การพัฒนาทุนโทรคมนาคม

tags:

(อ่านพรีเซนเตชันประกอบได้ที่แฟ้มแนบด้านล่าง)

ลักษณะทั่วไปของทุนไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

  • พึ่งพาเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น
  • Key element ของการเข้าสู่วงการอุตฯ ก็คือการร่วมทุนกับต่างชาติ โดยทั่วไปเป็นเพราะการเป็น importer มาก่อนจึงสามารถเข้าถึงบริษัทต่างชาติได้
  • ทุนอุตสาหกรรมของไทยจึงมาจากการเป็นพ่อค้าแทนที่จะพัฒนามาจากเทคนิเชี ยนหรือเจ้าของโรงงานตามแบบประสบการณ์ของญี่ปุ่น (พิจารณาจากกรณีโคโนสุเกะ มัตสึชิตะ)
  • อุตสาหกรรมในกลุ่มจะได้รับการส่งเสริมจาก BOI (เติบโตตามโอกาสที่มากับนโยบายของ BOI)
  • ควบคุมตลาดแบบแข่งขันน้อยราย (oligopoly) ด้วยปัจจัย
    • ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้อภิสิทธิ์ต่างๆที่ให้โดยรัฐ + vertical integration
    • เมื่อตลาดขยาย ก็ขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว และได้รับการยกเว้นภาษี 5 ปีแรก กำไรในระดับสูงจากการผูกขาดสามารถ reinvest ในจำนวนมากได้ (ตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมการเกษตร)
  • Monopoly ในไทยเป็นผลจาก privileges ที่ให้โดยรัฐ มากกว่าจะเป็นเช่นในประเทศอุตสาหกรรมที่เกิดจาก industrial-financial complex ซึ่งผ่านการแข่งขันที่รุนแรงแล้วจึงมีการ merging เป็น monopoly ในตลาดเล็ก เมื่อเทียบกับขนาดในระดับนานาชาติ

บทบาทสำคัญของธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย
บริษัทส่วนใหญ่ของไทยมี โครงสร้างการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว (บริหารโดยครอบครัวหรือตระกูลเดียวกัน) แม้ขนาดเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวมากขึ้น ตลาดทุนมีการพัฒนาดีขึ้นก็ตาม ธุรกิจครอบครัวเหล่านี้ก็ไม่ได้ลดขนาดของตนเองลงอย่างใดเลย แต่กลับพัฒนากิจการ แตกแขนงไปสู่สาขาต่างๆ และช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

“การอยู่รอดและการขยายตัวของธุรกิจครอบครัวเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นเพราะลักษณะพิเศษของระบบครอบครัว อย่างที่นักสังคมวิทยาอธิบาย หรือลักษณะเฉพาะของระบบองคืกรของคนเชื้อสายจีน แต่ครเข้าใจว่าเป็นรูปเฉพาะขององค์กรบริษัทของประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมที หลัง (Late industrialized country)

มีปัจจัยสนับสนุนคือ การสนับสนุนทางนโยบายของรัฐบาล, การสนับสนุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ และการร่วมกิจการกับทุนต่างชาติ นอกจากนี้ก็ยังเป็นเพราะการปฏิรูปการบริหารภายในของกลุ่มธุรกิจครอบครัว

กล่าวคือธุรกิจครอบครัวที่สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องในเมืองไทยนั้น ไม่ได้มีโครงสร้างการบริหารแบบล้าสมัย เพราะไม่ได้แยกความเป็นเจ้าของกับการบริหารออกจากกันอย่างที่เข้าใจโดยทั่ว ไป แต่เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีนวัตกรรม ที่พยายามปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่ๆเสมอ

ความเป็นมาของกิจการโทรคมนาคม
  • กิจการโทรศัพท์และบริการโทรคมนาคม เป็นกิจการผูกขาดตามพระราชบัญญัติโทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ. 2477 ภายใต้กรมไปรษณีย์โทรเลข
  • ต่อมาจัดตั้งรัฐวิสาหกิจสองหน่วยงานภายใต้กฎหมายสองฉบับ : พระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497 และพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519

สาเหตุของการขยายตัวโทรคมนาคม
  • ข้อตกลง Plaza accord ทำให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้น ญี่ปุ่น + Nics ย้ายฐานการผลิต
  • การขยายฐาน + เงินลงทุนทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งคมนาคมปรับตัวตามไม่ทัน
  • แผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 6 (2530-2534) ส่งเสริมบทบาทเอกชนพัฒนาศก. โดยผ่านการสัมปทานและพัฒนารัฐวิสาหกิจ

สู่ระบบสัมปทาน
ในปี 2533 นี้เองมีการลงนามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ GSM (ระบบเซลลูลาร์ 900) อายุสัมปทานเป็นเวลา 20 ปี (ต่อมาได้ขยายเป็น 25 ปี) ระหว่างองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (AIS) ของกลุ่มชินคอร์ป (หรือชินวัตรในขณะนั้น)
ในขณะเดียวกันกลุ่มยูคอม ของตระกูลเบญจรงคกุลก็ได้รับสัมปทานให้ดำเนินการให้บริการ วิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ (ย่านความพี่ 800 เมกะเฮิรตซ์ และระบบ PCN 1800) ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) โดยมีอายุสัมปทานแรกเริ่ม 15 ปี (ต่อมาขยายเป็น 22 ปี และ 27 ปีตามลำดับ)

ในปี 2534 บริษัทเทเลคอม เอเชีย จำกัด (ทีเอ) ของกลุ่ม ซีพี ถูกรัฐบาลอานันท์ โดยนาย นุกูล ประจวบเหมาะ สั่งให้มีการทบทวนโครงการขยายบริการระบบโทรศัพท์พื้นฐาน 3 ล้านเลขหมาย ทีเอจำเป็นต้องจ่ายผลประโยชน์ส่วนเพิ่มให้กับองค์การโทรศัพท์ฯ ในเรื่องกำไรส่วนเกิน และรับมอบพื้นที่ดำเนินงานเหลือเพียง 2 ล้านเลขหมายในเขตกรุงเทพและปริมณฑล (ต่อมาขยายเป็น 2.6 ล้านเลขหมาย) ส่วนหมายเลขโทรศัพท์อีก 1 ล้านเลขหมายในเขตภูมิภาค ทางองค์การโทรศัพท์ได้ทำสัญญาให้กับบริษัท ไทย เทเลโฟน แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ที ที แอนด์ ที) ของกลุ่มจัสมิน

จากการช่วงชิงสัญญาสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐข้างต้นนี้เอง จึงทำให้เกิดกลุ่มนำในธุรกิจโทรคมนาคมไทยขึ้น เรียกว่าจตุรยักษ์แห่งวงการโทรคมนาคมไทย ซึ่งก็คือ กลุ่มชินคอร์ป , กลุ่มยูคอม , กลุ่มซีพี และกลุ่มจัสมินตามลำดับ

ความพยายามเพื่อปกป้องและแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มโทรคมนาคมไทย
ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มชินวัตรและกลุ่มยูคอมต่างใช้รูปแบบเฉพาะตัว เพื่อสร้างความสำเร็จในการแสวงหาสัมปทาน รวมทั้งสร้างความได้เปรียบให้กับกลุ่มทุนของตนเองในการกีดกันการเข้ามา แข่งขันของคู่แข่งที่ต้องการแสวงหาสัมปทานโทรคมนาคมของรัฐ ด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับตัวแทน จากหน่วยงานรัฐ ดังเช่นที่ นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานของกลุ่มยูคอมได้กล่าวเอาไว้ว่า “คอนเน็คชั่นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่สำคัญว่าเราจะยอมรับการร่วมทุนกับบริษัทอื่นหรือไม่ แต่เนื่องจากตลาดของเรานั้นคือรัฐ ดังนั้นหน้าที่ของเราคือการรักษาคอนเน็คชั่นกับรัฐ คอนเน็คชั่นที่ว่าหมายความว่า เรารู้จักเขา เขารู้จักเรา และเขาต้องเชื่อใจเราด้วย โชคดีที่ผมและน้องชายซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่สองของยูคอมได้รับมรดกดังกล่าวมา จากรุ่นพ่อ ดังนั้นคนก็มักจะเปิดประตูต้อนรับเรา” (Sakkarin 1995)

สายสัมพันธ์ที่กลุ่มทุนดังกล่าวสร้างขึ้นกับตัวแทนของหน่วยงานรัฐกลับกลาย เป็นเรื่องดี เมื่อขุนนางข้าราชการได้ร่วมมือกับนักการเมืองในการเปิดประมูลโครงการ สัมปทาน การเข้าถึงรัฐมนตรีกระทรวงการคมนาคม และรัฐมนตรีคนอื่นในสมัยรัฐบาลชาติชาย กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ธุรกิจมีความเจริญเติบโต เพราะเหตุว่าการติดต่อกับนักการเมืองช่วยให้ได้โครงการใหม่ๆ และในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่การสื่อสารโทรคมนาคมของ รัฐก็ช่วยให้กระบวนการประมูลโครงการเป็นไปอย่างราบรื่น (Sakkarin 1995)

ตัวอย่างอื่นๆในความพยายามเข้าถึงอำนาจรัฐของกลุ่มยูคอม และกลุ่มชินวัตรดังแสดงให้เห็นดังตัวอย่างต่อไปนี้
  • กลุ่มยูคอมส่งตัวแทนเข้าไปทำงานด้านพรรคการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเริ่มตั้งแต่ บุญชัย เบญจรงคกุลนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษา “สัมพันธ์ ทองสมัคร” ส.ส. ประชาธิปัตย์ ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ก่อนที่เจ้าตัวประกาศตัวอย่างคึกคักว่าจะลงสนามการเมืองในเดือนกุมภาพันธ์ 2538 และสนใจจะนั่งเก้าอี้กระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาสมชาย เบญจรงคกุล น้องชายของบุญชัย ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยุคที่มนตรี พงษ์พานิชย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการในช่วงปลายรัฐบาลชวลิต นอกจากนี้กลุ่มยูคอมยังสร้างสัมพันธ์ผ่านผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานด้าน การสื่อสาร ด้วยการเชิญอดีตผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจเจ้าของสัมปทานเข้ามานั่ง เก้าอี้หลังเกษียณ คือศรีภูมิ ศุขเนตร อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม มานั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริษัทในปี 2534 ด้วย (ญิบพัน 2545)
  • กลุ่มชินคอร์ปนั้นมีความเคลื่อนไหวในการเข้าหาอำนาจรัฐอย่างชัดเจนหลายรูป แบบเช่น การเชิญ ไพบูลย์ ลิมปพยอม (อดีตผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย) เป็นประธานกรรมการบริหารกลุ่มชินวัตร เมื่อเดือนเมษายน 2537 ตลอดจนการพยายามเข้าไปสู่การเมืองหลายต่อหลายครั้งของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยเริ่มจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในโควต้าคนนอกที่ไม่ได้ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของพรรคพลังธรรม ในปี 2537 ในสมัยรัฐบาลชวน 1 ต่อมาเขาก็ลงมาทำงานการเมืองโดยตรงโดยรับเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมและได้รับ ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในปี 2537 ยุครัฐบาลบรรหาร และตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเช่นกันในปี 2540 ในรัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จนกระทั่งก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในเวลาต่อมา (รุจน์ 2544)

หลังวิกฤตการเงิน
ในระยะแรกๆ เรายังไม่เห็นความได้เปรียบเสียเปรียบของจตุรยักษ์โทรคมนาคมไทยเท่าใดนั้น ทั้งสี่บริษัทยังคงถือว่าอยู่ในระนาบเดียวกันของการแข่งขัน จนกระทั่งในช่วงปี 1988-1991 เมื่อจตุรยักษ์โทรคมนาคมได้ระดมทุนผ่านทั้งตลาดหุ้นและกู้เงินลงทุนจากต่าง ประเทศเพื่อนำมาลงทุนโครงการที่ได้รับสัมปทานมา การระดมทุนเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งกลุ่มบริษัทเหล่านี้มีหนี้ ต่างประเทศรวมกันถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2002

เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจจนต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในปี 1997 ทำให้กลุ่มทีเอ ประสบปัญหาจากการไม่ได้ประกันความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนเงินจำนวน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 1998 บริษัทต้องชำระหนี้รวมดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศเป็นมูลค่าถึง 17,000 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่ม TT&T และ ยูคอมประสบปัญหาเดียวกัน (TT&T มีหนี้เงินกู้ 405 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่กลุ่มยูคอมมีหนี้เงินกู้อยู่ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้มีการประกันความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกัน กับทีเอ) ในขณะที่กลุ่มชินกลับไม่ได้รับผลกระทบจากหนี้เงินกู้ต่างประเทศเนื่องจาก ได้มีการชำระหนี้เงินกู้ก้อนใหญ่ก่อนที่มีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

การผงาดขึ้นของกลุ่มชินคอร์ป
การที่กลุ่มชินคอร์ปมีหนี้ต่างประเทศน้อยกว่าคู่แข่งกลุ่มโทรคมนาคมรายอื่น โครงสร้างของจตุรยักษ์โทรคมนาคมไทยจึงมีการเปลี่ยนแปลง ชินคอร์ปกลายเป็นผู้นำเดี่ยวที่อยู่ในระนาบที่เหนือกว่า กลุ่มยักษ์สื่อสารโทรคมนาคมที่เหลือ เนื่องจากบริษัทไม่มีแรงกดดันในการปรับโครงสร้างหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นจาก อัตราการแลกเปลี่ยนทางการเงินในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ชินคอร์ปจึงมุ่งหน้าขยายตลาดและทำกำไรอย่างเต็มที่ ในขณะที่บริษัทอื่นๆกลับต้องอยู่ในภาวะชะงักงันเนื่องจากต้องทำการปรับโครง สร้างหนี้ของตนเอง ทีเอ, จัสมิน ทีทีแอนด์ที และ ยูคอมจึงถูกผลักลงมาอยู่ในระนาบที่สอง และบริษัทอื่นๆเช่น สามารถเทเลคอม และไออีซี ถูกผลักลงไปอยู่ในระนาบที่สาม (ดูในสไลด์)

Reference
  • ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 23 , รุจน์ มัณฑิรา , สำนักพิมพ์น้ำฝน , กรุงเทพฯ , (พิมพ์ครั้งที่หก) 2544
  • เจ้าสัว Yesterday โศกนาฏกรรมนายทุนไทย ภาคกำสรวลนายวาณิช , ญิบพัน, บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) , 2545
  • The Political Economy of Telecommunications Liberalisation in Thailand, Sakkarin Niyomsilpa, A Thesis submitted for the degree of Doctor of Philosophy of The Australian National University

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นำมาจาก www.palawat.org

 

โดย: 
สหายสิกขา
AttachmentSize
telecom_capital_slide.ppt91.61 KB

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้