รัฐไทยกับปัญหาวาทกรรมเรื่องประชาธิปไตย!
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบันเป็นการต่อสู้ของสองขั้วอำนาจคือ กลุ่มทุนใหม่กับกลุ่มทุนเก่าที่มีพันธมิตรกับชนชั้นสูง โดยที่แต่ละฝ่ายต่างสร้างวาทกรรม มาสนับสนุนความชอบธรรมในการรุกทางการเมืองของตนเอง โดยที่สภาพแท้จริงของความเป็นประชาธิปไตยในเนื้อหา กลับถูกทั้งสองกลุ่ม ละเลยทอดทิ้งและไม่ยอมเดินไปสู่หนทางดังกล่าวสักเท่าใดนัก
กลุ่มทุนใหม่ที่ได้อำนาจภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ผูกขาด มีวาทกรรมหลักเรื่อง "ประชาธิปไตยแบบตัวแทน" ซึ่งสร้างความชอบธรรมได้ลึกซึ้ง เพราะในรูปแบบแล้วมีความสมบูรณ์ในระบบการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและทำงานผ่านกลไกรัฐธรรมนูญของตน
เมื่อครั้งที่สามารถบริหารงานด้านเศรษฐกิจได้อย่างถึงอกถึงใจประชาชนชาวรากหญ้า
เพราะมีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ความต้องการของประชาชนในแนวการตลาดรวม
ถึงมียุทธศาสตร์ให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคมบนแนวคิด "ประชานิยม"
ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
รวมถึงแนวทางการเมืองแบบการเลือกตั้ง ที่ต้องมีแกนหัวคะแนนและระบบฐานคะแนนเสียง
ลงไปถึงระดับรากหญ้า
สามารถสร้างระบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบบการเลือกตั้งและระบบพรรคจนกระทั่งชาวชนบท
รากหญ้าในวันนี้ซึมซับและรับเอาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยจนหมดแล้ว
การซื้อเสียงในการเลือกตั้งแทบจะกลายเป็นตำนาน
เพราะวันนี้ไม่ใช่แค่ซื้อเสียงเป็นการซื้อใจระยะยาวกันเลยทีเดียว
เมื่อแกนหลักของพรรคถูกขับไล่ออกจากประเทศ แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ภายใต้ชื่อพรรคใหม่กลุ่มนี้ก็ยังสามารถระดมความภักดีจากคนชนบทและเมืองบางกลุ่ม
สามารถชนะเลือกตั้งกลับมานั่งเป็นรัฐบาลได้สืบต่อมา
เพียงแต่ในช่วงเวลานี้ รัฐบาลภายใต้การนำของตัวแทนอาจจะมีลักษณะแตกต่างจากตัวจริง เช่น
ไม่มีศักยภาพเชิงทรัพยากรเพียงพอ จนทำให้ขาดเอกภาพเชิงอำนาจ
ไม่สามารถระดมและกำหนดทิศทางของรัฐบาลให้ทุกกระทรวงให้มีเอกภาพเดินไปในทาง
เดียวกัน
นอกจากนั้นยังเกิดกรณีปรากฎการณ์ที่ส่อความอหังกาไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คน (ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง) เช่น กรณีความรักพวกพ้อง รักพ่อ
(ดันพ่อเป็นประธานสภา) และรักลูก (ผลักดันลูกกลับมาทำงาน) เป็นต้น
ส่วนกลุ่มอำนาจเดิมและพันธมิตรความจริงแล้วมีวาทกรรมอยู่บนเรื่อง
"ประชาธิปไตยในเนื้อหาและการอ้างเบื้องสูง" เป็นความชอบธรรมในการดำเนินงาน
รวมถึงที่หลักที่สุดและเป็นไม้เด็ดในช่วงโค่นล้มหัวหน้ากลุ่มที่แล้วก็เป็น
กรณี "การทุจริต" ซึ่งประเด็นหลังได้ผลในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม กลไกหลักในการดำเนินงานเพื่อขับไล่กลุ่มเดิมนั้นคือ การใช้กำลังกองทัพเข้ายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่สามารถจะกระทำโดยขาดความชอบธรรมได้เพราะแนวทางนี้
ไม่เป็นที่ยอมรับของต่างชาติและแม้แต่ในสังคมชนชั้นกลางที่เป็นพันธมิตรของกลุ่มนี้เองก็ตาม
อย่างไรก็ตามความสำเร็จของครั้งที่แล้ว เกิดขึ้นเพราะมีการใช้ความชอบธรรม
ผ่านวาทกรรมเรื่อง "คอรัปชั่นและเหตุผลอีก 3 ประการ"
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังพิสูจน์อะไรเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้สักที
ชัยชนะในการยึดอำนาจนั้นง่ายแต่สิ่งที่ยากกว่าคือหลังจากวันที่ได้อำนาจ แล้วจะบริหารบ้านเมืองอย่างไร จึงจะแก้ปัญหาของชาติได้
หรือในทำนองตรงข้ามปรากฎการณ์รูปธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 1
ขวบปีของคณะปฏิวัติ อาจสะท้อนถึงเบื้องลึกของจิตใจของคณะปฏิวัติและพันธมิตร
กลุ่มนี้ว่า ทำการปฏิวัติเพื่อสิ่งใด
ความผิดพลาดและไร้ความสามารถของการบริหารบ้านเมืองที่ผ่านมาของคณะปฏิวัติกลับกลาย
มาเป็นเงื่อนไขหลักสำหรับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการต่อสู้
ท้ายที่สุดกลุ่มนี้ถูกข้อจำกัด จนเหลือช่องทางต่อสู้น้อยนิด แต่วาทกรรมที่ยังคงศักดิ์สิทธิ์และขายได้ก็น่าจะเป็น
"ปัญหาการหมิ่นเบื้องสูงและไม่ยอมให้ทำลายระบบระบอบของเบื้องสูง"
ในความเป็นจริงแล้วผู้เขียนเชื่อว่า
คำว่าประชาธิปไตยในเนื้อหา ยังอยู่ห่างไกลจากสำนึกของคนทั้งสองกลุ่ม
กลุ่มแรก เป็นผลผลิตของประชาธิปไตยภายใต้สภาพโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ผูกขาดแต่มีข้อดีตรงยังคงภักดีกับระบบประชาธิปไตยในรูปแบบ
ยังคงรักษาการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ฯลฯ เอาไว้
อย่างน้อยกลุ่มทุนในเชิงสากลแล้วประเทศประชาธิปไตยก็ยังคงเป็นตัว
หลักในการเปลี่ยนแปลง
แต่ในหลายประเทศ เขามีพัฒนาการที่ทำให้ทุนไม่รวมศูนย์ผูกขาด
ทุนใหญ่กับทุนเล็กทุนน้อยอยู่ร่วมกันได้แบบแบ่งปันและมีการกระจายดอกผลของการพัฒนาไปสู่กลุ่มคนต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน
ในขณะที่กลุ่มอำนาจเดิมไม่พยายามสร้างวาทกรรมประชาธิปไตยเท่าใดนัก
เพราะคิดแบบทฤษฎีชนชั้นนำ (Elite Theory)
ว่าประชาชนยังโง่เขลาเบาปัญญา ต้องให้กลุ่มชนชั้นนำที่มีชาติตระกูลดี
มีความรู้ และซื่อสัตย์สุจริตมาปกครองบ้านเมือง
คนกลุ่มนี้จะไม่ยอมรับเรื่อง ความเท่าเทียมของแต่ละคนในสังคมว่าเท่ากัน
หากแต่ยอมรับในความแตกต่าง คงจะชูนิ้วมือไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า นิ้วมือทั้งห้านิ้วยังไม่เท่ากันเลย แล้วทำไมคนจะต้องเท่ากันด้วย
และคนกลุ่มนี้ก็ไม่ยอมลงมาเลือกตั้งให้เสียเวลาด้วย
ปรากฎการณ์การร่างรัฐธรรมนูญของยุคปฏิวัติ เป็นรูปธรรมพิสูจน์ได้ดีว่า
กลุ่มอำนาจเดิมก็ไม่เข้าใจปัญหาพื้นฐานของสังคม ที่นำไปสู่ความยุ่งเหยิงทางการเมืองว่า มีพื้นฐานมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างจึงไม่เห็น(หรือไปไกลถึงไม่กล้า) ที่จะออกกฎหมาย แก้ปัญหาโครงสร้างที่สำคัญ เช่น
การปฏิรูปที่ดิน ภาษีมรดก ปฏิรูปโครงสร้างภาษี เป็นต้น
สิ่ง
ที่ทำได้ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาระดับกลไกการเลือกตั้ง เพิ่มลดจำนวน สส.
เปลี่ยนวิธี เลือกตั้ง สว. และอื่น ๆ ที่เป็นการลิดรอนตัวบุคคลเป้าหมาย
แต่ภายใต้การกระทำดังกล่าวรูปธรรมของการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่ผ่านมากลับ
พิสูจน์แล้วว่า
กลุ่มเก่าวิเคราะห์ผิดและวาทกรรมที่ปราศจากรูปธรรม มีประสิทธิภาพน้อยเกินไป
การต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าจึงอาจต้องเกิดความรุนแรงแบบเลือดทาแผ่นดิน
โปรดอย่ากระพริบตา
ที่มา - คอลัมน์ดอกไม้ปลายปืน ผู้จัดการรายสัปดาห์ 15 พฤษภาคม 2551

