ความมืดยามเที่ยง ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกการเมืองไทย

tags:

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดงานเสวนาเรื่อง "ความมืดยามเที่ยง ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกการเมืองไทย” เนื่องในโอกาสที่จะครบรอบ 59 ปี ของการก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และ ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร ร่วมเสวนา

การนำเสนอเฉพาะส่วนของดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ มีดังนี้

ดร.เสกสรร ประเสริฐกุล

เมื่อพูดถึงความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกของการเมืองไทย มีข้อสังเกตว่า รัฐศาสตร์ไม่ค่อยเหมือนอย่างอื่น คือโดยตัวมันเองแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ใช้ความรู้นั้น นักรัฐศาสตร์มักเป็นชนคนละกลุ่มกับผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง

เพราะฉะนั้นความรู้ทางรัฐศาสตร์ จึงถูกนำไปใช้จริงๆ ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับศาสตร์อื่นๆ อีกหลายสาขา ผู้ปฎิบัติกับผู้รู้เป็นคนๆ เดียวกัน เช่น จบนิติศาสตร์ เป็นทนายความก็ใช้กฎหมาย เรียนแพทย์แล้วก็เป็นแพทย์ ใช้ทุกวัน ก็ชำนาญขึ้นเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น เวลาพูดว่าความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกทางการเมืองไทย ผมคิดว่า นักรัฐศาสตร์มองเห็นหลายอย่าง แต่จะทำให้ผู้อื่นที่อยู่บนเวทีการเมืองเห็นด้วยหรือไม่นั้น เป็นปัญหาใหญ่กว่าเยอะ และถ้าเขาไม่เห็นด้วย เราก็ได้แต่อภิปรายต่อเท่านั้นเอง

แต่ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า ตัวละครทางการเมืองไม่ได้รู้รัฐศาสตร์ หรือนักรัฐศาสตร์จะรู้ดีไปทุกเรื่อง บางทีผู้มีประสบการณ์ตรงอาจจะรู้มากกว่าเรา ปัญหาคือเมื่อขึ้นสู่เวทีอำนาจ ส่วนใหญ่มักไม่สามารถนำองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์มาใช้ได้ทั้งชุด เพราะไปติดพันอยู่กับความขัดแย้ง

จุดยืนที่ต้องเอาชนะคู่แข่งขัน หรือคู่ปรปักษ์ เพราะฉะนั้นก็อาจใช้รัฐศาสตร์เฉพาะบางส่วน เช่น อ่านเฉพาะซุนวู หรือแมคคิอาเวลลี แต่ที่เอามาใช้ดูจะไม่สอดคล้องกับความรู้ทางอำนาจ ส่วนคนที่เรียนรัฐศาสตร์โดยตรงก็อาจจะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง บางท่านเก็บข้อมูลไม่ได้หมด หรือวิเคราะห์ผิดพลาด

รัฐศาสตร์เองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ ไม่ได้ตายตัว แบบสะเด็ดน้ำหมดจดเหมือนวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีระบบระเบียบพอสมควร เช่น ต้องศึกษาความเป็นจริง มองปัญหาโดยเห็นความเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยต่างๆ เพราะการมองโลกแบบตัดตอน อาจเข้าใจได้ไม่ครบ

สุดท้าย สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในรัฐศาสตร์ตลอดเวลา คือ ต้องถือความผาสุกของส่วนรวมหรือผลประโยชน์ขององค์รวมเป็นจุดหมายสูงสุด ผมเองตอนหลังถือว่า ตำรารัฐศาสตร์เล่มแรกไม่ใช่เพลโต แต่เป็น เต๋าเต๊กเก็ง ซึ่งบอกว่า การปกครองชั้นเยี่ยมคือการปกครองที่ผู้ถูกปกครองรู้สึกไม่ถูกปกครอง หรือ เพลโต ก็บอกว่าผู้ปกครองต้องปกครองเพื่อผลประโยชน์ของผู้อยู่ใต้ปกครองเท่านั้นและ ถ้าผู้ปกครองท่านใด ยึดในจุดนี้ ก็จะสรรเสริญว่าเป็นรัฐบุรุษ นั่นหมายความว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

ในประวัติศาสตร์ ในสังคมที่แบ่งคนเป็นหลายหมู่หลายเหล่า พระเจ้าอโศกมหาราช ช่วง 300 ปี ก่อน คริสตกาล เป็นกษัตริย์ชาวพุทธที่ยิ่งใหญ่ มีบทบาทเผยแพร่พุทธศาสนา แต่ต้องดูแลคนศาสนาอื่นอีกเยอะแยะ ท่านประกาศว่า ห้ามราษฎรนำความแตกต่างทางด้านลัทธิความเชื่อ มาเป็นข้อขัดแย้งกัน ต้องให้เกียรติคนที่มีศาสนาต่างกัน ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยความเคารพ

ต่อมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จักรพรรดิอัคบาแห่งราชวงศ์โมกุลก็เช่นกัน ท่านเป็นมุสลิม แต่มีพระบรมราชโองการให้ศาสนาต่างๆ ปฎิบัติต่อกันด้วยความเคารพ กระทั่งถึงจุดหนึ่ง พยายามจะคิดศาสนากลางขึ้นมา ให้ทุกฝ่ายเข้ามาแชร์ความเชื่อ ทุกฝ่ายมีพื้นที่ ที่สำคัญคือต้องโต้แย้งด้วยเหตุผล ห้ามเอาจารีตที่เป็นความเชื่อมาทะเลาะกัน ต้องใช้เหตุใช้ผลเท่านั้น

ฉะนั้น จากสองตัวอย่างนี้เราจะพบว่า การใช้อำนาจที่ถูกต้อง จะต้องมุ่งไปที่การสร้างความสงบสุข หรือความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งจะได้มาด้วยวิธีเดียวเท่านั้น คือ เปิดพื้นที่ให้กับสมาชิกในชุมชนทางการเมือง มีที่อยู่ที่ยืนกันทุกฝ่าย อีกทั้งมีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกัน สังคมไหนถ้าไม่มีพื้นที่ให้คนทุกหมู่เหล่า และไม่มีกติกาในการอยู่ร่วม มันยากมากที่จะสร้างสันติสุข ความสมดุล หรือความพอใจทางการเมืองให้เกิดขึ้น ไม่ช้าไม่นานก็จะมีความขัดแย้ง ซึ่งถ้าไม่แก้ไขจะนำไปสู่ความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา

ความพอใจทางการเมืองหรือความสมดุลทางการเมือง แต่ละยุคสมัยอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ผมเคยอ่านเอกสารข้อมูลพบว่า สิ่งที่เรียกว่าประเทศราช ที่เรามักนึกถึงประเทศหรือจังหวัดที่อยู่ห่างไกลศูนย์อำนาจ แต่สมัยอยุธยามีหลายเมืองเลยที่อยู่ภาคกลาง

ต่อมาเมื่อศูนย์อำนาจเข้มแข็งขึ้นแล้วค่อยไปปกครองเอง แต่ในช่วงที่ยังมีอำนาจไม่ห่างกันมาก วิธีลงตัวคือให้เขาปกครองตัวเอง คำว่าเป็นประเทศราช ไม่ใช่หมายความว่าเป็นเมืองขึ้นแบบฝรั่ง แต่หมายความว่า ยอมรับฐานะสูงกว่าของศูนย์อำนาจ ส่งสัญลักษณ์ของอำนาจเป็นดอกไม้เงินดอกไม้ทอง แต่กิจการภายในดูแลตัวเอง

นี่เป็นการสร้างความสมดุลและเปิดพื้นที่ให้กับหลายๆ กลุ่มที่มาอยู่ร่วมผืนแผ่นดินเดียวกัน ซึ่งในยุคปัจจุบันเราอาจไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่ก็มีการกระจายอำนาจ การปกครองทางท้องถิ่น เพราะฉะนั้นความพอใจทางการเมืองหรือความสมดุลทางการเมือง มันขยับเคลื่อนไปได้ตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ที่แตกต่างกันไป

ในยุคปัจจุบัน ความพอใจทางการเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นง่ายๆ เพียงเพราะชนชั้นนำแบ่งกันเป็นหัวเมืองชั้นเอก ประเทศราช หรือเป็นศูนย์อำนาจเท่านั้น โลกมันเปลี่ยนไปไกล ความพอใจนั้นต้องบวกรวมความพอใจของผู้อยู่ใต้การปกครองหรือประชาชนเข้าไปด้วยเสมอ

ผมไม่เชื่อว่า มีคนจำนวนมากที่อยากจะยุ่งกับการเมืองทุกวัน ไม่ว่าในสหรัฐฯ ยุโรป หรืออเมริกา แต่เมื่อใดก็ตาม ที่ชีวิตมีทุกข์มีร้อน ต้องให้คนที่อยู่ภายใต้การปกครองหรือประชาชน เข้าถึงกระบวนการตัดสินใจอันส่งผลกระทบถึงชีวิตเขา ถ้าเข้าไม่ถึงก็จะเป็นปัญหา เพราะปัญหาที่เขาเผชิญไม่ได้รับการแก้ไข

แต่การเข้าถึงไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องไปยุ่งทุกเรื่อง เช่นกรณีจะเดินท่อก๊าซผ่านอำเภอจะนะ จะไปถามคนเชียงใหม่ คนเชียงราย แล้วบอกว่า คนเชียงใหม่เชียงรายเห็นด้วย คนจะนะต้องยอม อันนี้ไม่ถูก ต้องถามคนจะนะ คนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องแต่ละประเด็นก็อาจจะแตกต่างกันไปและมีจำนวนมากน้อยแตกต่างกันไป

อย่างในเวลานี้ จะพบว่ามีการชุมนุมทางการเมืองเกิดหลายจุด โดยไม่เกี่ยวกันเลย เช่น มีการชุมนุมของรถบรรทุกที่มีปัญหาเรื่องน้ำมันแพง มีการชุมนุมของชาวไร่กระเทียม ที่มีปัญหาเรื่องกระเทียมถูก ล่าสุดเกษตรกรแถวอุ้มผาง เอาผักกาดขาวกับกะหล่ำปลี มาเทโรยถนนสายแม่สอดอุ้มผาง เพื่อสะท้อนความไม่พอใจและไม่มีโอกาสได้เข้าถึงกระบวนการตัดสินใจ ตอนที่ให้นำเข้าผักกาดขาวและกะหล่ำปลีได้ ทำให้สินค้าของเขาเหลือกิโลละ 1 บาท

ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ในระบอบที่จะเรียกว่าอะไรก็ตามในเวลานี้ กระบวนการเข้าถึงการตัดสินใจอันส่งผลกระทบต่อชีวิตของตน ยังไม่เข้มแข็งพอ ยังไม่เปิดพื้นที่เพียงพอ ทำให้เกิดความไม่พอใจและต้องแสดงตัวตน หรืออำนาจของผู้ได้รับผลกระทบด้วยวิธีการอื่น

แต่ประเด็นที่ดีสำหรับชาวบ้านคือ ชาวบ้านจะคิดเฉพาะเรื่องที่กระทบผลประโยชน์ของตน ชีวิตของตน พอจบเรื่องนั้นก็กลับบ้านได้ แต่มันมีบางประเด็นที่เกิดเป็นวิกฤตอยู่ในประเทศไทยเวลานี้ กระทบทุกคนทั้งประเทศ ซึ่งถ้าไม่ปรึกษาคนทั้งหมดก็เป็นเรื่อง

เช่นเมื่อไม่นานมานี้ ผู้กุมอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง พอเริ่มต้นตั้งรัฐบาล ก็จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ใช่ของส่วนตัวของใคร เป็นของที่มีผลกระทบคนตั้งแต่เชียงรายถึงยะลา 63 ล้านคน แล้วอยู่ๆ จะไปแก้ไขเฉพาะความเห็นของคนหมู่น้อย ในแง่ทางรัฐศาสตร์ถือว่าล้ำหน้าไปหน่อย และอาจถือเป็นความผิดพลาดก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ต่อต้านขึ้นมา ก็มีความชอบธรรมในเบื้องแรกที่จะเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรวบรัดตัดความเช่นนั้น เป็นเรื่องที่เหมือนกับมองข้ามประชาชน

แต่เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายอีกระดับหนึ่ง ถึงจุดหนึ่งที่ทางฝ่ายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ถอนญัตติแล้ว ในเวลานี้อาจจะเป็นประเด็นที่เอาไปไว้ข้างหลังก่อน ยังไม่ใช่ประเด็นร้อนเหมือนกับเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ฝ่ายที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ได้ยกระดับข้อเรียกร้องไปถึงจุดที่เรียกว่า ขับไล่นายกฯและรัฐบาล

นี่ก็จะคล้ายๆกับตอนที่กลุ่มจะแก้ไขรัฐธรรมนูจะรวบรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ปรึกษาคนที่จะได้รับผลกระทบ เพราะรัฐบาลเป็นของที่ใช้สอยกันอย่างถ้วนหน้า จะต้องถามคนที่ใช้สอยรัฐบาลที่อื่นๆ ด้วย ว่าจะดีชั่วอย่างไร มีความคิดเห็นเช่นเดียวกันหรือไม่

เพราะ ฉะนั้น ผมคิดว่า ทั้งสองฝ่ายมีข้อผิดพลาดในประเด็นนี้คล้ายๆกัน คือไม่ได้ปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้อง พูดภาษาซ้ายเก่าก็คือล้ำหน้ามวลชน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เพราะจะนำไปสู่ความโดดเดี่ยวได้ ผมว่าปรากฎการณ์ที่เราเจอเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือ เราเจอคู่ขัดแย้งซึ่งกำหนดชะตากรรมประเทศชาติซึ่งโดดเดี่ยวทั้งสองฝ่าย

แล้วเราจะทำอย่างไรดี ถ้ารัฐศาสตร์ยังมีความหมาย ผมอยากให้ทุกฝ่าย กลับไปทำงานมวลชนใหม่ กลับไปถาม กลับไปคุย ไปทำให้คนส่วนใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมว่า คิดเห็นยังไงกับประเด็นที่เป็นอยู่ บางกลุ่มบางฝ่ายอาจมีจุดยืนแน่นหนาที่ไม่ยอมเปลี่ยนเป็นอื่นแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องทำงานมวลชน เพราะการเมืองต้องเอาสิบสู้หนึ่งเสมอ เพราะเป็นเรื่องของฉันทานุมัติ ซึ่งฉันทานุมัติจะทำให้ความรุนแรงสลายไป หลักรัฐศาสตร์มันเป็นเช่นนี้

แต่ปัญหามีอย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรก นักรัฐศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ผู้ที่อยู่บนการเมืองก็อีกกลุ่มหนึ่ง เราก็ได้แต่บอกว่า มันควรเป็นเช่นนี้ เหมือนอย่างครั้งหนึ่งที่มาร์กซ์หรือเลนิน เคยพูดไว้ว่า นักปรัชญาอธิบายโลก แต่ประเด็นมันอยู่ที่เปลี่ยนโลก

ทั้งนี้ อยากเตือนทุกฝ่ายด้วยความรักและหวังดีว่า จากการสังเกตของผม ความขัดแย้งที่ถึงขั้นวิกฤต จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความขัดแย้งหลายคู่ๆ เกิดในเวลาและสถานที่เดียวกัน ตัวอย่างตอน 14 ตุลา 16 มัน ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างมวลชนชั้นล่างกับอำนาจรัฐเท่านั้น ในหมู่ผู้กุมอำนาจรัฐก็ขัดแย้งกันถึงขั้นแตกหัก

ตอนนั้นก็ข้าวสารแพง น้ำมันขึ้นราคา คนงานลำบากยากแค้น ชาวนากำลังสูญเสียที่ดิน ชนชั้นกลางก็หงุดหงิดกับค่าครองชีพ ขณะเดียวกันในกองทัพก็ขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ มาประจวบเหมาะกับความขัดแย้งระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นนำจะกลายเป็นความขัดแย้งที่เป็นวิกฤตใหญ่

เวลานี้เหมือนเมฆฝนตั้งเค้า ถ้าไม่เตรียมตั้งสติให้ดี อาจเกิดพายุใหญ่ได้ เพราะฉะนั้น ถามว่ารัฐศาสตร์ชี้ทางออกทางไปได้แค่ไหนนั้น ขึ้นกับสติสำนึกของผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องมองภาพใหญ่เช่นนี้ให้ออก ไม่เช่นนั้นแล้ว มันก็จะคลี่คลายไปตามครรลองของมัน แต่ว่าผู้ที่ยังไม่เกี่ยวข้อง คือประชาชนส่วนใหญ่ ผมแนะนำให้เกี่ยวข้องบ้าง เพราะจะช่วยเป็นหมอนรองกระแทก เช่น ที่มานั่งอยู่ตรงนี้ มาแสดงความคิดความเห็น พอมีความคิดความเห็นหลากหลายขึ้น การจับขั้วมุมแดงมุมน้ำเงินก็จะค่อยๆ พร่าเลือนไป

เมื่อมองจากจุดยืนของรัฐศาสตร์ ที่อยากเห็นความผาสุกของคนทั้งหมด ผมไม่อยากเห็นความรุนแรง ไม่อยากเห็นจราจล มิคสัญญี หรือนองเลือดบนถนนราชดำเนินอีก ผมก็เช่นเดียวกับ อ.เกษียร คือเราเป็นทหารผ่านศึก และก็ไม่มีใครหน่ายสงครามเท่ากับนักรบที่เคยผ่านสมรภูมิ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ดร.เกษียร เตชะพีระ


สิ่งที่จะพูดแบ่งออกเป็น 1.รูปธรรมความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้เป็นอย่างไร  2.รากเหง้าทางความคิดทางการเมืองของความขัดแย้งดังกล่าว 3.ฐานทางเศรษฐกิจสังคมซึ่งเป็นบริบทของความขัดแย้ง 4.ทางออกที่พอเป็นไปได้

1.รูปธรรมความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้เป็นอย่างไร

ความคิดรวบยอดของฝ่ายพันธมิตรฯตอนนี้ คือสิ่งที่พิภพ ธงไชยใช้คำว่า “ยุทธศาสตร์นิติรัฐ” ในคำให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แทบลอยด์ และคอมเฟิร์มโดยชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ที่แม้จะร่วมกิจกรรมกับกลุ่มริบบิ้นสีขาวของอ.ปริญญา (เทวานฤมิตรกุล) แต่ก็เห็นด้วยกับแนวคิดของฝ่ายพันธมิตรฯ และสิ่งที่พูดสอดคล้องกับแนวคิดของพิภพอย่างน่าสนใจ

พิภพพูดตรงไปตรงมาว่า กรณีจักรภพ เพ็ญแข หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไล่รัฐบาลสมัครเป็นแค่ยุทธวิธีที่ซื้อเวลาเพื่อเอาทักษิณ ชินวัตรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างหลักนิติรัฐนิติธรรมขึ้นในเมืองไทย ปัญหาหลักในสายตาของพิภพและชัยวัฒน์คือเรื่องคอร์รัปชั่น โดยทั้งสองได้วิพากษ์ลดค่าประชาธิปไตยแบบตัวแทน มองว่านักเลือกตั้งบ้าอำนาจ อยู่ในเสื้อคลุมประชาธิปไตย ซื้อเสียงเข้ามา ทุจริตกินบ้านกินเมือง ประชาธิปไตยของฝ่ายพันธมิตรฯ ที่มีพิภพและชัยวัฒน์เป็นตัวแทน คือ เอ็นจีโอบวกตุลาการภิวัฒน์ มีสองอย่างนี้เท่ากับมีประชาธิปไตย

ฝ่ายตรงข้ามคือฝ่ายนปก.(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ) หรือจะรวมพรรคพลังประชาชนด้วยก็ได้ กลุ่มนี้ใช้ยุทธศาสตร์ที่ขอเรียกว่า “ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตย” โดยดึงมาจากแนวคิดของอาจารย์ 2 ท่าน คือ อ.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.และอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คณะศิลปศาสตร์ มธ. โดยเฉพาะ อ.พิชิต นั้นไปร่วมเคลื่อนไหวกับ นปก. และข้อเขียนของทั้งสองมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของ นปก.มาก

หากสังเหตุดูช่วงหลัง คุณจักรภพ (เพ็ญแข)ใช้คำพูดที่แปลกไปจากแต่ก่อน หลายถ้อยคำฟังเหมือนอ่านงานอ.พิชิต เช่น หลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงประชามหาชน ความเสมอภาคทางการเมืองของประชาชนคือหนึ่งคนหนึ่งเสียง ปฎิเสธระบบอุปถัมภ์

หลังจากกุมรัฐบาลและสภาได้ การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ตามมา โดยกลุ่มนี้ลดค่าปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงลงไป ในสายตาของ อ.พิชิต และ อ.สมศักดิ์ มองว่า ซื้อเสียงกันทุกพรรค ทุกประเทศก็มี คอร์รัปชั่นและฉ้อฉลอำนาจใครก็ทำ การละเมิดสิทธิ ก็จะมีมุมมองว่า ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเท่าไร เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดอื่นๆ

พร้อมกันนั้น ก็วิพากษ์โจมตีสิ่งที่เรียกว่า อำมาตยาธิปไตยในเสื้อคลุมคนดีและในเสื้อคลุมความเป็นไทยแบบศักดินา เน้นความถูกต้องของนโยบายที่เป็นที่ต้อนรับยึดมั่นของประชาชน เช่น นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ และให้ความสำคัญขั้นชี้ขาดของการได้อำนาจรัฐมาอย่างชอบธรรมผ่านการเลือกตั้ง โดยสรุป สำหรับ ฝ่าย นปก.และพรรคพลังประชาชน ประชาธิปไตยเท่ากับการเลือกตั้ง

2.รากเหง้าทางความคิดทางการเมืองของความขัดแย้ง

ข้อเสนอรูปธรรมทั้งสองอย่าง มีรากแนวคิดปรัชญาการเมืองอยู่เบื้องหลัง นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า เสรีประชาธิปไตย ซึ่งมาจากสองกระแสคิดที่มาคนละทาง คือ หลักการเสรีนิยมกับหลักการประชาธิปไตย ซึ่งมาสามัคคีกันในประวัติศาสตร์แล้วกลายเป็น Liberal Democracy และในระยะหลังของการเมืองโลก หลักการทั้งสองห่างออกจากกัน

หลักการเสรีนิยม มีจุดเน้นคือสิทธิเสรีภาพเหนือร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินของบุคคลพลเมืองและหลักนิติธรรม มีทิศทางจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง มีเนื้อหาแสดงออกผ่านองค์ประกอบด้านรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตยซึ่งปกป้องคุ้มครองสิทธิของพลเมืองจากอำนาจรัฐ เน้นความจำเป็นที่สถาบันต่างๆ ต้องตรวจสอบถ่วงดุลกันอย่างซับซ้อน เพื่อป้องกันการผูกขาด ฉวยใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้กุมตำแหน่งรัฐบาล มีนัยของการปกครองเพื่อประชาชน นักคิดปรัชญาที่อิงแนวคิดนี้ เช่น จอห์น ล็อค เจมส์ เมดิสัน ฯลฯ ตัวอย่างของหลักหมายอ้างอิง คือ ระบบการปกครองอเมริกันที่เกิดจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 1787

หลักการประชาธิปไตย จุดเน้นอยู่ที่ความเสมอภาคและอำนาจอธิปไตยของประชาชน ทิศทางกระจายอำนาจให้ประชาชน เนื้อหาแสดงออกผ่านองค์ประกอบด้านประชาชนของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมุ่งให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของและใช้อำนาจรัฐด้วยตนเองอย่างเสมอภาคกัน เน้นบทบาทของพลเมืองธรรมดาและการเข้าร่วมของมวลชนผ่านการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม สม่ำเสมอ และกระบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ โดยรวมตัวจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง มีนัยของการปกครองโดยประชาชน นักคิดปรัชญาเบื้องหลัง ฌอง-ฌาค รุสโซ ตัวอย่างของหลักหมายอ้างอิง คือ ระบบการเมืองการปกครองฝรั่งเศสอันเกิดจากการปฎิวัติฝรั่งเศส ปี 1789

อาการของทั้งสองฝ่าย เป็นอาการตาบอดคนละข้างแล้วแยกขั้วปะทะ ระหว่าง Liberal กับ democracy ระหว่าง พันธมิตรกับพลังประชาชนบวกนปก. หากผลักไปถึงสุดโต่งของทั้งสองข้างจะได้สิ่งที่พร่องในทางตรงข้าม หากเน้นแต่เสรีนิยมอย่างเดียว เอาแต่ตรวจสอบ เอาแต่สิทธิเสรีภาพพลเมือง จะได้ liberal autocracy หรือ liberal semi-democracy ระบอบอัตตาประชาธิปไตยเสรี หรือระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบเสรี ถ้าเน้นแต่ประชาธิปไตยสุดโต่ง ไม่สนใจสิทธิเสรีภาพ อาจได้ illiberal หรือ authoritarian democracy ประชาธิปไตยไม่เสรี หรือประชาธิปไตยอำนาจนิยม

3.ฐานทางเศรษฐกิจสังคม-บริบทของความขัดแย้ง

ความขัดแย้งทางการเมืองนี้ ลึกๆ มาจากฐานชนชั้นที่ต่างกัน เรากำลังเป็นประจักษ์พยานการเคลื่อนย้ายอำนาจครั้งใหญ่จากกลุ่มชนชั้นนำเดิม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และคนชั้นกลางชาวเมือง ไปสู่กลุ่มทุนใหญ่โลกาภิวัตน์และพันธมิตรชาวนา คนจนเมือง

ตั้งแต่ 2548 จนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทะเลาะกันเรื่องระบอบ ความคิด แต่เป็นการเคลื่อนย้ายอำนาจครั้งใหญ่ จากพันธมิตรชนชั้นหนึ่งไปสู่พันธมิตรอีกชนชั้นหนึ่ง ฝ่ายหลังคือ ฝ่ายแดง หรือฝ่ายทักษิณมีจำนวนคะแนนเสียงและกำลังทุนเหนือกว่า ขณะที่ฝ่ายแรกยังคงอำนาจทางการเมือง อิทธิพลวัฒนธรรมและกำลังทัพมากกว่า ดุลกำลังยังค่อนข้างก้ำกึ่งในปัจจุบัน

กระบวนการเคลื่อนย้ายอำนาจอาจยาวนานเป็น 5-10 ปี จนกว่ารูปแบบรัฐ จะรอมชอมกันได้ลงตัว คือเป็นรูปแบบรัฐที่อนุญาตให้กลุ่มอำนาจใหม่ เข้าครองอำนาจทางการเมือง แต่ก็ปรองดองรองรับให้กลุ่มอำนาจเก่า มีพื้นที่อำนาจอยู่ด้วยได้ในเวลาเดียวกัน การเมืองไทยจึงจะยังคงเต็มไปด้วยปัญหาความไม่มีเสถียรภาพและปกครองไม่ได้ แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากการชนะการเลือกตั้งก็ตาม

ในประวัติการเมืองไทยสมัยใหม่ ได้เกิดการเคลื่อนย้ายอำนาจครั้งใหญ่อย่างน้อย 3 รอบแล้ว โดยครั้งแรก กลางคริสศตวรรษที่ 19 ถึงคริสศตวรรษที่ 20 บริบทโลกคือระบอบอาณานิคมทางเศรษฐกิจ เราเปิดประเทศรับตะวันตก และเปิดการค้าเสรี สมัยสนธิสัญญาบาวริ่ง สมัยรัชกาลที่ 4 เกิดกลุ่มคนกระฎุมพีจีนอพยพและข้าราชการที่ศึกษาแบบตะวันตก การสร้างรัฐสมัยใหม่ของรัชกาลที่ 5 ถึงจุดหนึ่ง กลุ่มคนเกิดใหม่เหล่านี้เห็นว่า ตัวเองไม่มีที่ทางในระบอบเก่าในแง่อำนาจ ก็รวมกลุ่มกันเป็นคณะราษฎร ปฎิวัติ 2475 โค่นสมบูรณาสิทธิราชย์เปลี่ยนเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ

รอบที่สอง 1960s-1970s เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่นำโดยตลาดและส่งเสริมโดยรัฐ นำไปสู่การลงทุนโดยตรงของต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น อเมริกา สังคมเปลี่ยน เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา คือชนชั้นกลางในเมืองและนายทุนหัวเมืองต่างจังหวัด ถึงจุดหนึ่ง คนเหล่านี้ ก็รู้สึกอึดอัดกับระบอบเก่า ในที่สุด ก็ลุกฮือโค่นเผด็จการทหาร ทั้ง 2516 และ 2535 เมื่อผ่านการต่อสู้ 20 ปี ระบอบเปลี่ยน ได้ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา

รอบปัจจุบัน สมัยรัฐบาลชวนเมื่อปี 2535 มีการเปิดเสรีทางการเงิน โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ สังคมเกิดคน 2 กลุ่มขึ้นมา กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่รวยกระทันหัน คือ สามารถเกาะกระแสโลกาภิวัตน์ได้ กับกลุ่มที่แพ้ในโลกาภิวัตน์ เพราะเสียฐานทรัพยากร แต่ไม่มีความรู้เทคโนโลยี เพราะฉะนั้นกลุ่มหนึ่งคือชาวบ้านชนบทบวกคนจนคนชายขอบ ผู้ใช้แรงงานในเศรษฐกิจนอกระบบของเมือง

ทักษิณและไทยรักไทย ก็คือตัวแทนทางการเมืองทั้งในแง่นโยบายและการจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มๆ นี้ ที่รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 แล้ว ได้บทเรียนว่า ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่พอ ต้องบริหารรัฐเองด้วย ปล่อยให้กลุ่มอื่นบริหารรัฐ เราเจ๊งได้ ต้องเข้าสู่อำนาจรัฐบริหารเอง โดยในกระบวนการเปลี่ยนระบอบ เขากำลังเผชิญกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

4.ทางออก

สำหรับทางออกจากความขัดแย้งนั้น ขั้นตอนแรก อย่าจินตนาการถึงสิ่งที่สุดโต่งตกขอบ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของการเมืองวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าการขัดแย้งรุนแรงแตกหัก หรือระบอบการเมืองที่ไม่มีพลังฝ่ายตรงข้ามดำรงอยู่ มันเป็นไปไม่ได้

ดูผลการเลือกตั้งปี 2547-2548 เรากำลังอยู่ในภาวะที่คนสิบกว่าล้านเลือกพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน เลือกภายใต้ คปค. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 50 และคนอีกสิบกว่าล้านที่ไปเลือกฝั่งตรงข้าม คุณจะทำให้คนสิบกว่าล้านหายไปได้ยังไง ดังนั้นทั้งสองฝ่ายควรตั้งสติและเลิกบ้า ควรจินตนาการถึงอนาคตทางการเมือง ที่พลังทั้งสองฝ่ายต้องดำรงอยู่ด้วยกัน

คำถามคือ จะอยู่ด้วยกันแบบไหนที่เป็นไปได้และไม่ทำลายตัวสังคมไทยลงไปและจะทะเลาะกันอย่างสันติเพื่อไปสู่จุดนั้นอย่างไร

เสนอว่า ต้องทำให้การเมืองเรื่องชนชั้นเป็นประชาธิปไตย เราปฎิเสธไม่ได้แล้วว่า สังคมไทยแยกขั้ว ฐานที่แท้จริงคือเรื่องชนชั้น มีความขัดแย้งทางชนชั้นเกิดขึ้นแล้ว ทำอย่างไรจะต่อสู้กันในฐานะเพื่อนร่วมชาติอย่างเป็นประชาธิปไตยได้

ข้อเสนอคือ ต้องเคารพรัฐธรรมนูญไทยฉบับวัฒนธรรม 4 มาตรา ไม่สนใจฉบับกระดาษเพราะแก้ได้ก็แก้อีกได้ คือ

1.กองทัพต้องไม่ใช้กำลังเข้าแทรกแซง ยุ่งเกี่ยวความขัดแย้งทางการเมือง

2.ไม่ ดึงสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายคู่ขัดแย้งทางการเมือง เราไม่ควรดึงสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่คนไทยต่างชนชั้น และต่างขั้วการเมืองยอมรับร่วมกันมาอยู่ข้างเราเท่านั้น แล้วบอกว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ เพราะมันจะไม่มีทางออกสันติ ถ้ามีคนแบบนั้นต้องฟ้องศาลไปตามกฎหมาย จนกว่าเราจะเปลี่ยนกฎหมาย ถ้าบ้านนี้เมืองนี้มีกฎหมายอยู่ และมีใครหมิ่นก็ว่ากันไปตามกฎหมาย แต่อย่ามาปลุกให้ฆ่ากันกลางถนน

ถึงที่สุด ถ้าเราทะเลาะกันจนถึงจุดที่เราหาที่ลงไม่ได้ เราควรจะเก็บอะไรที่เป็นของชาติเอาไว้ เพื่อทำให้เราไม่ต้องฆ่ากันในวันนั้น พิทักษ์ปกป้องและขยับขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพ พิทักษ์ปกป้องและขยับขยายพื้นที่ประชาธิปไตย ทั้งสองพื้นที่นี้ ถูกทั้งสองฝ่ายขยี้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มา-หัวไม้ story ประชาไท  blogazine 14 June 2008


โดย: 
เสกสรรค์ ประเสริฐกุลและเกษียร เตชะพีระ

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้