รัฐไทยกับปัญหาวาทกรรมเรื่องประชาธิปไตย!

tags:
โดย: 
ดร.พลาธิป เสรีพิทักษ์

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบันเป็นการต่อสู้ของสองขั้วอำนาจคือ กลุ่มทุนใหม่กับกลุ่มทุนเก่าที่มีพันธมิตรกับชนชั้นสูง โดยที่แต่ละฝ่ายต่างสร้างวาทกรรม มาสนับสนุนความชอบธรรมในการรุกทางการเมืองของตนเอง โดยที่สภาพแท้จริงของความเป็นประชาธิปไตยในเนื้อหา กลับถูกทั้งสองกลุ่ม ละเลยทอดทิ้งและไม่ยอมเดินไปสู่หนทางดังกล่าวสักเท่าใดนัก

กลุ่มทุนใหม่ที่ได้อำนาจภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ผูกขาด มีวาทกรรมหลักเรื่อง "ประชาธิปไตยแบบตัวแทน" ซึ่งสร้างความชอบธรรมได้ลึกซึ้ง เพราะในรูปแบบแล้วมีความสมบูรณ์ในระบบการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและทำงานผ่านกลไกรัฐธรรมนูญของตน

เมื่อครั้งที่สามารถบริหารงานด้านเศรษฐกิจได้อย่างถึงอกถึงใจประชาชนชาวรากหญ้า เพราะมีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ความต้องการของประชาชนในแนวการตลาดรวม ถึงมียุทธศาสตร์ให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคมบนแนวคิด "ประชานิยม" ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

รวมถึงแนวทางการเมืองแบบการเลือกตั้ง ที่ต้องมีแกนหัวคะแนนและระบบฐานคะแนนเสียง ลงไปถึงระดับรากหญ้า สามารถสร้างระบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบบการเลือกตั้งและระบบพรรคจนกระทั่งชาวชนบท รากหญ้าในวันนี้ซึมซับและรับเอาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยจนหมดแล้ว การซื้อเสียงในการเลือกตั้งแทบจะกลายเป็นตำนาน เพราะวันนี้ไม่ใช่แค่ซื้อเสียงเป็นการซื้อใจระยะยาวกันเลยทีเดียว

เมื่อแกนหลักของพรรคถูกขับไล่ออกจากประเทศ แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ภายใต้ชื่อพรรคใหม่กลุ่มนี้ก็ยังสามารถระดมความภักดีจากคนชนบทและเมืองบางกลุ่ม สามารถชนะเลือกตั้งกลับมานั่งเป็นรัฐบาลได้สืบต่อมา

เพียงแต่ในช่วงเวลานี้ รัฐบาลภายใต้การนำของตัวแทนอาจจะมีลักษณะแตกต่างจากตัวจริง เช่น ไม่มีศักยภาพเชิงทรัพยากรเพียงพอ จนทำให้ขาดเอกภาพเชิงอำนาจ ไม่สามารถระดมและกำหนดทิศทางของรัฐบาลให้ทุกกระทรวงให้มีเอกภาพเดินไปในทาง เดียวกัน

นอกจากนั้นยังเกิดกรณีปรากฎการณ์ที่ส่อความอหังกาไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คน (ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง) เช่น กรณีความรักพวกพ้อง รักพ่อ (ดันพ่อเป็นประธานสภา) และรักลูก (ผลักดันลูกกลับมาทำงาน) เป็นต้น

ส่วนกลุ่มอำนาจเดิมและพันธมิตรความจริงแล้วมีวาทกรรมอยู่บนเรื่อง "ประชาธิปไตยในเนื้อหาและการอ้างเบื้องสูง" เป็นความชอบธรรมในการดำเนินงาน รวมถึงที่หลักที่สุดและเป็นไม้เด็ดในช่วงโค่นล้มหัวหน้ากลุ่มที่แล้วก็เป็น กรณี "การทุจริต" ซึ่งประเด็นหลังได้ผลในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม กลไกหลักในการดำเนินงานเพื่อขับไล่กลุ่มเดิมนั้นคือ การใช้กำลังกองทัพเข้ายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่สามารถจะกระทำโดยขาดความชอบธรรมได้เพราะแนวทางนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของต่างชาติและแม้แต่ในสังคมชนชั้นกลางที่เป็นพันธมิตรของกลุ่มนี้เองก็ตาม อย่างไรก็ตามความสำเร็จของครั้งที่แล้ว เกิดขึ้นเพราะมีการใช้ความชอบธรรม ผ่านวาทกรรมเรื่อง "คอรัปชั่นและเหตุผลอีก 3 ประการ" ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังพิสูจน์อะไรเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้สักที

ชัยชนะในการยึดอำนาจนั้นง่ายแต่สิ่งที่ยากกว่าคือหลังจากวันที่ได้อำนาจ แล้วจะบริหารบ้านเมืองอย่างไร จึงจะแก้ปัญหาของชาติได้ หรือในทำนองตรงข้ามปรากฎการณ์รูปธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 1 ขวบปีของคณะปฏิวัติ อาจสะท้อนถึงเบื้องลึกของจิตใจของคณะปฏิวัติและพันธมิตร กลุ่มนี้ว่า ทำการปฏิวัติเพื่อสิ่งใด

ความผิดพลาดและไร้ความสามารถของการบริหารบ้านเมืองที่ผ่านมาของคณะปฏิวัติกลับกลาย มาเป็นเงื่อนไขหลักสำหรับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการต่อสู้ ท้ายที่สุดกลุ่มนี้ถูกข้อจำกัด จนเหลือช่องทางต่อสู้น้อยนิด แต่วาทกรรมที่ยังคงศักดิ์สิทธิ์และขายได้ก็น่าจะเป็น "ปัญหาการหมิ่นเบื้องสูงและไม่ยอมให้ทำลายระบบระบอบของเบื้องสูง"

ในความเป็นจริงแล้วผู้เขียนเชื่อว่า คำว่าประชาธิปไตยในเนื้อหา ยังอยู่ห่างไกลจากสำนึกของคนทั้งสองกลุ่ม กลุ่มแรก เป็นผลผลิตของประชาธิปไตยภายใต้สภาพโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ผูกขาดแต่มีข้อดีตรงยังคงภักดีกับระบบประชาธิปไตยในรูปแบบ ยังคงรักษาการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ฯลฯ เอาไว้

อย่างน้อยกลุ่มทุนในเชิงสากลแล้วประเทศประชาธิปไตยก็ยังคงเป็นตัว หลักในการเปลี่ยนแปลง แต่ในหลายประเทศ เขามีพัฒนาการที่ทำให้ทุนไม่รวมศูนย์ผูกขาด ทุนใหญ่กับทุนเล็กทุนน้อยอยู่ร่วมกันได้แบบแบ่งปันและมีการกระจายดอกผลของการพัฒนาไปสู่กลุ่มคนต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

ในขณะที่กลุ่มอำนาจเดิมไม่พยายามสร้างวาทกรรมประชาธิปไตยเท่าใดนัก เพราะคิดแบบทฤษฎีชนชั้นนำ (Elite Theory) ว่าประชาชนยังโง่เขลาเบาปัญญา ต้องให้กลุ่มชนชั้นนำที่มีชาติตระกูลดี มีความรู้ และซื่อสัตย์สุจริตมาปกครองบ้านเมือง คนกลุ่มนี้จะไม่ยอมรับเรื่อง ความเท่าเทียมของแต่ละคนในสังคมว่าเท่ากัน หากแต่ยอมรับในความแตกต่าง คงจะชูนิ้วมือไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า นิ้วมือทั้งห้านิ้วยังไม่เท่ากันเลย แล้วทำไมคนจะต้องเท่ากันด้วย และคนกลุ่มนี้ก็ไม่ยอมลงมาเลือกตั้งให้เสียเวลาด้วย

ปรากฎการณ์การร่างรัฐธรรมนูญของยุคปฏิวัติ เป็นรูปธรรมพิสูจน์ได้ดีว่า กลุ่มอำนาจเดิมก็ไม่เข้าใจปัญหาพื้นฐานของสังคม ที่นำไปสู่ความยุ่งเหยิงทางการเมืองว่า มีพื้นฐานมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างจึงไม่เห็น(หรือไปไกลถึงไม่กล้า) ที่จะออกกฎหมาย แก้ปัญหาโครงสร้างที่สำคัญ เช่น การปฏิรูปที่ดิน ภาษีมรดก ปฏิรูปโครงสร้างภาษี เป็นต้น

สิ่ง ที่ทำได้ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาระดับกลไกการเลือกตั้ง เพิ่มลดจำนวน สส. เปลี่ยนวิธี เลือกตั้ง สว. และอื่น ๆ ที่เป็นการลิดรอนตัวบุคคลเป้าหมาย แต่ภายใต้การกระทำดังกล่าวรูปธรรมของการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่ผ่านมากลับ พิสูจน์แล้วว่า กลุ่มเก่าวิเคราะห์ผิดและวาทกรรมที่ปราศจากรูปธรรม มีประสิทธิภาพน้อยเกินไป การต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าจึงอาจต้องเกิดความรุนแรงแบบเลือดทาแผ่นดิน โปรดอย่ากระพริบตา

 

ที่มา - คอลัมน์ดอกไม้ปลายปืน ผู้จัดการรายสัปดาห์ 15 พฤษภาคม 2551

 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้