่งชาติและล้าหลัง อย่างขนานใหญ่ หวังใช้ข้อกล่าวหาว่าไทยเสียดินแดน เสียอธิปไตย กรณีกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งคณะรัฐมนตรีสมัครเห็นชอบ เป็นอาวุธพิฆาตรัฐบาลสมัครและพรรคพลังประชาชนให้พินาศให้จงได้

ตามที่ท่านอจ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ค้นคว้าไว้ จากบทความเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร-กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม คือ

" เมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ที่พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งที่ทรงแต่งเรื่อง “ไกลบ้าน”) จึงได้ทรงลงนามสัตยาบันในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส แลกเปลี่ยนยกดินแดนเสียมเรียบ (อันเป็นที่ตั้งของนครวัดนครธมหรือกรุงศรียโสธรปุระ) กับพระตะบอง และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส ทั้งนี้โดยการแลก “จันทบุรี ตราด และด่านซ้าย (เลย)” กลับคืนมา (ครบรอบ 101 ปีในปี 2551 นี้)

เมื่อถึงตอนนี้นั่นแหละที่ เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศเรา มีพรมแดนและเส้นเขตแดนติดกัมพูชาและลาว อย่างที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน และตัวปราสาทเขาพระวิหาร ก็ถูกขีดเส้นแดนให้ตกเป็นของฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช จึงอ้างสิทธิในการครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร

กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 ที่มีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นเสนาบดีมหาดไทยนั้น ฝ่าย “รัฐบาลราชาธิปไตยสยาม” ได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา “เอกราชและอธิปไตย” ส่วนใหญ่ของสยามประเทศเอาไว้

และดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง “อภิรัฐมนตรี” ในสมัยรัฐบาลของรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรทั้งปราสาทเขาพนมรุ้ง และปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ที่จะขึ้นไปทอดพระเนตร “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ของฝรั่งเศส (และนี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทำให้    ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนแอข้อมูลและหลักฐานจดหมายเหตุ ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505) "

ดังนั้น ปัญหาจึงอยู่เพียงแค่ว่า ไทยจะยอมรับพันธสัญญาที่บรรพชนของไทยในยุคก่อน(รัชกาลที่ 5)ได้ทำไว้กับฝรั่งเศษ หรือไม่ ? ถ้าไม่ยอมรับและต้องการเรียกคืน ดินแดนที่เสียไปในยุครัตนโกสินทร์ รวม 14 ครั้ง รวมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบัน ตามที่คุณได้นำภาพดินแดนไทยที่เสียไปตามลำดับรวม 14 ครั้งมาโพสต์ไว้ ไทยก็อาจต้องเปิดศึกกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ  นั่นคือ หนทางแห่งหายนะของไทยทั้งชาติ

ปวงชนชาวไทย ย่อมมีสิทธิที่จะรู้กรณี"ปราสาทพระวิหาร" ที่ตรงกับความจริง รอบด้านและไม่บิดเบือน

 

โดย: 
admin

คิดไปแล้วก็นึกตลก

ถ้าแบบนี้ ตอนที่แผ่นดินโลกมันมีการแยกตัว มีการชนกัน (ทำให้เกิดเทือกเขาธิเบต)
มันก็ควรจะเรียกคืนกันให้หมด .. แล้วจะปักปันเขตแดนกันอย่างไร ด้วยอะคะ

นึกก็สนุกไม่จบละ ส่งเรื่องให้ทาง manager เขาคุ้ยประวัติศาสตร์ต่อดีกว่าไหมคะ

  • อย่างน้อย การปลุกกระแสคลั่งชาติครั้งนี้ได้ทำให้วิญญูชนทั้งหลายประจักษ์ว่า สถาบันไทยคดีศึกษา ก็ถูกขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา ร้อยก้นไว้ใช้ (หมายเหตุ วลีนี้มิใช่คำหยาบแต่อย่างใด แต่เป็นคำพังเพยโบราณที่บรรยายวิถีทางในการครอบขี้ข้าไพร่ทาสของพวกจารีตนิยม ที่มักเอาขี้ข้าไพร่ทาสหญิงในเรือนเป็นเมียทาสเสีย เพื่อไม่ให้ดิ้นรนหนีหายไปเสีย) ในเครือข่ายจารีตนิยมด้วย เหมือนกับ สุนัขรับใช้สี่กลุ่ม ที่กำลังเห่ากรรโชกอยู่บนถนนพิษณุโลก
เพื่อนเราเขาว่า "เดี๋ยวก็ถึงขั้นทวง ไทรบุรี ปะลิส กลันตัน ตรังกานู เประจากมาเลย์เซียต่อ ทวงไปเรื่อยๆ อีกไม่นานคงไปทวงเทือกเขาอัลไต "

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้