สนธิ ลิ้มทองกุล : Where are you?
คำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล
มีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา สนธิ ลิ้มทองกุล หายไปไหน บางคนบอกว่าเขาหันไปเกี้ยเซียะกับทักษิณแล้ว เพราะกลัวอำนาจเก่ากลับมาเช็กบิล บางคนบอกว่า เขาป่วยหนัก เป็นอัมพาต และอีกสารพัดคำถามที่เกิดขึ้น ในช่วงที่เขา เงียบหายไป
ก่อนที่จะไปฟังคำตอบ เราคงจะต้องบอกว่า วันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ยังมีความสุขสบายดี ไม่ใช่ว่าเขาไม่ห่วงชาติบ้านเมือง อีกแล้ว เขายังคงเฝ้ามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของสังคมไทย และภายใต้ความสุขุมลุ่มลึกมากขึ้น เขาตกผลึกความคิด ว่าเขาจะต้องหลีกหนีจากสภาพเหล่านี้ เพื่อชักชวนประชาชนให้มาร่วมสร้างสังคมใหม่ การเมืองใหม่ นี่คือ...ความคิดและคำตอบต่อหลายคำถามของสนธิ ลิ้มทองกุล
ถาม การที่คุณสนธิหายไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีคนสงสัยว่าหายไปไหน ไปทำอะไรอยู่ ?
ตอบ จริงแล้วผมเก็บตัวเงียบตั้งแต่ก่อนที่ผมจะบวชแล้ว ผมจำได้ว่า ผมบวชวันที่ 8 พฤศจิกายน ผมก็หยุดทำรายการ ยามเฝ้าแผ่นดินไป สัก 2-3 อาทิตย์ก่อน คือตั้งแต่ต้นตุลาคมก็หยุดแล้ว ทีนี้พอผมไปบวชเสร็จแล้ว สึกออกมาประมาณเกือบๆ กลางเดือนธันวาคม เมื่อสึกออกมาแล้ว มกราคม กุมภาพันธ์ ก็เกือบๆ 2 เดือน ผมก็ต้องยอมรับว่าผมอยู่ในช่วงของการ พักผ่อน แล้วผมก็อยู่ในความรู้สึกสงบ ไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับใคร
อาจจะเป็นเพราะผมได้อะไรจากการบวชเยอะมาก ทำให้ผมรู้สึกว่ากฎแห่งกรรมมันกำลังเริ่มทำงาน ใครทำกรรมอะไร ไว้ก็ได้ไป แต่ว่าที่หยุดก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้ใส่ใจ ใฝ่คว้าหาความรู้ ผมก็ศึกษาข้อมูลความรู้ต่างๆ เพิ่มเติม เป็นเพียง แต่ว่าความรู้ผมในตอนนี้ค่อนข้างจะตกผลึก กว่าเมื่อก่อนเยอะ
ผมมองไปที่ภาพรวม ผมมองไปที่ประเทศไทยทั้งประเทศ ผมไม่ได้มองไปที่คุณทักษิณเลย เพราะผมเห็นว่าคุณทักษิณ เป็นเพียงตัวละครตัวละครหนึ่งในระบบทั้งระบบ ซึ่งผมมองว่า หลายๆ คนมุ่งไปที่คุณทักษิณ คุณสุรยุทธ์ ที่คุณอภิสิทธิ์ มุ่งไปที่ตัวบุคลลมากกว่า แต่ว่าไม่ได้ไปดูว่าที่เรามีคุณทักษิณขึ้นมา มีคุณสุรยุทธ์ขึ้นมา หรือปัญหาที่เราพูดถึง มันเป็นปัญหา องค์รวมของระบบมากกว่า ซึ่งถ้าผมจะก้าวเข้ามาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ผมอยาก จะให้มีการแก้ตรง ที่ระบบเป็นองค์รวม มากกว่า ไม่นั้นแล้วเว้นไปสักพักเราก็จะเจอคนอย่างคุณทักษิณอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ความรู้สึกส่วนตัวที่ผมเป็นอยู่
ถาม มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่คุณสนธิหายไปในช่วงนี้บางคนก็บอกว่าคุณสนธิป่วยหนัก บางคนก็ว่าคุณสนธิเกี้ยเซียะกับ ทักษิณเรียบร้อยแล้ว ?
ตอบ มันไม่มีอะไรที่น่าประหลาดใจ คุณต้องเข้าใจว่า ผมเป็นอะไรที่ฝ่ายคุณทักษิณต้องการทำลายตลอดเวลา เช่นมีข่าว ปล่อยว่าผมเป็นอัมพาตไปแล้ว อีกข่าวก็บอกว่า ผมไปเกี้ยเซียะคุณทักษิณ ผมไม่เคยโทร.ไปหาคุณทักษิณ และไม่เคยคิด ที่จะพบคุณทักษิณ อย่างที่ผมเคยเรียนไว้ตั้งแต่ที่ผมสู้กับคุณทักษิณมาแรกๆ คนก็ตั้งข้อสงสัยว่าผมสู้จริงหรือเปล่า หรือสู้ ที่จะเกี้ยเซียะ แต่ในที่สุดช่วงหลังคนก็เข้าใจแล้ว พอเข้าใจแล้วพอผมไม่ได้ออกมาแสดงบทบาทอะไร ก็มาเข้าใจอีกว่า ผมจะไปเกี้ยเซียะกับคุณทักษิณอีก
ถ้าดูผมต้องดูสื่อในเครือไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการ หรือเอเอสทีวี ธงของเราก็เหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว อาจจะเป็นเพียงแต่ว่า อาจจะพูดว่าผมมีความรู้สึกสงบมากขึ้นกว่าเก่า ผมมีความรู้สึก ว่าทุกสิ่งสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้น เป็นเพียงสิ่งสมมติไปหมด ผมก็เลยอยู่เฉยๆ แต่การที่อยู่เฉยๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่คิดที่จะทำอะไรให้ ชาติบ้านเมือง ผมคิด คิดว่าคงไม่เกินเดือนสองเดือนนี้คงจะเห็นอะไรออกมา เพราะว่าผมกำลังอยู่ในช่วง ที่ตกผลึกในทางความคิด คือสำหรับผม แล้วมันหมดยุคหมดสมัยที่จะมานั่งวิพากษฺ์วิจารณ์กันวันต่อวันแล้ว หรือแม้กระทั่งอาทิตย์ต่ออาทิตย์ ผมต้องมองภาพรวม เป็นเรื่องใหญ่
ถาม- เป็นเพราะว่าคุณสนธิกลัวอำนาจเก่าที่กลับมาจะเช็กบิลหรือเปล่า ?
ตอบ ผมไม่เคยกลัวคุณทักษิณเลยแม้แต่นิดเดียว คนที่ว่า ผมกลัวคุณทักษิณเลยแสดงว่าคนพวกนี้ซึ่งถ้าเป็น นักหนังสือพิมพ์ก็เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ไม่เคยตรวจสอบข้อมูลเก่าๆ ถ้าเป็นประชาชนหรือเป็นคนฝ่ายคุณทักษิณเนี่ย ก็แสดงว่า เป็นคนที่เข้าใจอะไรผิดเยอะแยะๆ ไปหมด ถ้าเป็นแฟนพันธมิตรฯ ผมก็เป็นคนที่เป็นห่วงผมมากจนเกินไป เพราะถ้ามองย้อนหลังแล้วในสมัยที่คุณทักษิณมี ส.ส.อยู่ในมือตั้ง 377 คน แล้วก็มี อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ ทั้งทหาร ทั้งตำรวจทุกอย่าง ภาคประชาชนก็อ่อนแอ ใช่ไหมครับ ผมก็ไม่ได้คิดว่า ผมจะไปกลัวคุณทักษิณตอนนั้น
ผมก็ยืนอยู่บนความถูกต้องใช้ธรรมนำหน้า เสี่ยงความเป็นความตายมาทุกอย่าง ผมก็ไม่กลัวคุณทักษิณ แล้ววันนี้ คุณทักษิณมานั่งบงการอยู่ต่างประเทศ ผมจะไปกลัวคุณทักษิณทำไม แล้วภาคประชาชนก็เข้มแข้งมากขึ้น ตลอดจน คนที่ไม่ชอบคุณทักษิณประกาศตัวออกมาวันนี้มีมากกว่าสมัยที่ผมสู้กับคุณทักษิณเป็นสิบๆ เท่า ผมจะไปกลัวคุณทักษิณ ทำไม และอีกอย่างที่ผมไม่รู้ว่าจะไปกลัวคุณทักษิณทำไม
คุณทักษิณก็คือมนุษย์ มีสองมือสองเท้า มีสิบนิ้วมือ สิบนิ้วเท้า อีกไม่นานคุณทักษิณก็ต้องตาย ต้องแก่ตาย หรืออาจจะ เป็นโรคอะไรตาย ผมก็ต้องตาย ทุกคนก็ต้องตายกันทั้งนั้น ผมจะไปกลัวคุณทักษิณทำไม ฉะนั้น คนที่ไปพูดแบบนี้ พูดด้วยความไม่เข้าใจ แต่ผมเห็นใจเขานะ คือ เขาคิดเป็นสมการง่ายๆ คือ ฝนตกก็กลัวฝน ไม่อยากออกจากบ้าน จริงๆ แล้วมันมีวิธีออกจากบ้านหลายวิธี ขึ้นรถไม่ต้องโดนฝน หรือเอาร่มกางได้ หมดทุกอย่าง แต่เขาคิดแบบสูตรสำเร็จไง ว่าคุณทักษิณกลับมาจะต้องเช็กบิล ผมก็เลยกลัว ทำไมเขาไม่มองย้อนกลับ ไปตอนทักษิณมีอำนาจ ยิ่งใหญ่มากๆ ผมยังไม่กลัวเลย
ถาม- สองสามวันก่อนที่มีข่าวว่าพันธมิตรฯ มาคุยกัน จริงๆ แล้วความเป็นพันธมิตรฯ ยังมีอยู่หรือไม่ หรือว่าจะเดินต่อไป อย่างไร
ตอบ คือคุณสุริยะใส กตะศิลา คุณพิภพ ธงไชย ตลอดจนอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ตลอดจน คนอื่นๆ ก็แวะมาเยี่ยม คือคิดถึงกัน วันนั้นก็นั่งกินข้าวเที่ยงกัน หัวร่อต่อกระซิกกัน หัวเราะขำขันกันหลายเรื่อง พูดกันถึง เรื่องเก่าก็ยังขำกัน พูดถึงเรื่องใหม่ผมก็ยังบอกไปเลยว่าในขณะนี้ผมมองไปอีกทิศทางหนึ่งแล้วว่าผมจะเดินทางต่อไปอย่างไร ผมจะให้ความรู้ประชาชนอย่างไร ผมบอกทุกคนว่าผมจะเน้นในการให้ความรู้ให้ปัญญาประชาชนเพิ่มเติมมากขึ้น แล้วผมจะเน้น ในการเชิญชวนหลายๆ คนให้มาร่วมขบวนการสร้างชาติกับผม
เพราะผมเห็นว่าการเมืองทุกวันนี้มันน่าจะขยะแขยง ตอนนี้ผม เลิกพูดถึงตัวบุคคลแล้ว เพราะว่าคุณทักษิณเป็นส่วนหนึ่ง ของความขยะแขยง และคุณทักษิณก็เป็นส่วนใหญ่ที่สร้าง ความขยะแขยงให้เกิดขึ้น ผมเลยเชิญชวนว่าพวกคุณ จะทำอะไร ก็ทำไป แต่ผมจะทำในด้านนี้ ก็สนุกสนานกันดี เฮฮากันดี ผมก็ยังรู้สึกว่าทุกคนยังขำขันกับหลายเรื่องเมื่อพูดถึงเรื่องเก่าๆ ก็มีอยู่แค่นี้เองครับ ไม่ได้พูดถึงเรื่องอะไรมากกว่านี้
แต่ทว่าพวกเรายังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ที่พวกเรายึดถืออยู่ อย่างน้อยผมก็ค่อนข้างสบายใจได้ว่า พวกเราเป็นคนไม่กี่คน ในประเทศไทยที่ไม่ถูกคุณทักษิณซื้อไป ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เดี๋ยวนี้หายากมาก เดี๋ยวนี้มีทั้งวีรบุรุษจอมปลอม ที่เราคิดว่า เป็นวีรบุรุษตัวจริง แต่เบื้องลึกแล้ว แต่ที่จริงแล้วแอบรับเงิน แอบคอร์รัปชันอย่างมหาศาล แอบต่อสายกับคุณทักษิณ อย่าให้ผมเอ่ยชื่อเลยครับ
ถาม- แล้วจะเป็นรูปแบบการออกมาชุมนุมกันอีก หรือว่ามีเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้ออกมาชุมนุมบ้าง
ตอบ ผมคิดว่าการชุมนุมจะมีหรือไม่มีมันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้น เงื่อนไขนั้นผมบอกไม่ได้ แต่ผมไม่ได้เบื่อการชุมนุม แต่ผมรู้สึกว่าขณะนี้บ้านเมืองมีกติกา ตราบใดที่พรรคพลังประชาชนหรือรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ใช้กติกา มาบีบบังคับหรือ กลั่นแกล้งคน หรือไม่ได้ใช้อำนาจรัฐเหมือนสมัยคุณทักษิณมากลั่นแกล้ง ผมเชื่อว่าการชุมนุมคงจะยาก
แต่ทว่าตราบใด ก็ตามที่มีการทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล หรือไม่มีธรรมาภิบาล หรือไม่ใช้ธรรมนำหน้า หรือสร้างความ ขยะแขยง ให้กับสังคม มากขึ้น ผมว่าถ้าภาคประชาชนติไป วิจารณ์ไปแล้วไม่แก้ไข ผมว่าการชุมนุมก็เกิดขึ้น ได้เป็น ของธรรมดา แต่ผมยังตอบ ให้ไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าเงื่อนไขของการชุมนุมจะมีหรือไม่มีนั้น มันขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติ ของรัฐบาลชุดนี้ ถ้ารัฐบาลนี้ทำ ทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาให้กับคุณทักษิณไม่ได้แก้ปัญหาให้กับชาติบ้านเมือง อันนี้ก็แน่นอน ที่สุดว่าจะต้องมีการชุมนุม
ถาม- ที่คุณสนธิบอกว่าจะเน้นการให้ความรู้ให้ปัญญาประชาชน มีรูปธรรมที่ชัดเจนหรือไม่ว่าจะทำอย่างไร
ตอบ ผมคิดว่าไปขาย อนาคตให้กับคนไทย ผมอยากจะเดินไปพูดให้กับคนที่สนใจตามต่างจังหวัด ทุกๆ จังหวัดโดยผม จะเน้นที่การให้องค์ความรู้ คือไม่ใช่ว่าผมจะไปพูดเพื่อจะไปด่าใคร หรือจะไปทะเลาะกับใคร คือ ผมกำลังบอกว่า เดินหนีอุจจาระสิ่งสกปรกที่เป็นการเมือง ทุกวันนี้กันดีไหม แล้วมาสร้างการเมืองใหม่ สร้างชาติใหม่ที่มันน่าอยู่กว่านี้ สร้างชาติใหม่ให้ลูกหลานเราได้อยู่ ให้ยืนอยู่บน ผืนแผ่นดินไทยด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ให้มีธรรมาภิบาล ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม ทำนักการเมือง ให้โปร่งใส ทำนักการเมืองให้เป็นคนที่น่าเคารพนับถือไม่ใช่น่าขยะแขยงกันที่ดีไหม ผมคิดว่าผมกำลังเสนอ ความคิดของ การที่จะสร้างชาติขึ้นมาใหม่
ถาม- รูปแบบจะเป็นอย่างไร ?
ตอบ รูปแบบก็อาจจะเป็นการเปิดตัวไปเชิญคนมาฟังผมพูด ผมก็ขายความคิดของผม เหมือนที่ผมขาย ความคิดของผม ตอนที่ผมต่อต้านคุณทักษิณ แต่งานนี้ไม่ใช่เพื่อต่อต้านคุณทักษิณแล้ว คุณทักษิณเป็นวัตถุโบราณ สำหรับ ผมไปแล้ว คุณทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยังย่ำอยู่กับประวัติศาสตร์น้ำเน่าๆ แบบนี้ น่าขยะแขงมากๆ ผมหนีออกมาจาก ตรงนั้นแล้ว ผมต้องการให้ประชาชนเห็นว่าเรามาสู่พื้นที่ใหม่ ที่สะอาด ที่หอมกรุ่น ที่มีจริยธรรม ที่มีศีลธรรม จะดีกว่า รูปแบบก็จะเป็นการเอาประชาชนที่สนใจ มาฟังผมพูดแล้วขยายเครือข่ายออกไปเรื่อยๆ
ถาม- คือจะไปการเดินสายไปตามจังหวัดต่างๆ มากกว่า ?
ตอบ จะพยายามทำแบบนั้น อันนั้นคือเหตุผลเลยที่ทำให้ผมต้องนิ่ง หยุดชั่วคราว เพื่อที่จะตกผลึกทางความคิดก่อนว่า ถ้าผมจะต้องพูดให้ความรู้ ให้ปัญญาประชาชน พ่อแม่พี่น้อง ผมจะเอา ความรู้อะไรให้พวกเขาบ้าง ผมกำลังรวบรวมความคิด ของผมให้ตกผลึกในที่สุด นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมผมถึงอยู่เงียบๆ
ถาม- คุณสนธิเห็นความล้มเหลวของทุนนิยมแบบทักษิณเห็นความล้มเหลวของอมาตยาธิปไตยแบบสุรยุทธ์ คุณสนธิคิดว่า บ้านเมืองต่อไปควรจะเป็นอย่างไร ?
ตอบ คือจริงๆ ทุนนิยมไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย แต่เราจะทำอย่างไรไม่ให้ทุนนั้นเป็นทุนสามานย์ ทุกคนต้องการใช้ทุนเหมือนกัน ที่สำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้คนตัวเล็กๆ มีสิทธิ์เกิดได้ ทำอย่างไร ให้การแข่งขันมันเสรีจริงๆ ไม่ใช่คนตัวใหญ่รังแก คนตัวเล็ก หรือไม่ใช่เอาทุนมาแล้ว ใครทุนใหญ่กว่าก็กินรวบอย่างในกรณีสมัยคุณทักษิณเป็นทุนกินรวบ
ผมอยากเห็น คนตัวเล็กๆ คนที่อยากสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง คนหนุ่มคนสาวที่เรียนจบมายืนบนลำแข้งของตัวเองได้ หรือผมอยากเห็น ผู้ประกอบการเล็กๆ มีสิทธิ์ที่จะเจริญเติบโตได้โดยที่จะไม่โดนทุนใหญ่รังแก และผมอยากให้คนชั้นกลาง ได้รับการดูแลอย่าง จริงจัง ผมอยากให้คุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าเก่าในราคาที่ถูก หรือไม่ต้องเสียเงินเสียด้วยซ้ำ ผมอยากเห็นประชาชนไม่ว่า จะเป็นชนชั้นกลาง...
คือตอนนี้ผมถือว่านอกจากเกษตรกรแล้ว คนจนแล้ว ชนชั้นกลางเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกละเลยมาตลอด แต่คนพวกนี้มีพลัง มีพลานุภาพมหาศาล แต่ถูกบีบบังคับให้ลดถดถอยพลังของเขาไป จนกระทั่งพวกชนชั้นกลาง กำลังเริ่มจะ กลายเป็นคนจน ไปแล้ว ทั้งที่ในข้อเท็จจริงคนพวกนี้ ข้อเท็จจริงแล้วเป็นคนที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติบ้านเมืองจริงๆ เพราะคนพวกนี้เป็น คนที่เสียภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย หลบเลี่ยงไม่ได้ แล้วรัฐบาลเอาภาษีของคนพวกนี้ไปจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลอย่างเช่น พรรคพลังประชาชนหรือรัฐบาลทักษิณก็เอาเงินพวกนี้ไปสร้างนโยบายประชานิยม เพื่อให้เลือกพวกเขา กลับเข้ามาเพื่อ มาโกงกินต่อไป โดยที่เอาเงินทองจากเลือดเนื้อของคนชนชั้นกลางทั้งสิ้น ตรงนี้ครับต้องแก้ไข
ถาม- หมายความว่าคุณสนธิจะเอาชนชั้นกลางเป็นประตู..?
ตอบ ผมคิดว่าคนชั้นกลางจะต้องได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ เมื่อเขาเข้มแข็งแล้วเขาจะกลายเป็นสะพานที่เดินไปสู่คนจน รากหญ้าระดับล่างได้ - มาถึงวันนี้คุณสนธิคิดว่าอะไรคือ ความผิดพลาดที่สุดของรัฐประหาร 19 กันยาฯ ผมคิดว่า การผิดพลาดมากที่สุด คือ ทหารที่ยึดอำนาจไปยังมองการเมืองแบบเดิมๆ เขามองว่าเมื่อเขายึดอำนาจแล้ว เขาก็จะมี อำนาจรัฐ เมื่อมีอำนาจรัฐแล้วฝ่ายของคุณทักษิณก็จะไม่กล้าหือ
แต่เขาลืมนึกไปว่า การให้ปัญญาประชาชน คือ อาวุธที่สำคัญกว่าปากกระบอกปืนที่เขาใช้ เพราะฉะนั้นแล้วก็เลยเกิด ภาวการณ์ของคนเพียง 3-4 คนที่มองว่าเมื่อ ยึดอำนาจแล้ว เรื่องของกระบวนการประชาชนทิ้งไปได้ ตอนนี้ทุกอย่าง จบหมดแล้ว เพราะว่าอำนาจอยู่ในมือ คนพวกนี้เข้าใจผิดอย่างมหันต์ ประกอบกับคุณสุรยุทธ์ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่คุณทักษิณกลับมาได้ ไม่ใช่เป็นเพราะ คมช.ฝ่ายเดียว ผมคิดว่า 70 เปอร์เซ็นต์เกิดจากคุณสุรยุทธ์ คุณสุรยุทธ์คือตัวการที่ทำให้ประเทศชาติ เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมคิดว่าวันหนึ่งประวัติศาสตร์ ต้องจารึกลงไปว่า คุณสุรยุทธ์ คือ การที่ทำให้คุณทักษิณ กลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง และทำให้ประเทศชาติต้องมีการเมืองที่น่าขยะแขยง ทั้งหมดนี้เกิดจากคุณสุรยุทธ์
ถาม- แล้วส่วนตัวคุณสนธิคิดว่าหลังการรัฐประหารแล้วเราไม่มีท่าทีที่ชัดเจน หรือต่อต้านการรัฐประหาร ถือเป็นความ ผิดพลาดหรือไม่ ?
ตอบ ไม่ใช่หรอก ผมมามองว่าการที่เมื่อเรามีรัฐประหารแล้ว ถ้าเขามีรัฐประหารเพื่อป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น หรือเพื่อไม่ให้ความรุนแรงขยายตัวออกไปนี่ เขาก็มีความชอบธรรมในการทำระดับหนึ่ง แต่ความไม่ชอบธรรมของเขาคือ เมื่อเขารัฐประหารแล้ว เขาไม่ได้ทำอะไรต่อไปเลย เขายังคงสถานภาพเดิมๆไว้เหมือนเดิม ถ้าอย่างนั้นเขาไม่ควรรัฐประหาร เลยแม้แต่นิดเดียว นั่นคือข้อผิดพลาดของเขา
ถาม- แต่มีข้อกล่าวหาว่าเราเป็นคนออกบัตรเชิญให้ทหารเข้ามา ?
ตอบ เขาจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ในข้อเท็จจริงเราไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว


นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของ การบวชเรียนในสังคมไทย นับแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบันว่า ส่วนใหญ่นั้นมิใช่เป็น การบวชเรียนเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น หรือ บวชเพื่อสืบต่อพระบวรพุทธศาสนา แต่อย่างใด
ส่วนใหญ่การบวชในหมู่สามัญชนก็เป็นไปตามขนบเพื่อให้บรรลุการเป็น คนสุก หรือส่งสัญญาณต่อสาธารณชนว่า ตนได้เข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มวัยแล้ว เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตในสังคมอย่างได้รับการยอมรับ หรือเป็นการบวชเพื่อ ส่งสัญญาณต่อเพศตรงข้าม ว่าพร้อมแล้วที่จะรับผิดชอบต่อครอบครัวใหม่ที่จะสร้างขึ้นโดยมีพระศาสนาเป็นประกัน และเป็นการบวชเพื่อตอบแทนพระคุณบุพการี ด้วยความอิ่มเอิบทางจิตใจ ว่าจะได้เกาะชายผ้าเหลืองสู่ทิพยสถาน ในชีวิตหลังการตาย
ส่วนการบวชในหมู่อภิชนไทยนั้นสลับซับซ้อนกว่ามาก มีไม่น้อยที่เป็นการบวชเพื่อหลบภัยคุกคาม ด้วยอยู่ในสถานภาพที่ด้อยกว่าด้านดุลกำลัง เพื่อส่งสัญญาณให้อริทราบว่าจะไม่ทำการแย่งชิงใดๆ อีก และจะก้มหน้าแสวงหาความรุ่งเรืองในโลกทางวิญญาณ บ้างก็เป็นอภิชนที่ถูกส่งเข้าบวชเพื่อแย่งชิง กับอภิชนฝ่ายตรงข้ามในการ ควบคุมปวงชนด้วยเครื่องมือและกลไกทางวิญญาณ ในช่วงที่อภิชนฝ่ายใหม่และเก่าทำการหักล้าง-โค่นล้มกันทั่วทุกปริมณฑลแนวรบ
แล้วการบวชของศาสดาลิ้มนั้นเป็นไปเพื่อการใดเล่า เมื่อท่านก็เป็นศาสดาอยู่แล้วโดยตน
ไม่เชื่อถาม ศรีอรพินโธ ดูสิ