พัฒนาการทุนไทยตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516
เขียนโดย admin เมื่อ 11 เมษายน, 2007 - 21:48
tags:
(อ่านพรีเซนเตชันประกอบได้ที่แฟ้มแนบด้านล่าง)
เนื้อหาที่บรรยายโดยสรุป :
1. ภาพรวมเศรษฐกิจก่อนสัญญาเบาริ่ง
2. วิกฤตสัญญาเบาริ่ง
อังกฤษส่งเรือรบสองลำคือ Rattler และ Grecian ปิดปากอ่าว และยิงสลุตด้วยปืนใหญ่ 21 กระบอก รัฐไทยต้องยอมตกลงเซ็นต์สนธิสัญญาเบาริ่ง
ร.4 จัดคณะทูตพิเศษเพื่อรับมือปัญหานี้คือ
3. ภาพรวมเศรษฐกิจภายหลังสัญญาเบาริ่ง
4. นายทุนดั้งเดิม : เจ้าภาษีนายอากร
5. ปัญหาของระบบเจ้าภาษีนายอากร
6. การปฏิรูปการจัดเก็บภาษี
7. กำเนิดนายทุนใหม่ : นายทุนพาณิชย์ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
8. ลักษณะภายนอกประเทศ
9. ธุรกิจค้าข้าวและโรงสี
10. กำเนิดธนาคาร
ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้เป็นธนาคารพาณิชย์ของอังกฤษแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทยในปี 2431 และธนาคารชาร์เตอร์ของอังกฤษเช่นเดียวกันได้มาตั้งสาขาในอีก 6 ปีต่อมาหลังจากนั้นก็มีธนาคารแห่งอินโดจีนของฝรั่งเศสและธนาคารเมอร์แคนไท ล์ของอังกฤษเจ้าเก่าได้เข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทยอีก การประกอบธุรกิจของสาขาธนาคารทั้งสี่จะอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการ เงินของชาวต่างชาติที่มาทำธุรกิจในสยามเสียเป็นส่วนใหญ่
การก่อตั้งสาขาธนาคารของชาติตะวันตกเหล่านี้ได้เป็นรากฐานของระบบธนาคาร พาณิชย์ไทยในสมัยต่อมา โดยเฉพาะระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศอังกฤษได้เป็นแม่แบบของการก่อตั้ง ธนาคารพาณิชย์ไทย ทั้งนี้เนื่องจากสาขาของธนาคารชาติตะวันตก 3 ใน 4 เป็นของอังกฤษ อีกทั้งการค้าขายต่างประเทศของไทยส่วนใหญ่ค้าขายกับประเทศที่อยู่ในเขต อิทธิพลของอังกฤษ นอกจากนี้การเปิดประเทศเพื่อรับเอาวิทยาการความรู้และวัฒนธรรมตะวันตกของ ไทยก็ยังรับเอารูปแบบของอังกฤษไว้แทบทั้งสิ้น
11. การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า
12. กำเนิดพ่อค้าคนกลาง
13. ปัญหาพ่อค้าชาวจีน
12. นโยบายรัฐนิยมกำจัดอิทธิพลชาวจีน
13. การปรับตัวของพ่อค้าชาวจีนต่อนโยบายต่อต้านจีน
14. สถานการณ์เศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
15. พัฒนาการของทุนนิยมขุนนาง
16. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ ๑
17. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ ๒
เนื้อหาที่บรรยายโดยสรุป :
- ให้ลักษณะภาพรวมคร่าวๆ ตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนคลี่คลายตัวออกมาในช่วงยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 ว่าเป็นอย่างไร
- อาจจะไม่ได้เก็บรายละเอียดทั้งหมด แต่เพื่อให้เห็นภาพรวม, ปัจจัย + แนวโน้มหลักที่สำคัญๆ
- สรุปรูปแบบการพัฒนาทุนไทย อธิบายออกมาในลักษณะแบบจำลองเพื่อทำความเข้าใจรูปแบบความสัมพันธ์ อธิบายสถานการณ์และคาดการณ์ต่อไปในอนาคต
- คีย์คอนเซ็ปต์ต่างๆ
1. ภาพรวมเศรษฐกิจก่อนสัญญาเบาริ่ง
-
- เศรษฐกิจถูกเชื่อมโยงเข้ากับการค้าภายในทวีปเอเชีย ซึ่งจีนเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอำนาจการเมือง
- ปกติต้องมีจิ้มก้องทุกสามปี แต่ไทยส่งสำเภาไปที่เมืองจีนมากกว่านั้น ยุค ร.๑ – ร.๒ ส่งไป ๓๕ ครั้งใน ๔๒ ปี (เฉลี่ย ๒.๕ ครั้งต่อ ๓ ปี) บ่งบอกว่ามิใช่แต่เพียงบรรณาการ แต่เป็นการค้าที่มีกำไร (กัปตันเบอร์นี่ตั้งข้อสังเกตว่ามีกำไรถึง ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อให้สำเภาจมไปหนึ่งในสองลำก็ยังมีกำไรสูงมาก)
- กษัตริย์เป็นผู้ผูกขาด การค้าเช่น ดีบุก งาช้าง กระวาน รง (ใช้เป็นยาระบาย) รังนก ในขณะที่พริกไทยและน้ำตาลอาจมีพ่อค้าคนกลาง
2. วิกฤตสัญญาเบาริ่ง
อังกฤษส่งเรือรบสองลำคือ Rattler และ Grecian ปิดปากอ่าว และยิงสลุตด้วยปืนใหญ่ 21 กระบอก รัฐไทยต้องยอมตกลงเซ็นต์สนธิสัญญาเบาริ่ง
ร.4 จัดคณะทูตพิเศษเพื่อรับมือปัญหานี้คือ
-
-
- เจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิษ บุนนาค) เสนาบดีกลาโหม
- เจ้าพระยาบรมมหาพิชัยยุทธ์ (ทัด บุนนาค) เสนาบดีคลัง (น้องของดิฐ บุนนาค)
- เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ต่อมาเป็นเสนาบดีกลาโหม และลูกชายของดิฐ
- เจ้าพระยาทิพกรวงศ์ มหาโกษาธิบดี (ขาม บุนนาค) ผู้ช่วยหัวหน้าพระคลังสินค้า (น้องชายของช่วง)
- กรมหลวงวงศาธีรัฐสนิท (น้องยาเธอของร.4)
-
3. ภาพรวมเศรษฐกิจภายหลังสัญญาเบาริ่ง
-
- เปลี่ยนจากรูปแบบการค้าที่มีศูนย์กลางในเอเชีย เป็นการค้าในรูปแบบประเทศในระบบอาณานิคม
- เศรษฐกิจไทยถูกผนวกเข้ากับการแบ่งงานกันทำของประเทศอาณานิคมในเอเชีย – ส่งวัตถุดิบให้กับประเทศแม่ และเป็นตลาดระบายสินค้าที่ผลิตจากโรงงานในยุโรป
- Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่สิงคโปร์
- มีลักษณะเป็นเศรษฐกิจแบบ resource intensive ที่เน้นส่งออก ข้าว, ดีบุก, ไม้สัก (สัดส่วนรวมกันตั้งแต่ปี 1896-1939) ราว 70-80%
4. นายทุนดั้งเดิม : เจ้าภาษีนายอากร
-
- การเก็บภาษีโดยให้เอกชนเป็นผู้ประมูล
- เป็นระบบที่ใช้ในจีนและอินเดีย เหตุผลเนื่องจากการเก็บภาษีเป็นตัวเงินมีความยุ่งยาก ผู้ปกครองผลักภาระการคำนวณและเก็บภาษีให้กับผู้อื่น รวมทั้งขาดกลไกและข้าราชการที่ไปเก็บภาษี
- ภาษีมี อากรสุรา และบ่อนเบี้ย (การพนัน ถั่ว โป กำตัด ไผ่งา)
- สมัย ร.๓ เป็นรายได้หลัก เนื่องจากเสียรายได้จากการผูกขาดและยกเลิกพระคลังสินค้า (สัญญาเบอร์นี) มีการสร้างวัด และเผชิญสงครามมากกว่าสมัย ร.๒ (สงครามกับญวณ ๒๓๗๖-๒๓๙๐) และนิยมใช้แรงงานจีนเพราะชำนาญกว่าไพร่ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น
- เฟื่องฟูสมัย ร.๔ เนื่องจากสัญญาเบาริ่งเข้มงวดกว่าเดิม เก็บภาษีเข้าได้ร้อยละ ๓ ทำให้เสียรายได้จากภาษีอย่างมาก จึงมีการเก็บภาษีภายในให้หนักขึ้น มีการตั้งภาษีใหม่ ๑๔ ประเภท (จากที่ตั้งเพิ่ม ๓๘ ประเภทใน ร.๓)
- การปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษี ทำให้รายได้ ร.๓ เพิ่มมากกว่า ร.๒ ๑๐ เท่า มีรายได้ ๒๕ ล้านบาท ในขณะที่ ร.๔ มีรายได้ ๒๖.๙ ล้านบาท
5. ปัญหาของระบบเจ้าภาษีนายอากร
-
- ต้องมีขุนนางสนับสนุน เช่นเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) มีเจ้าภาษีนายอากรหลายคนอยู่ใต้อุปถัมป์ เมื่อเจ้าภาษีนายอากรเหล่านี้ได้รับการคุ้มครอง ก็จะทำผิดหรือเก็บภาษีเกินขอบเขต ไม่ส่งมอบเงินให้รัฐ แต่เงินจะรั่วไหลไปอยู่กับขุนนางเป็นจำนวนมาก
- เจ้าพระยาภาณุวงค์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) นำเงินจากเจ้าภาษีนายอากรไปใช้ประโยชน์เอง เมื่อเจ้าภาษีฯ นำเงินมาส่งจะเก็บไว้ในกำปั่น เมื่อมีธุระจะใช้ก็ใช้เงินในกำปั่นนี้ท้งสิ้น มีตั้งแต่งานราชการแผ่นดิน ค่าจ้างชาวจีนงานศพ ทำประภาคาร สร้างบ้านบุตรชาย แจกเงินภรรยาน้อย บุตร และคนใช้ ให้เงินภรรยาหลวงไปทำบุญ ฯลฯ
- มีสมาคมลับ (อั้งยี่) คุ้มครองผลประโยชน์ และกำจัดคู่แข่ง ทำให้การประมูลถูกผูกขาด และรายได้รัฐต่ำลงมาก บางทีขุนนางก็เลี้ยงอั้งยี่เองเพื่อควบคุมชาวจีนไม่ให้ไปอยู่ในบังคับของ ชาวตะวันตก
- ปลาย ร.๔ และต้น ร.๕ ระบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการเงินและหารายได้ให้กับรัฐเหมือนระยะแรกอีกแล้ว ช่วง ๔ ปีแรกของ ร.๕ ต้องประสบปัญหาการเงินถึงกับเป็นหนี้สิน มีเงินในท้องพระคลังเพียง ๔ หมื่นชั่ง (แต่ตามจริงมีครึ่งเดียว)
6. การปฏิรูปการจัดเก็บภาษี
-
- ให้เจ้าภาษีนายอากรชำระเงินกับหอรัษฎากรพิพัฒน์ ไม่ต้องผ่านขุนนาง
- ช่วงแรกถูกต่อต้านจากเจ้านายและขุนนางบางกลุ่มที่มีผลประโยชน์
- ช่วงหลังเพิ่มความเข้มงวด ถ้าส่งเงินตามงวดไม่ได้จะถูกยึดทรัพย์ ทำให้มีเจ้าภาษีนายอากรหลายรายล้มลง เช่นพระยาภักดีภัทรากร (เจ้าสัวโงซัว หรือเกงซัว) ค้างหนี้หลวงถึง ๕.๗๕ แสนบาท ต่อมาก็ริบบ้านเรือน โดยยกโทษติดคุกและยกการริบบุตร ภรรยา ซึ่งพระยาภักดีฯก็ถึงแก่กรรมในปีต่อมา ร.๕ จึงโปรดให้บ้านเป็นโรงพยาบาลคนเสียจริต (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา)
- ปี ๒๔๓๐ มีเจ้าภาษีฯ ถูกฟ้องล้มละลาย ๒๓ ราย ค้างเงินภาษี ๑.๐๗ ล้านบาท
- ความจริงที่ล้มไม่ได้เพราะขัดสน แต่เป็นเพราะยักยอกทรัพย์ ขอทำเรื่องล้มเพื่อย้ายสมบัติไปไว้ที่อื่น จาก ๒๓ ราย คาดว่าล้มจริงๆ ๔-๕ รายเท่านั้น แม้แต่เจ้าพระยาฯ ก็ไม่เชื่อว่าขัดสนจริงๆ
- ต่อมา มีการจัดตั้งพระคลังมหาสมบัติจัดเก็บภาษีโดยตรง เว้นแต่ให้เจ้าภาษีนายอากรผูกขาดเฉพาะที่จำเป็นบางชนิด เช่นภาษีฝิ่น สุรา บ่อนเบีย และหวยฯ เนื่องจากต้องใช้ความชำนาญพิเศษ
7. กำเนิดนายทุนใหม่ : นายทุนพาณิชย์ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
-
- หลังสนธิสัญญาเบาริ่ง ไทยยอมรับหลักการค้าเสรีตามการผลักดันของจักรวรรดิอังกฤษ
- คนไทยเปลี่ยนจากผลิตผ้าใช้เองมาเป็นผลิตข้าวเพื่อส่งออกตลาดโลก
- พื้นฐานนายทุนใหม่มาจากเจ้าภาษีฯ เดิมที่พยายามปรับตัวลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ แทนระบบเศรษฐกิจสัมปทานเดิมที่เริ่มร่วงโรยลง และพ่อค้าอิสระที่ไม่ได้หาประโยชน์จากการสัมปทาน
- นายทุนใหม่ที่ปรับตัวจากเจ้าภาษีฯ ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่อจากเคยชินกับการผูกขาดและระบบอุปถัมภ์ของ เจ้านาย แม้จะปรับตัวได้แต่ภายหลังก็ต้องสูญเสียธุรกิจไปเพราะขาดผู้ดำเนินกิจการต่อ บุตรหลานนิยมเข้ารับราชการ ตัวอย่างตระกูลพิศาลบุตร (พระพิศาลผลพานิช (ลีฉาย)) หรือไม่ก็ไม่มีเครือข่ายทางการค้าแบบใหม่ที่แข็งแรงพอ รวมทั้งขาดความเข้าใจระบบการทำธุรกิจเช่นการทำสัญญาล่วงหน้า และไม่ได้ใช้โทรเลขช่วยจัดการเรื่องการตรวจสอบการขึ้นลงของราคาการซื้อขาย ข้าว
- ต่อมานายทุนกลุ่มนี้จะเริ่มประสบวิกฤตการณ์ในช่วง ปลาย ร.๕ – ต้น ร.๖ ต่อไป
8. ลักษณะภายนอกประเทศ
-
- การเปิดคลองสุเอซ ปี ๒๔๑๒ ทำให้สามารถขนส่งสินค้าน้ำหนักมาก (เช่นข้าว) จากเอเชียอาคเนย์ไปยังยุโรปได้
- การสร้างระบบสื่อสารโทรเลขตามเมืองศูนย์กลางการค้าใหญ่ๆในเอเชีย เมื่อปี ๒๔๑๓ มีการวางสายโทรเลขใต้น้ำเพื่อติดต่อโดยตรงระหว่างบอมเบย์ ลอนดอน, สิงคโปร์ ปัตตาเวีย, ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ช่วยการติดต่อซื้อขายระหว่างยุโรปเอเชียให้รวดเร็วขึ้น
- รัฐบาลไทยทำโทรเลขเอง (เนื่องจากเห็นว่าอังกฤษเอาเปรียบมาก) โดยให้กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบ ต่อมาเป็นกรมโทรเลขสยามเมื่อปี ๒๔๒๖
- ใช้เรือกลไฟขนสินค้าแทนเรือสำเภา ทำให้ส่งออกได้มากขึ้น และใช้เวลาสั้นลง
- ปัจจัยภายใน : ร.๕ ยกเลิกทาสและไพร่ เป็นการปลดปล่อยแรงงานให้เป็นอิสระ ซึ่งต่อไปจะเป็นชาวนาในการผลิตข้าวป้อนสู่ตลาดโลก
9. ธุรกิจค้าข้าวและโรงสี
-
- เริ่มจากโรงสีของตะวันตก เนื่องจากมีการนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในการสีข้าว มีมากที่สุด ๕ โรงในปี ๒๔๑๐ ต่อมาก็เริ่มลดลง
- ต่อมาชาวจีนเป็นผู้ดำเนินงานแทน ในปี ๒๔๕๕ มีโรงงานถึง ๕๐ โรง มี ๓ โรงที่เป็นเพียงของชาวตะวันตก
- เหตุที่ชาวจีนประสบความได้เปรียบในการแข่งขัน
- วิศวกรชาวกวางตุ้งเริ่มเรียนรู้เทคโนโลยีจากชาวตะวันตก
- ชาวจีนเริ่มคิดค้นเทคโนโลยีสีข้าวขาวได้เอง ทำให้ข้าวกล้องลดความสำคัญลง เนื่องจากราคาสูงกว่า
- พ่อค้าชาวจีนควบคุมธุรกิจข้าวได้หมด ตั้งแต่การซื้อข้าวเปลือก สีข้าว และส่งออก ในขณะที่พ่อค้าตะวันตกต้องซื้อผ่านพ่อค้าคนจีนอีกทอดหนึ่ง
- ตลาดข้าวที่สำคัญของไทยคือ สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีนตอนใต้ พ่อค้าคนจีนจึงมีเครือข่ายที่เป็นคนท้องถิ่นเรียบร้อยอยู่แล้ว
- กรรมกรโรงสีส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ก็นิยมทำงานกับคนจีนด้วยกัน
- ต่อมาพ่อค้าตะวันตกก็ลดบทบาทเหลือเพียงรับซื้อข้าวเพื่อส่งออกเพียงอย่างเดียว
10. กำเนิดธนาคาร
-
- การขยายตัวของการค้าข้าว ทำให้เกิดความต้องการเงินทุนและเครดิตทางการค้า
- มีการตั้งสาขาธนาคารพาณิชย์ของต่างชาติเกิดขึ้น ในระยะแรก ๆ จะอยู่ในรูปบริษัทตัวแทนธนาคารของชาวตะวันตก ต่อมาจึงเปลี่ยนมาอยู่ในรูปธนาคารสาขาของต่างประเทศโดยตรง
ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้เป็นธนาคารพาณิชย์ของอังกฤษแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทยในปี 2431 และธนาคารชาร์เตอร์ของอังกฤษเช่นเดียวกันได้มาตั้งสาขาในอีก 6 ปีต่อมาหลังจากนั้นก็มีธนาคารแห่งอินโดจีนของฝรั่งเศสและธนาคารเมอร์แคนไท ล์ของอังกฤษเจ้าเก่าได้เข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทยอีก การประกอบธุรกิจของสาขาธนาคารทั้งสี่จะอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการ เงินของชาวต่างชาติที่มาทำธุรกิจในสยามเสียเป็นส่วนใหญ่
การก่อตั้งสาขาธนาคารของชาติตะวันตกเหล่านี้ได้เป็นรากฐานของระบบธนาคาร พาณิชย์ไทยในสมัยต่อมา โดยเฉพาะระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศอังกฤษได้เป็นแม่แบบของการก่อตั้ง ธนาคารพาณิชย์ไทย ทั้งนี้เนื่องจากสาขาของธนาคารชาติตะวันตก 3 ใน 4 เป็นของอังกฤษ อีกทั้งการค้าขายต่างประเทศของไทยส่วนใหญ่ค้าขายกับประเทศที่อยู่ในเขต อิทธิพลของอังกฤษ นอกจากนี้การเปิดประเทศเพื่อรับเอาวิทยาการความรู้และวัฒนธรรมตะวันตกของ ไทยก็ยังรับเอารูปแบบของอังกฤษไว้แทบทั้งสิ้น
-
- ช่วงแรกกู้ยืมกันเองเพื่อใช้ในการลงทุน ต่อมาเมื่อมีการลงทุนขนาดใหญ่ขึ้น ก็ต้องจัดตั้งธนาคาร โดยเจ้าของโรงสีและผู้ทำการค้ากับต่างประเทศเพื่อระดมทุนให้พ่อค้ากู้ยืมไป ใช้ขยายการลงทุน ในปี ๒๔๕๐
- ธนาคารเหล่านี้ต่อมาล้มละลาย เนื่องจากทุนมีขนาดเล็ก และผู้บริหารขาดความรู้เรื่องธนาคารและขาดประสบการณ์ เมื่อการกู้ยืมขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันและการค้าล้มละลายก็ทำให้ธนาคารล้มไป ด้วย (การค้าล้มเกิดจากความผันผวนด้านราคาข้าวในตลาดโลก)
- ต่อมาพระคลังข้างที่จัดตั้งธนาคารสยามกัมมาจลในปี ๒๔๔๗ มีพ่อค้าชาวจีนร่วมด้วย
- เมื่อกิจการโรงสีขาดทุน โดยที่ติดจำนองทำให้ต่อมาพระคลังข้างที่ก็เป็นเจ้าของโรงสีรายใหญ่ (พระคลังข้างที่เป็นแหล่งทุนใหญ่สุดของสังคมในเวลานั้น) แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการเอง เพียงแต่เก็บรายได้จากค่าเช่าและดอกเบี้ย
- ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างอื่นอีกเช่นธุรกิจเดินเรือ ฯลฯ
11. การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า
-
- สงครามโลกครั้งที่ ๑ เกิดการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เช่น สบู่ ไม้ขีดไฟ บุหรี่ เบียร์ ปูนซีเมนต์ และผ้า ฯลฯ
- ส่วนใหญ่เป็นการผลิตแบบโรงงานเล็ก เช่นโรงงานไม้ขีดไฟมินแซ โรงงานปูนซีเมนต์ไทย โรงเบียร์ของบุญรอดบริวเวอรี่เป็นต้น
- มีการใช้รถยนต์ในการคมนาคม มีโรงภาพยนตร์ มีห้างสรรพสินค้า เกิดตลาดสำเพ็ง
12. กำเนิดพ่อค้าคนกลาง
-
- พ่อค้าในกรุงเป็นคนกลางให้กับบริษัทส่งออกต่างประเทศ ในการซื้อข้าวจากในประเทศได้แก่คอมปราโดร์ (comprador) ถูกว่าจ้างโดยสัญญาจากบริษัทตะวันตกได้ทั้งเงินเดือนและค่านายหน้า และนายหน้า (broker) เป็นตัวแทนอิสระได้เฉพาะค่านายหน้า ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออก ภายหลังคอมปราโดร์เสื่อมความนิยมลงเนื่องจากมีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ พ่อค้าประเภทนายหน้าจึงมีบทบาทสูงขึ้น
- เป็นคนกลางให้กับโรงสีข้าว
หรือพ่อค้าข้าวในต่างจังหวัดในการขายข้าวส่งออก รู้จักในชื่อ บี้ฮั้ง
(บริษัทค้าข้าว) หรือ หยงฮั้ง (นายหน้าขายข้าว) - แถวทรงวาด
- บี้ฮั้งต้องมีความสัมพันธ์เกื้อกูลกันกับโรงสีต่างจังหวัด บางทีก็ต้องเกื้อหนุนทางการเงินกันรวมทั้งรายงานราคาข้าวในตลาดให้โรงสีด้วย
- หน้าที่ของบี้ฮั้งคือ ข่าวสารต้องแม่นยำ ขายข้าวให้ได้ราคาสูง เงินทุนต้องเพียงพอ และความเชื่อถือต้องมั่นคง
- ภายหลังขยายตัวมากจากการตัดทางรถไฟไปในชนบท จึงมีโรงสีในต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก
- การขนส่งทางบก (รถไฟ) และทางน้ำ (เรือ) จึงต้องมีโกดังทั้งสองเส้นทาง สถานีรถไฟหัวลำโพงมีโกดัง ๘๐ โกดัง ทางน้ำมีโกดังเรียงรายสองฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา
- ภายหลังความนิยมบี้ฮั้งทำให้โรงสีไฟในกรุงเทพต้องปิดตัวลงไม่สามารถแข่งขันได้ ขาดแคลนข้าวเปลือก
13. ปัญหาพ่อค้าชาวจีน
-
- มีการใช้โรงเรียนจีนเป็นที่เผยแพร่ลัทธิการเมือง
- มีการเคลื่อนไหวชาตินิยมชุมชนจีนในการท้าทายกฎหมายไทย
- การเอาเปรียบชาวนาในการซื้อขายแลกเปลี่ยน
- มีชาวจีนอพยพรุ่นใหม่จำนวนมาก ปี ๒๔๗๒ มีชาวจีนอพยพ ๑.๓ แสนคน มีทั้งเด็กและผู้หญิงทำให้นโยบายการผสมกลมกลืนที่เคยใช้ในสมัยเจ้าภาษีฯ มีอุปสรรคเพราะคนจีนนิยมแต่งงานกันเอง
- ชาวจีนเหล่านี้มีสมาคมลับ และเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่นอย่างรุนแรง
- มีการส่งเงินออกไปช่วยเหลือสงครามในประเทศจีนโดยผ่านเงินโพยก๊วน
เครดิตภาพจาก : siam cement
12. นโยบายรัฐนิยมกำจัดอิทธิพลชาวจีน
-
- มีการออก พรบ. ควบคุมธนาคาร ทำให้ธนาคารหลายแห่งเลิกกิจการและถูกยึดมีดำเนินการต่อเพียงสองธนาคารคือ หวั่งหลีและตันเป็งชุน
- จัดตั้งสหกรณ์ และใช้คนจีนที่มีความเห็นแนวทางเดียวกับรัฐบาลมาช่วยดำเนินการในธุรกิจต่างๆ เช่นธุรกิจข้าว
- จัดระเบียบโรงเรียนราษฎร์ใหม่ สามารถสั่งปิดโรงเรียนที่ไม่ทำตามกฎหมาย
- ประกาศ พรบ.การเรี่ยไร เพื่อควบคุมการเรี่ยไรส่งเงินไปช่วยประเทศจีน
- จัดตั้งสภาหอการค้าไทย เพื่อลดบทบาทของสโมสรพานิชย์จีน
- จัดตั้งรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเช่น โรงงานกระดาษ โรงงานน้ำตาล โรงงานทอผ้าไหม โรงงานยาสูบ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม โรงกลั่นน้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น
- ปิดสมาคมลับต่างๆ และปิดหนังสือพิมพ์จีนที่ต่อต้านญี่ปุ่น
- เนรเทศพ่อค้าจีนและกรรมกรจีนที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวออกนอกประเทศ
13. การปรับตัวของพ่อค้าชาวจีนต่อนโยบายต่อต้านจีน
-
- ห้าตระกูลใหญ่พ่อค้าข้าวคนจีน : หวั่งหลี, บุลสุข, บุลกุล, เอี่ยมสุรีย์ (เหียกวงเอี่ยม), ล่ำซำ (มีความสัมพันธ์ข้ามตระกูลโดยมีการแต่งงานกัน)
- มีการจัดตั้งบริษัทข้าวไทย โดยเชิญนายมา บุลกุล เจ้าของโรงสีไฟจินเช่ง ๒ โรง
- เชิญนายจุรินทร์ ล่ำซำมาเป็นผู้จัดการใหญ่บริษัทไทยนิยมพาณิชย์ ปี ๒๔๘๒
- การปรับตัวของชาวจีน
- ยอมทำตามนโยบายไทย - ร่วมมือกับญี่ปุ่น
- ยังคงความเป็นจีนไม่เปลี่ยนแปลง และพร้อมจะต่อต้าน
- ยอมปฏิบัติตามกฎหมายรัฐบาล แต่อีกด้านก็มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างลับๆ ประเภทที่สามมีความยืดหยุ่นสูง ผู้นำชาวจีนส่วนใหญ่จึงมักอิงแอบกับประเภทที่สามนี้
- ภายหลังจากแรงบีบบังคับของรัฐบาลไทย และสถานการณ์การเมืองในประเทศจีนที่รุนแรงมากขึ้นจึงล้มเลิกความหวังกลับ สู่แผ่นดินเกิด ภายหลังพรรคคอมมิวนิสต์ชนะสงครามในจีน พ่อค้าจีนเหล่านี้ก็ต้องยอมรับความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และกลายเป็นชนชั้นนายทุนไทยในเวลาต่อมา
14. สถานการณ์เศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
-
- ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปรีดี ที่ดำเนินกิจกรรมเสรีไทยสนับสนุนสัมพันธมิตรขึ้นสู่อำนาจ ตั้งรัฐบาลใหม่โดยนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่จอมพล ป. พิบูลย์สงครามหลุดจากอำนาจ
- ภาวะเงินเฟ้อสูงมาก ดัชนีครองชีพพุ่งจาก ๑๐๐ เป็น ๒๒๒ ในปี ๒๔๘๖ และ ๑๐๗๒ ในปี ๒๔๘๙
- เกิดภาวะขาดแคลนข้าวในประเทศ
- ในหลวงอานันท์สวรรคต
- เกิดการรัฐประหารโดย จอมพล ป และจอมพล ผิน ในปี ๒๔๙๐
15. พัฒนาการของทุนนิยมขุนนาง
-
- เศรษฐกิจไทยเพื่อคนไทย มีการสร้างรัฐวิสาหกิจขึ้นถึง ๑๐๐ แห่งในช่วง ๑๐ ปี
- เมื่อพิจารณาจากขนาดรัฐวิสาหกิจทำให้ รมต กระทรวงเศรษฐกิจ (ภายหลังเป็นกระทรวงพาณิชย์) กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีความหมายมาก
- กองทัพได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ทหารเข้าไปนั่งในบอร์ดบริษัทต่างๆ ๔๑ แห่งด้วยกัน ผิน ๕, เผ่า ๑๑, ประมาณ ๗, สฤษดิ์ ๑๐, ประพัฒน์ ๑๑, ถนอม ๕
- เมื่อทหารได้อำนาจ พยายามยึดรัฐบริษัทที่ก่อตั้งโดยคณะราษฎร รวมทั้งกลุ่มธุรกิจภายใต้ปีกนายปรีดี เพื่อทำลายฐานเศรษฐกิจกลุ่มอำนาจเก่า และหารายได้พิเศษเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ธนาคารเอเชีย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกโอนหุ้นไปยังองค์การทหารผ่านศึก โดยมีจอมพล ผินเป็นประธาน รวมทั้งบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ บริษัทข้าวไทย เป็นต้น
16. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ ๑
-
- แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยธนาคารโลก
- ก่อตั้งสภาพัฒน์
- มีการปรับภาษีศุลกากรสำหรับอุตสาหกรรมบางประเภท เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน และอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนจากต่างประเทศจากการแข่งขัน
- ห้ามรัฐดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจแข่งขันกับเอกชน
- รัฐบาลมีการพึ่งพิงเงินกู้จากต่างประเทศ (โดยเฉพาะธนาคารโลก) จำนวนมาก
- มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการจัดตั้ง BOI
- เช่นสิทธิพิเศษทางภาษี และการนำกำไรจากการลงทุนออกไปได้โดยเสรี
- ยกเลิก พรบ.แรงงานในการจัดตั้งสหภาพ
- เพิ่มสิทธิในการถือครองที่ดินสำหรับชาวต่างชาติ
17. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ ๒
-
- กลุ่มการเงิน : ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์/เครือซีเมนต์ไทย, ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
- กลุ่มอุตสาหกรรม : สยามมอเตอร์, ซีพี, เมโทร, บุญรอด, กมล สุโกศล, แหลมทองสหการ, ไทยรุ่งเรือง, กลุ่มสุกรี, สหยูเนี่ยน, โอสถสภา, บุญสูง, สหวิริยา, ยิบอินซอย, มิตรผล, คาเธ่ย์ทรัสต์, มหาคุณ, ไทยเสรี, กระดาษกรุงเทพ, ฯลฯ
เอกสารประกอบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นำมาจาก www.palawat.org
| Attachment | Size |
|---|---|
| yearbreak_2.xls | 25 KB |

